Home » ยื่นภาษีคริปโต 68: สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่รู้โดนปรับอ่วม

ยื่นภาษีคริปโต 68: สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่รู้โดนปรับอ่วม

สารบัญ

การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึงคือนโยบายด้านภาษี การทำความเข้าใจประเด็น **ยื่นภาษีคริปโต 68: สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่รู้โดนปรับอ่วม** จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงบทลงโทษที่อาจเกิดขึ้น

สรุปประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงภาษีคริปโต 2568

  • การยกเว้นภาษีกำไรส่วนทุน: กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
  • หน้าที่การยื่นภาษียังคงอยู่: แม้จะได้รับการยกเว้นภาษีกำไร แต่ผู้มีเงินได้ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด. 90/91) และแจ้งรายได้ส่วนนี้ตามกฎหมาย
  • รายได้คริปโตประเภทอื่นยังต้องเสียภาษี: การยกเว้นภาษีไม่ครอบคลุมรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอื่น เช่น รายได้จากการขุด, ผลตอบแทนจากการ Staking, หรือการรับเงินเดือนเป็นคริปโต ซึ่งยังคงต้องเสียภาษีตามปกติ
  • ความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตาม: การไม่ยื่นแบบหรือแจ้งข้อมูลรายได้ที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การถูกปรับเงิน เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามกฎหมายภาษี รวมถึงการถูกตรวจสอบและประเมินภาษีย้อนหลัง

ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล

การปรับปรุงกฎเกณฑ์การจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) ในระดับภูมิภาค ดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรมทางการเงิน

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับใช้กับเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรม ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือบุคคลธรรมดาทุกคนที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย, นักเทรดมืออาชีพ, นักขุด (Miner), หรือผู้ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบอื่น ๆ การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการวางแผนทางการเงินและภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงหลักในปี 2568 สำหรับภาษีคริปโต

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีครั้งนี้อยู่ที่การสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาในตลาดที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลมากขึ้น โดยมีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจสองส่วนหลัก

การยกเว้นภาษีกำไรส่วนทุน (Capital Gains Tax)

ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือการประกาศยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรที่ได้จากการขายหรือโอนคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล (Capital Gains) โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ธุรกรรมดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เท่านั้น

มาตรการนี้หมายความว่า หากนักลงทุนซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย เช่น Bitkub หรือ Binance (ที่ได้รับใบอนุญาต) และเกิดกำไรจากการขาย กำไรส่วนนั้นจะไม่ถูกนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดภาระทางภาษีของนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายในตลาดที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

หน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษียังคงเดิม

แม้จะมีข่าวดีเรื่องการยกเว้นภาษี แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ กฎหมายไม่ได้ยกเว้น “หน้าที่” ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี ผู้มีเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงต้องรวบรวมข้อมูลรายรับ-รายจ่าย และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91 ต่อกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กำหนดเช่นเดิม

ในการยื่นแบบ จะต้องแสดงรายการเงินได้จากกำไรส่วนนี้ แม้ว่าจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีก็ตาม การกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถรวบรวมข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพรวมของประเทศ และเพื่อยืนยันว่าผู้มีเงินได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน การละเลยการยื่นแบบอาจถูกตีความว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีและนำไปสู่บทลงโทษได้

แม้จะได้รับการยกเว้นภาษีกำไรจากการขายคริปโตบนแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาต แต่การยื่นแบบแสดงรายการภาษียังคงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การละเลยอาจนำไปสู่บทลงโทษทางการเงินที่รุนแรง

ใครคือผู้มีหน้าที่ยื่นภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล

ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรและประมวลรัษฎากร บุคคลที่มีเงินได้พึงประเมินจากสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ

กลุ่มบุคคลที่เข้าข่ายต้องยื่นภาษี

บุคคลที่ต้องยื่นภาษีคริปโตประกอบด้วย:

  • นักลงทุนและนักเทรด: ผู้ที่ทำการซื้อ, ขาย, แลกเปลี่ยน หรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อทำกำไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • นักขุด (Miners): ผู้ที่ได้รับเหรียญคริปโตเป็นรางวัลจากการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชน เมื่อนำเหรียญที่ขุดได้ไปขายหรือแลกเปลี่ยน จะถือเป็นเงินได้พึงประเมิน
  • ผู้รับผลตอบแทนจากการ Staking หรือ Yield Farming: ผู้ที่นำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากไว้ในระบบเพื่อรับผลตอบแทน ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับถือเป็นเงินได้
  • ผู้ที่ได้รับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นค่าตอบแทน: บุคคลที่ได้รับเงินเดือน, ค่าจ้าง, หรือค่าบริการในรูปแบบของคริปโตเคอร์เรนซี
  • ผู้ที่ได้รับสินทรัพย์ดิจิทัลจาก Airdrops หรือรางวัล: การได้รับเหรียญหรือโทเคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ถือเป็นเงินได้เช่นกัน

เงื่อนไขและเกณฑ์รายได้ที่ต้องพิจารณา

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่มีเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล แม้จะเป็นกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี ควรยื่นแบบแสดงรายการเพื่อความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม มีเกณฑ์บางประการที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปี และมีกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลเกิน 400,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี ในขณะที่ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และมีกำไรไม่เกินเกณฑ์ดังกล่าว อาจได้รับข้อยกเว้นบางประการ ทั้งนี้ การตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด

รายได้คริปโตประเภทใดยังต้องเสียภาษีตามปกติ

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การยกเว้นภาษีในปี 2568 นั้นจำกัดเฉพาะ “กำไรจากการขาย” บน Exchange ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอื่น ๆ ยังคงเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร

ตารางเปรียบเทียบสถานะทางภาษีของรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงปี 2568
ประเภทรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล สถานะภาษีก่อน 1 ม.ค. 2568 สถานะภาษีตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568
กำไรจากการขายบน Exchange ที่ได้รับอนุญาต ต้องเสียภาษี (หัก ณ ที่จ่าย 15% หรือเลือกยื่นรวม) ได้รับการยกเว้นภาษี (แต่ยังต้องยื่นแบบ)
รายได้จากการขุด (Mining) ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(8)) ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(8))
ผลตอบแทนจากการ Staking / DeFi ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(4) หรือ 40(8)) ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(4) หรือ 40(8))
เงินเดือน/ค่าจ้างเป็นคริปโต ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(1) หรือ 40(2)) ต้องเสียภาษี (เงินได้ประเภท 40(1) หรือ 40(2))

รายได้จากการขุดคริปโตเคอร์เรนซี (Mining)

เหรียญที่ได้จากการขุดจะถูกพิจารณาเป็นเงินได้ ณ วันที่ได้รับ โดยมูลค่าจะคำนวณจากราคาตลาดในวันนั้น รายได้ส่วนนี้จัดอยู่ในเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือหักแบบเหมาได้ตามที่กฎหมายกำหนด ก่อนนำไปคำนวณภาษี

ผลตอบแทนจากการ Staking และ DeFi

ผลตอบแทนที่ได้รับจากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากไว้ในแพลตฟอร์มต่างๆ (Staking) หรือการเข้าร่วมในระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) มีลักษณะคล้ายกับดอกเบี้ยหรือเงินปันผล จึงมักถูกจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) หรือประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ขึ้นอยู่กับลักษณะของผลตอบแทน ซึ่งรายได้ส่วนนี้ไม่ได้รับการยกเว้นและต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี

การรับรายได้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

ในกรณีที่เป็นพนักงานหรือฟรีแลนซ์ที่ได้รับค่าจ้างหรือเงินเดือนเป็นคริปโตเคอร์เรนซี สินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับจะถูกตีมูลค่าเป็นเงินบาทตามราคาตลาด ณ วันที่ได้รับ และถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 (มาตรา 40(1)) หรือประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) ซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับรายได้ที่เป็นเงินสด

บทลงโทษและความเสี่ยงหากไม่ปฏิบัติตาม

การเพิกเฉยต่อหน้าที่ทางภาษี ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่รู้หรือความตั้งใจ อาจนำมาซึ่งผลกระทบทางการเงินที่รุนแรง กรมสรรพากรมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบและติดตามธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งรวมถึงธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย

ค่าปรับและเบี้ยปรับตามกฎหมาย

หากไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในเวลาที่กำหนด อาจมีโทษปรับทางอาญาสูงสุด 2,000 บาท นอกจากนี้ หากมีการตรวจสอบพบว่ามีภาษีที่ต้องชำระแต่ไม่ได้ชำระ จะต้องเสียเบี้ยปรับอีก 1-2 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย และยังมีเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้างชำระ การสะสมของค่าปรับและเงินเพิ่มเหล่านี้อาจทำให้ภาระหนี้สินทางภาษีสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

การประเมินภาษีย้อนหลัง

กรมสรรพากรมีอำนาจในการตรวจสอบและประเมินภาษีย้อนหลังได้หลายปี หากพบว่ามีการแจ้งรายได้ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่าความผิดพลาดในปีเดียวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทำให้ต้องรับผิดชอบค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มย้อนหลังเป็นจำนวนมาก การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์และยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงเป็นวิธีป้องกันปัญหาที่ดีที่สุด

แนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อยื่นภาษีคริปโต 2568

เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ นักลงทุนควรเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ดังนี้

การจัดทำบัญชีและบันทึกธุรกรรม

ควรเริ่มบันทึกธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดอย่างละเอียด โดยข้อมูลที่สำคัญประกอบด้วย:

  • วันที่และเวลาของธุรกรรม
  • ประเภทของธุรกรรม (ซื้อ, ขาย, แลกเปลี่ยน, รับ, โอน)
  • ชื่อของสินทรัพย์ดิจิทัล
  • จำนวนและราคาต่อหน่วย ณ เวลาที่ทำธุรกรรม
  • มูลค่ารวมของธุรกรรม (ในสกุลเงินบาท)
  • ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
  • แพลตฟอร์มที่ใช้ในการทำธุรกรรม

การมีข้อมูลที่ครบถ้วนจะช่วยให้การคำนวณภาษีในภายหลังเป็นไปอย่างง่ายดายและแม่นยำ

การคำนวณต้นทุนและกำไรอย่างถูกต้อง

แม้กำไรจากการขายจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่การคำนวณต้นทุนยังคงมีความสำคัญเพื่อแสดงข้อมูลในแบบยื่นภาษีอย่างถูกต้อง โดยทั่วไปแล้ววิธีการคำนวณต้นทุนที่กรมสรรพากรยอมรับคือวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (First-In, First-Out: FIFO) หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost) การเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งควรทำอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีภาษี

การแยกประเภทเงินได้ให้ชัดเจน

จำเป็นต้องแยกประเภทของเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนระหว่างรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษี (กำไรจากการขายบน Exchange ที่ได้รับอนุญาต) และรายได้ที่ยังคงต้องเสียภาษี (เช่น การขุด, Staking) เพื่อให้สามารถกรอกข้อมูลในแบบแสดงรายการภาษีได้อย่างถูกต้องตามประเภทเงินได้แต่ละมาตรา

สรุปและข้อควรปฏิบัติ

การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย **ยื่นภาษีคริปโต 68** ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย การยกเว้นภาษีกำไรส่วนทุนเป็นมาตรการที่เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนอย่างมาก แต่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการรายงานข้อมูลอย่างเคร่งครัด ความเข้าใจผิดว่า “ไม่ต้องทำอะไรเลย” เป็นความคิดที่อันตรายและอาจนำไปสู่ค่าปรับจำนวนมหาศาล

ดังนั้น เพื่อให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ผู้มีเงินได้ทุกคนควรเริ่มเตรียมการตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการบันทึกข้อมูลธุรกรรมอย่างเป็นระบบ ทำความเข้าใจประเภทรายได้ของตนเอง และติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด การเตรียมตัวที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้ยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง แต่ยังเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต