Home » ภาษีคริปโต 2568: สรรพากรปรับเกณฑ์ใหม่ รู้ก่อนยื่น?

ภาษีคริปโต 2568: สรรพากรปรับเกณฑ์ใหม่ รู้ก่อนยื่น?

สารบัญ

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ หนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือเรื่อง ภาษีคริปโต 2568: สรรพากรปรับเกณฑ์ใหม่ รู้ก่อนยื่น? ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม การปรับปรุงเกณฑ์ภาษีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน การทำความเข้าใจในรายละเอียดของกฎเกณฑ์ใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถวางแผนการลงทุนและปฏิบัติตามข้อกำหนดทางภาษีได้อย่างถูกต้อง

สรุปประเด็นสำคัญที่นักเทรดคริปโตต้องรู้

  • ยกเว้นภาษีกำไรจากการเทรด: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 (รวม 5 ปี) กำไรจากการขายหรือโอนคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • เงื่อนไขสำคัญ: การยกเว้นภาษีจะมีผลก็ต่อเมื่อธุรกรรมนั้นเกิดขึ้นผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange), นายหน้า (Broker), หรือผู้ค้า (Dealer) ที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เท่านั้น
  • รายได้อื่นยังคงต้องเสียภาษี: มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น เช่น ผลตอบแทนจากการ Stake, การขุด (Mining), หรือเงินส่วนแบ่งกำไรจากโทเคนดิจิทัล ซึ่งยังคงต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามปกติ
  • การยื่นภาษีปี 2567 ยังใช้เกณฑ์เดิม: สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2567 ซึ่งจะต้องยื่นภาษีภายในเดือนมีนาคม-เมษายน 2568 นักลงทุนยังคงต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดิม คือ กำไรจากการเทรดถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี

ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2568

การปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ ภาษีคริปโต 2568: สรรพากรปรับเกณฑ์ใหม่ รู้ก่อนยื่น? ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับวงการสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย การประกาศยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการขาย (Capital Gains) เป็นเวลา 5 ปีเต็ม ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นกฎกระทรวง ฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ซึ่งลงนามโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลดภาระภาษี แต่เป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) ของภูมิภาค

ทำไมรัฐบาลจึงปรับเปลี่ยนนโยบายภาษีคริปโต

เหตุผลหลักเบื้องหลังการปรับเกณฑ์ภาษีครั้งนี้มีหลายมิติ ประการแรกคือเพื่อสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศ การยกเว้นภาษีกำไรจากการเทรดช่วยลดต้นทุนแฝงสำหรับนักลงทุน ทำให้ตลาดมีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศได้มากขึ้น ประการที่สองคือการส่งเสริมให้เกิดการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ เช่น ก.ล.ต. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส สร้างความน่าเชื่อถือ และง่ายต่อการตรวจสอบ ป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางการเงิน

นอกจากนี้ ในระยะยาว ภาครัฐคาดการณ์ว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่แข็งแกร่งและครบวงจร เมื่อมีปริมาณธุรกรรมและผู้ใช้งานในระบบมากขึ้น จะนำไปสู่การเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และท้ายที่สุดจะส่งผลให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีในรูปแบบอื่น ๆ เพิ่มขึ้นในระยะปานกลาง โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจสร้างรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ใหม่นี้

ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการนี้คือนักลงทุนบุคคลธรรมดา หรือที่เรียกกันว่า “นักเทรดเสียภาษี” ที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยเกิน 180 วันต่อปีภาษี นักลงทุนกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีเต็มจำนวนสำหรับกำไรที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลบนแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนการลงทุนและการจัดการพอร์ตโฟลิโอมีความคล่องตัวมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ก็จะได้รับประโยชน์ทางอ้อม เนื่องจากนโยบายนี้จะดึงดูดให้นักลงทุนหันมาใช้บริการแพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมายมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายและสภาพคล่องในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ

เจาะลึกมาตรการยกเว้นภาษีใหม่: เงื่อนไขและรายละเอียด

เพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่ การทำความเข้าใจเงื่อนไขและขอบเขตของมาตรการยกเว้นภาษีใหม่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นักลงทุนจำเป็นต้องทราบว่ารายได้ประเภทใดที่เข้าเกณฑ์และประเภทใดที่ไม่เข้าเกณฑ์ รวมถึงเงื่อนไขของแพลตฟอร์มที่ใช้ในการทำธุรกรรม

ขอบเขตและเงื่อนไขการได้รับสิทธิยกเว้นภาษี

หัวใจสำคัญของกฎเกณฑ์ใหม่คือการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ “ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอน” คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล คำว่า “การโอน” ในที่นี้หมายความรวมถึงการขาย, การแลกเปลี่ยน, หรือการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้เกิดกำไรส่วนต่างของราคา (Capital Gains) อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดคือ:

  • ต้องทำธุรกรรมผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต: การซื้อขายจะต้องเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เท่านั้น ซึ่งรวมถึงศูนย์ซื้อขาย (Exchange), นายหน้า (Broker), และผู้ค้า (Dealer) ที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องในประเทศไทย
  • การกำกับดูแลโดย ปปง.: นอกจากใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้ว แพลตฟอร์มดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ปปง. ด้วย ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อสร้างความโปร่งใสและป้องกันการฟอกเงิน

การทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้รับใบอนุญาตในไทย หรือการซื้อขายกันเองแบบ Peer-to-Peer (P2P) จะไม่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรการนี้ กำไรที่เกิดขึ้นยังคงต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีตามปกติ

รายได้ประเภทใดที่ไม่เข้าเกณฑ์การยกเว้น

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องตระหนักคือ มาตรการนี้ยกเว้นเฉพาะกำไรจากการซื้อขายเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกรูปแบบ รายได้ต่อไปนี้ยังคงถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปยื่นเสียภาษีตามกฎหมายเดิม:

  • ผลตอบแทนจากการ Stake หรือ Lending: รายได้ที่ได้รับในรูปแบบของรางวัลหรือดอกเบี้ยจากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากไว้ในระบบเพื่อช่วยตรวจสอบธุรกรรม (Staking) หรือให้ยืม (Lending)
  • ผลตอบแทนจากการขุด (Mining): เหรียญหรือโทเคนที่ได้รับมาจากการใช้กำลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ไขสมการและสร้างบล็อกใหม่ในเครือข่ายบล็อกเชน
  • เงินส่วนแบ่งกำไรจากโทเคนดิจิทัล: ผลประโยชน์หรือเงินปันผลที่ได้รับจากการถือครองโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token)
  • Airdrops และ Bounties: เหรียญหรือโทเคนที่ได้รับมาฟรีจากการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ

การแยกแยะประเภทรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนและยื่นภาษี crypto ให้ถูกต้อง

กรอบเวลาและเป้าหมายของนโยบาย

มาตรการยกเว้นภาษีนี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปีเต็ม โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 และสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2572 การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความแน่นอนเชิงนโยบาย สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการสามารถวางแผนระยะยาวได้ เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลคือการใช้ช่วงเวลา 5 ปีนี้เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันและก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างแท้จริง

ย้อนดูหลักเกณฑ์ภาษีคริปโตก่อนปี 2568 (สำหรับยื่นภาษีปี 2567)

แม้ว่าเกณฑ์ใหม่จะเริ่มใช้ในปี 2568 แต่สำหรับการยื่นภาษีในช่วงต้นปี 2568 ซึ่งเป็นรอบของรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2567 นั้น นักลงทุนยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เดิมที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์เดิมจึงยังมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและเบี้ยปรับ

การคำนวณกำไรขาดทุน: เงินได้พึงประเมินมาตรา 40(4)(ซ)

ตามแนวทางของกรมสรรพากร กำไรจากการขายหรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัลจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งหมายถึง “ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลเฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน” การคำนวณภาษี Bitcoin หรือคริปโตสกุลอื่นๆ จะต้องคำนวณจากกำไรส่วนต่างนี้ โดยนักลงทุนสามารถเลือกวิธีคำนวณต้นทุนได้ 2 วิธี คือ:

  1. วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (First-In, First-Out: FIFO): เป็นการสันนิษฐานว่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกไปก่อน วิธีนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวและง่ายต่อการบันทึกข้อมูล
  2. วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost): เป็นการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยของสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่มีอยู่ ณ เวลาที่ทำรายการขาย วิธีนี้สะท้อนต้นทุนปัจจุบันได้ดีกว่าและเหมาะสำหรับนักเทรดที่มีการซื้อขายบ่อยครั้ง

เมื่อเลือกวิธีคำนวณแล้ว จะต้องใช้วิธีนั้นตลอดทั้งปีภาษี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระหว่างปีได้

อัตราภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่าย

สำหรับรายได้ปี 2567 นักลงทุนมีทางเลือกในการเสียภาษี 2 รูปแบบ:

  • การหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax): หากทำธุรกรรมผ่านผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กำไรที่เกิดขึ้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% นักลงทุนสามารถเลือกที่จะให้การหักภาษีนี้เป็นการเสียภาษีสิ้นสุด (Final Tax) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น ๆ ตอนสิ้นปีก็ได้
  • การยื่นภาษีประจำปี: นักลงทุนสามารถเลือกไม่ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำกำไรทั้งหมดไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ เพื่อคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า (5% – 35%) ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี วิธีนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีไม่สูงนัก

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา มีการบังคับใช้ “Resident Rule” ซึ่งกำหนดให้ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยต้องนำเงินได้จากต่างประเทศ (รวมถึงกำไรคริปโตจากแพลตฟอร์มต่างชาติ) ที่นำเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้น ๆ มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีด้วย

การจำแนกประเภทรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล

การจำแนกประเภทรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากแต่ละประเภทมีภาระและวิธีการเสียภาษีที่แตกต่างกันไปตามกฎหมายคริปโตไทย

ตารางเปรียบเทียบการเสียภาษีสำหรับรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทต่างๆ (ตามเกณฑ์ก่อนปี 2568)
ประเภทรายได้ มาตราเงินได้พึงประเมิน วิธีการยื่นภาษี
กำไรจากการขาย/โอน (Capital Gains) มาตรา 40(4)(ซ) ยื่นภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90) และสามารถเลือกหัก ณ ที่จ่าย 15% เป็น Final Tax ได้
เงินส่วนแบ่งกำไรจากโทเคนดิจิทัล มาตรา 40(4)(ซ) ยื่นภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90)
ผลตอบแทนจากการ Stake/Mining มาตรา 40(8) ต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง: ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) และภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90)

แนวปฏิบัติการยื่นภาษีคริปโตสำหรับปีภาษี 2567

เพื่อความถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมา นักลงทุนควรเตรียมตัวและทำความเข้าใจขั้นตอนการยื่นภาษีสำหรับรายได้ปี 2567 ให้ดี

กำหนดการยื่นแบบและเอกสารสำคัญ

กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2567 มีดังนี้:

  • การยื่นแบบกระดาษ: สามารถยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568
  • การยื่นแบบออนไลน์: สามารถยื่นผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2568

แบบฟอร์มที่ใช้คือ ภ.ง.ด.90 สำหรับผู้ที่มีเงินได้นอกเหนือจากเงินเดือน นักลงทุนต้องรวบรวมข้อมูลธุรกรรมตลอดทั้งปี สรุปกำไร-ขาดทุนสุทธิ และระบุวิธีการคำนวณต้นทุนที่เลือกใช้ (FIFO หรือ Moving Average) ให้ชัดเจน การไม่ยื่นแบบหรือยื่นข้อมูลไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบย้อนหลัง และอาจมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามมา

ข้อควรพิจารณาสำหรับนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ

มีข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมบางประการสำหรับนักลงทุนแต่ละกลุ่ม:

  • ตรวจสอบแพลตฟอร์ม: นักลงทุนควรตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกรรมที่ทำในปี 2568 จะเข้าเงื่อนไขการยกเว้นภาษี
  • กฎสำหรับชาวต่างชาติ: สำหรับชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในไทย (อยู่เกิน 180 วัน) จะต้องเสียภาษีสำหรับกำไรคริปโตเฉพาะส่วนที่นำเงินเข้ามาในประเทศไทยเท่านั้น
  • ติดตามข้อมูลข่าวสาร: กฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการ เช่น เว็บไซต์ของกรมสรรพากร และ ก.ล.ต. เพื่อให้มั่นใจว่าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ล่าสุดอยู่เสมอ

บทสรุปและการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ ภาษีคริปโต 2568 ถือเป็นข่าวดีและเป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย การยกเว้นภาษีกำไรจากการเทรดเป็นเวลา 5 ปี จะช่วยลดภาระของนักลงทุนและส่งเสริมให้ตลาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องมีความรับผิดชอบในการทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ อย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และการแยกแยะรายได้ประเภทอื่นที่ยังคงต้องเสียภาษี

สำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ การยื่นภาษีสำหรับรายได้ปี 2567 ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดิมอย่างเคร่งครัด ดังนั้น การเก็บบันทึกข้อมูลธุรกรรมอย่างเป็นระบบ การเลือกวิธีการคำนวณต้นทุนที่เหมาะสม และการยื่นแบบให้ตรงตามกำหนดเวลาจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ การวางแผนภาษีอย่างรอบคอบและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อไม่แน่ใจ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์