ภาษีคริปโต 2568: สรุปก่อนยื่นภาษีต้นปีหน้า
- ภาพรวมภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ปี 2568
- ใครบ้างที่ยังต้องยื่นภาษีคริปโตในปี 2568?
- การยกเว้นภาษีกำไรจากการขาย (Capital Gains Tax)
- ขั้นตอนและวิธีการยื่นภาษีคริปโต
- แนวทางการคำนวณภาษีสำหรับรายได้คริปโตประเภทต่างๆ
- ข้อควรระวังและประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
- สรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุน
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ภาษีคริปโต 2568 ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อภาระภาษี
- กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Capital Gains) ผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาต ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572
- รายได้จากคริปโตในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ผลตอบแทนจากการ Staking, Lending, รางวัล Airdrop, หรือการรับเป็นค่าจ้าง ยังคงเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปคำนวณและยื่นภาษีตามปกติ
- ผู้มีเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภทยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้ว่ากำไรจากการขายจะได้รับการยกเว้นก็ตาม
- การเก็บรักษาหลักฐานการทำธุรกรรมทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เช่น ประวัติการซื้อขาย, การโอน, และการได้รับสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการยื่นภาษีและสำหรับการตรวจสอบโดยกรมสรรพากร
แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับ ภาษีคริปโต 2568 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ด้วยการประกาศยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนเกินทุน (Capital Gains) ที่เกิดจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มาตรการนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2572 ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) ของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการดังกล่าว นักลงทุนและผู้มีเงินได้จากช่องทางอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างเคร่งครัด
ภาพรวมภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ปี 2568
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภูมิทัศน์ด้านภาษีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย หลังจากที่รัฐบาลได้มีมติเห็นชอบในมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยหนึ่งในมาตรการหลักคือการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ซึ่งเกิดขึ้นผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.
นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระของนักลงทุนรายย่อยและกระตุ้นให้เกิดสภาพคล่องในตลาดภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่าในการดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการจากต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัลในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ดี การยกเว้นภาษีดังกล่าวมีขอบเขตที่ชัดเจนและไม่ได้ครอบคลุมรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภท ดังนั้น ความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เสียภาษีทุกคน เพื่อให้สามารถวางแผนและปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้อง
ใครบ้างที่ยังต้องยื่นภาษีคริปโตในปี 2568?
แม้ว่ากำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน Exchange ที่ได้รับอนุญาตจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอื่น ๆ ยังคงถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของรายได้ที่ยังคงต้องเสียภาษีได้ดังนี้
รายได้จากผลตอบแทน (Staking, Lending, Yield Farming)
การได้รับผลตอบแทนจากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากไว้ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม ถือเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในโลก DeFi (Decentralized Finance) ผลตอบแทนที่ได้รับจากกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการ Staking (การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบธุรกรรมของเครือข่ายบล็อกเชน), การ Lending (การให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล), หรือ Yield Farming (การแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดจากโปรโตคอลต่าง ๆ) จะถูกจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ หรือการอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 40(1) ถึง 40(7) ผู้มีเงินได้ประเภทนี้จะต้องนำมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับเป็นผลตอบแทน ณ วันที่ได้รับ มาคำนวณเป็นรายได้เพื่อยื่นภาษี
รายได้จากการได้รับเป็นของขวัญหรือรางวัล (Airdrops)
Airdrop คือการแจกจ่ายโทเคนหรือคริปโทเคอร์เรนซีให้กับผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการตลาดของโครงการใหม่ ๆ การได้รับสินทรัพย์ดิจิทัลจาก Airdrop หรือได้รับเป็นของขวัญ รางวัลจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นกัน โดยจะถูกจัดอยู่ในประเภทเงินได้ตามมาตรา 40(8) เช่นเดียวกับผลตอบแทนจากการ Staking หรือ Lending ผู้รับจะต้องประเมินมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ที่ได้รับ ณ วันที่ได้รับ และนำยอดดังกล่าวไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีประจำปี
รายได้ในรูปแบบค่าจ้างหรือค่าตอบแทน
ในปัจจุบัน บางบริษัทโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เริ่มมีการจ่ายค่าจ้าง เงินเดือน หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ให้กับพนักงานหรือผู้ให้บริการ (Freelancer) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลแทนเงินบาท ในกรณีนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับจะถูกพิจารณาเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) (เงินได้จากการจ้างแรงงาน) หรือ 40(2) (เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ) ผู้รับเงินได้จะต้องคำนวณมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลเทียบเป็นเงินบาทตามราคาตลาด ณ วันที่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างนั้น ๆ และนำไปรวมคำนวณภาษีเช่นเดียวกับรายได้จากเงินเดือนปกติ
การยกเว้นภาษีกำไรจากการขาย (Capital Gains Tax)
มาตรการยกเว้นภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีคริปโตในปี 2568 ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 กำไรที่เกิดจากการขายหรือโอนคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงื่อนไขและรายละเอียดของมาตรการใหม่
การยกเว้นภาษีนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ ธุรกรรมการขายจะต้องเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ากำไรจากการเทรดแบบ Peer-to-Peer (P2P) นอกกระดานเทรด หรือการขายบนแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. อาจไม่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรการนี้ นักลงทุนจึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากำลังใช้บริการผ่านผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าว
เป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub)
นโยบายยกเว้นภาษีกำไรจากการขายนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งหวังจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลดภาระทางภาษีจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาซื้อขายในตลาดไทยมากขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องของตลาดสูงขึ้นและระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศมีความแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังผู้ประกอบการและนักพัฒนาในอุตสาหกรรมบล็อกเชนว่าภาครัฐให้การสนับสนุนและพร้อมที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล
| ประเภทรายได้ | ตัวอย่าง | ภาระภาษีปี 2568 | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| กำไรจากการขาย (Capital Gains) | ขาย Bitcoin, Ethereum บน Bitkub หรือ Exchange ที่ได้รับอนุญาต | ได้รับการยกเว้นภาษี | ต้องเป็นธุรกรรมผ่าน Exchange ที่กำกับโดย ก.ล.ต. เท่านั้น |
| ผลตอบแทน (Staking/Lending) | ได้รับ ETH เป็นรางวัลจากการ Staking | ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(8)) | คำนวณรายได้จากมูลค่าตลาด ณ วันที่ได้รับ |
| ของขวัญ/รางวัล (Airdrops) | ได้รับโทเคนใหม่จากกิจกรรม Airdrop | ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(8)) | ต้องประเมินมูลค่าตลาด ณ วันที่ได้รับ |
| ค่าจ้าง/ค่าตอบแทน | ได้รับเงินเดือนเป็น USDC | ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(1) หรือ 40(2)) | คำนวณเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่จ่าย |
ขั้นตอนและวิธีการยื่นภาษีคริปโต
แม้จะมีการยกเว้นภาษีสำหรับกำไรจากการขาย แต่ผู้ที่มีรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอื่น ๆ ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี การดำเนินการที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต
การเตรียมเอกสารและข้อมูลสำคัญ
การเตรียมตัวที่ดีคือกุญแจสำคัญในการยื่นภาษีอย่างราบรื่น ผู้เสียภาษีควรเก็บรวบรวมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลตลอดทั้งปีภาษีอย่างเป็นระบบ หลักฐานที่ควรจัดเตรียมไว้ ได้แก่:
- ประวัติการทำธุรกรรม (Transaction History): รายงานการซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดจากทุก Exchange ที่ใช้งาน
- หลักฐานการได้รับรายได้: บันทึกวันที่, จำนวน, และมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับเป็นผลตอบแทน, รางวัล, หรือค่าจ้าง
- บันทึกการโอนสินทรัพย์: ข้อมูลการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่าง Wallet หรือระหว่าง Exchange ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้เพื่อพิสูจน์ที่มาที่ไปของสินทรัพย์
- ข้อมูลต้นทุน: บันทึกราคาซื้อของสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละรายการ เพื่อใช้ในการคำนวณต้นทุนหากจำเป็น (แม้กำไรจากการขายจะยกเว้นภาษี แต่การมีข้อมูลนี้ยังคงเป็นประโยชน์)
แบบฟอร์มที่ต้องใช้: ภ.ง.ด. 90/91
การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลจะใช้แบบฟอร์มเดียวกันกับการยื่นภาษีทั่วไป คือ ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91
- ภ.ง.ด. 91: สำหรับผู้ที่มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) ประเภทเดียว เช่น พนักงานบริษัทที่ได้รับเงินเดือนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล
- ภ.ง.ด. 90: สำหรับผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากมาตรา 40(1) เช่น รายได้จากผลตอบแทน Staking/Lending, Airdrop (มาตรา 40(8)) หรือมีเงินได้หลายประเภทควบคู่กันไป
ผู้เสียภาษีจะต้องกรอกรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในช่องเงินได้พึงประเมินตามประเภทที่ถูกต้อง และควรระบุรายละเอียดที่มาของรายได้ให้ชัดเจนในเอกสารแนบ (ถ้ามี)
กำหนดการยื่นภาษีสำหรับปีภาษี 2568
สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดปีภาษี 2568 (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568) จะต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในช่วงต้นปี 2569 โดยมีกำหนดการดังนี้:
- การยื่นแบบกระดาษ: ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา
- การยื่นแบบออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งจะขยายเวลาให้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2569
แนวทางการคำนวณภาษีสำหรับรายได้คริปโตประเภทต่างๆ
หลักการสำคัญในการคำนวณรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องเสียภาษี คือการแปลงมูลค่าของสินทรัพย์นั้นให้เป็นเงินบาท ณ วันที่ได้รับเงินได้
การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล ณ วันที่ได้รับ
เมื่อได้รับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นผลตอบแทน, รางวัล หรือค่าจ้าง ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ต้องบันทึกมูลค่าของสินทรัพย์นั้นเทียบเป็นเงินบาท โดยอ้างอิงจากราคาตลาดในวันที่ทำธุรกรรมสำเร็จ (วันที่สินทรัพย์ถูกโอนเข้า Wallet ของผู้รับ) แหล่งข้อมูลสำหรับอ้างอิงราคาอาจมาจากราคาปิด ณ สิ้นวันของ Exchange ที่น่าเชื่อถือ หรือราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในวันนั้น ๆ การบันทึกมูลค่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้การคำนวณรายได้รวมเมื่อสิ้นปีเป็นไปอย่างถูกต้องและมีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน
ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
สมมติว่าตลอดปี 2568 นาย ก. มีรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลดังนี้:
- ได้รับรางวัลจากการ Staking: ได้รับ 0.1 ETH ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ซึ่งในวันนั้น 1 ETH มีมูลค่า 100,000 บาท
- รายได้พึงประเมิน = 0.1 ETH x 100,000 บาท/ETH = 10,000 บาท (จัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8))
- ได้รับ Airdrop: ได้รับ 500 XYZ Token ในวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยโทเคนเริ่มซื้อขายในวันนั้นที่ราคา 20 บาทต่อโทเคน
- รายได้พึงประเมิน = 500 XYZ x 20 บาท/XYZ = 10,000 บาท (จัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8))
- ขาย Bitcoin: ขาย Bitcoin ที่ซื้อมานานแล้วผ่าน Exchange ในไทย ได้กำไร 50,000 บาท
- รายได้ส่วนนี้ ได้รับการยกเว้นภาษี และไม่ต้องนำมารวมคำนวณ
ดังนั้น ในการยื่น ภ.ง.ด. 90 สำหรับปีภาษี 2568 นาย ก. จะต้องรายงานเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เป็นจำนวน 20,000 บาท (10,000 + 10,000) เพื่อนำไปรวมกับรายได้ประเภทอื่น ๆ (ถ้ามี) และคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าต่อไป
ข้อควรระวังและประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีเป็นหน้าที่สำคัญของผู้มีเงินได้ทุกคน การละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและภาระทางการเงินที่ไม่คาดคิด
ความสำคัญของการเก็บหลักฐาน
แม้กำไรจากการขายจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่กรมสรรพากรยังมีอำนาจในการตรวจสอบการยื่นภาษีได้ การเก็บหลักฐานการทำธุรกรรมทั้งหมดไว้อย่างเป็นระเบียบจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ หลักฐานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อคำนวณรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ยังใช้เพื่อยืนยันว่ากำไรส่วนที่ได้รับการยกเว้นนั้นมาจากการซื้อขายผ่าน Exchange ที่ได้รับอนุญาตจริง หากถูกเรียกตรวจสอบ การมีเอกสารครบถ้วนจะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีเพิ่มเติม
บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
การไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลา หรือยื่นรายการไม่ครบถ้วนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี อาจมีผลทางกฎหมายตามมา ซึ่งรวมถึง:
- เบี้ยปรับ: อาจสูงถึง 1-2 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
- เงินเพิ่ม: คิดในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ โดยเริ่มนับจากวันที่พ้นกำหนดการยื่นแบบ
- โทษทางอาญา: ในกรณีที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน อาจมีโทษจำคุกและปรับตามที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น การปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างถูกต้องจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยทางการเงินในระยะยาว
สรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุน
การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ภาษีคริปโต 2568 ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการยกเว้นภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน Exchange ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะช่วยลดภาระและส่งเสริมการลงทุนในตลาดได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าการยกเว้นนี้มีขอบเขตที่จำกัด และรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ผลตอบแทน, รางวัล หรือค่าจ้าง ยังคงต้องถูกนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามปกติ
เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วน นักลงทุนและผู้มีเงินได้ควรเริ่มต้นบันทึกและรวบรวมข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดตั้งแต่เนิ่น ๆ การทำความเข้าใจประเภทของรายได้ที่ตนเองได้รับและข้อกำหนดทางภาษีที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้การยื่นภาษีในช่วงต้นปี 2569 เป็นไปอย่างแม่นยำและไร้กังวล สำหรับกรณีที่มีความซับซ้อนหรือไม่แน่ใจในแนวทางการปฏิบัติ การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือติดต่อสอบถามโดยตรงกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นใจและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้