ภาษีคริปโต 2569: สรุปครบจบ มือใหม่ต้องยื่นอะไรบ้าง?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีคริปโตปี 2569
- ความเข้าใจเบื้องต้น: รายได้ปี 2568 ยื่นภาษีปี 2569
- รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดบ้างที่ต้องเสียภาษี
- ใครบ้างที่มีหน้าที่ยื่นภาษีคริปโต
- วิธีคำนวณภาษีคริปโต: คำนวณกำไรสุทธิอย่างไร
- ไขข้อสงสัย: ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% คืออะไร
- การเตรียมตัวสำหรับมือใหม่: ต้องใช้เอกสารและข้อมูลอะไรบ้าง
- ขั้นตอนการยื่นภาษีคริปโตผ่านระบบออนไลน์ (e-Filing)
- ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อยสำหรับนักลงทุน
- บทสรุปและแนวทางปฏิบัติ
การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นำมาซึ่งคำถามสำคัญที่นักลงทุนต้องเผชิญในทุกต้นปี นั่นคือเรื่องของภาระภาษี การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ภาษีคริปโต 2569: สรุปครบจบ มือใหม่ต้องยื่นอะไรบ้าง? จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การจัดการภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต บทความนี้จะสรุปทุกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลต้องรู้ สำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2569
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีคริปโตปี 2569

- กำไรคือเงินได้พึงประเมิน: กำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจากการขาย, โอน, หรือได้รับผลตอบแทนจากคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณกับรายได้ประเภทอื่น ๆ เพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91
- การหักกลบกำไรขาดทุน: นักลงทุนสามารถนำผลขาดทุนจากการเทรดคริปโตมาหักลบกับกำไรในปีภาษีเดียวกันได้ แต่มีเงื่อนไขว่าธุรกรรมดังกล่าวต้องเกิดขึ้นผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทยเท่านั้น
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%: ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 15% จากกำไรเมื่อทำธุรกรรมผ่าน Exchange ในไทย ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย (Final Tax) แต่เป็นเพียงเครดิตภาษีที่สามารถนำไปหักออกจากยอดภาษีที่ต้องชำระปลายปี หรือยื่นขอคืนได้หากถูกหักไว้เกิน
- รายได้จากต่างประเทศ: ตามกฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 กำไรจากการเทรดคริปโตบนแพลตฟอร์มต่างประเทศจะต้องนำมารวมคำนวณภาษีในไทย หากผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในไทยเกิน 180 วันในปีภาษีนั้น และมีการนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศ
- กำหนดการยื่นภาษี: รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นตลอดปี 2568 (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2568) จะต้องนำไปยื่นภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569
ความเข้าใจเบื้องต้น: รายได้ปี 2568 ยื่นภาษีปี 2569
หลักการพื้นฐานของการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยคือการประเมินรายได้ที่เกิดขึ้นในปีก่อนหน้า ดังนั้น รายได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 จะต้องถูกรวบรวมเพื่อนำไปยื่นในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ภายในกำหนดเวลา คือวันที่ 31 มีนาคม 2569 สำหรับการยื่นแบบกระดาษ และจะขยายเวลาออกไปอีกหากยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมสรรพากร
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนมือใหม่มักเข้าใจผิดคือเรื่องของภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ที่เกิดขึ้นเมื่อมีกำไรจากการเทรดบน Exchange ของไทย ภาษีส่วนนี้ไม่ได้หมายความว่าภาระภาษีสิ้นสุดลง ณ จุดนั้น แต่เป็นเพียงการชำระภาษีล่วงหน้าส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้มีเงินได้ยังคงมีหน้าที่ต้องนำกำไรสุทธิทั้งหมดจากคริปโตตลอดทั้งปีมารวมคำนวณภาษีใหม่ตามอัตราก้าวหน้า (5-35%) ร่วมกับรายได้อื่น ๆ จากนั้นจึงนำยอดภาษีที่ถูกหักไว้ 15% มาเป็นเครดิตเพื่อลดยอดภาษีที่ต้องชำระ หรือใช้เป็นหลักฐานในการขอคืนภาษีหากพบว่าภาษีที่ชำระล่วงหน้าไปนั้นสูงกว่าภาระภาษีที่แท้จริง
รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดบ้างที่ต้องเสียภาษี
ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 ได้มีการกำหนดให้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนหรือถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของรายได้ที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้
กำไรจากการขายหรือโอน (Capital Gains)
นี่คือรูปแบบรายได้ที่พบบ่อยที่สุดสำหรับนักเทรด โดยจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฌ) ซึ่งหมายถึง “ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล” กำไรในส่วนนี้คำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนที่ได้มา หากราคาขายสูงกว่าต้นทุน ส่วนต่างนั้นถือเป็นกำไรที่ต้องนำไปคำนวณภาษี การคำนวณต้นทุนต้องใช้วิธีการที่ได้รับการยอมรับ เช่น วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (FIFO) หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost)
ผลตอบแทนจากการถือครอง (Dividends/Yield)
รายได้ส่วนนี้จัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ซ) ซึ่งหมายถึง “ผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล” ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ผลตอบแทนในรูปแบบส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing) หรือผลตอบแทนจากการให้ยืม (Lending) หรือการวางสภาพคล่อง (Providing Liquidity) บนแพลตฟอร์ม DeFi ต่างๆ ผลตอบแทนเหล่านี้ต้องถูกตีมูลค่าเป็นเงินบาท ณ วันที่ได้รับ และนำไปรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน
รายได้ในรูปแบบอื่น ๆ
นอกเหนือจากสองประเภทหลักข้างต้น กรมสรรพากรยังตีความให้รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอื่น ๆ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินด้วยเช่นกัน ซึ่งรวมถึง:
- เหรียญที่ได้จาก Airdrop: เหรียญที่ได้รับมาโดยไม่มีต้นทุน จะต้องถูกประเมินมูลค่าเป็นเงินบาท ณ วันและเวลาที่ได้รับ และบันทึกเป็นรายได้
- การรับค่าจ้างเป็นคริปโต: หากได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากการทำงานเป็นคริปโทเคอร์เรนซีแทนเงินสด จะต้องตีมูลค่าเป็นเงินบาท ณ วันที่ได้รับ และถือเป็นเงินได้ประเภทเดียวกับการรับค่าจ้างทั่วไป (ม.40(1) หรือ 40(2))
- รายได้จากการขุด (Mining) หรือการสร้าง (Minting): เหรียญที่ได้มาจากการขุดหรือการสร้าง NFT จะต้องถูกประเมินมูลค่า ณ วันที่ได้รับและบันทึกเป็นรายได้
- ผลตอบแทนจาก Staking และ Yield Farming: รางวัล (Rewards) ที่ได้รับจากการนำเหรียญไป Staking หรือทำ Yield Farming ถือเป็นผลประโยชน์ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี โดยตีมูลค่า ณ วันที่ได้รับ
กฎเกณฑ์สำหรับรายได้จากต่างประเทศ
นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา กฎหมายภาษีของไทยได้มีการปรับปรุงให้ครอบคลุมรายได้จากต่างประเทศมากขึ้นสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อนักเทรดที่ใช้บริการ Exchange ในต่างประเทศ เช่น Binance หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ หากบุคคลใดเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษีนั้น กำไรจากการเทรดคริปโตที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มต่างประเทศจะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยด้วย ไม่ว่าจะมีการนำเงินกำไรนั้นกลับเข้ามาในประเทศในปีเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
ใครบ้างที่มีหน้าที่ยื่นภาษีคริปโต
โดยหลักการแล้ว บุคคลใดก็ตามที่มีเงินได้พึงประเมินจากสินทรัพย์ดิจิทัลตามที่ระบุไว้ข้างต้น จะต้องพิจารณายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งครอบคลุมกรณีส่วนใหญ่ดังต่อไปนี้:
- นักเทรด (Trader): ผู้ที่มีกำไรจากการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ทั้งบน Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ไทย และ Exchange ในต่างประเทศ
- นักลงทุนระยะยาว (Holder/Investor): ผู้ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ จากการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น ส่วนแบ่งกำไร, รางวัลจากการ Staking หรือ Yield Farming
- ผู้รับ Airdrop: ผู้ที่ได้รับเหรียญหรือโทเคนจากกิจกรรม Airdrop ซึ่งต้องตีมูลค่าเป็นรายได้
- ฟรีแลนซ์หรือพนักงาน: ผู้ที่ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนการทำงานเป็นคริปโทเคอร์เรนซี
- นักขุด (Miner) หรือผู้สร้าง (Minter): ผู้ที่ได้รับเหรียญจากการขุด หรือสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วนำไปขายหรือถือครอง
กรณีที่อาจได้รับการยกเว้น
แม้ว่ากำไรจากคริปโตจะถือเป็นเงินได้ แต่ก็มีเกณฑ์ขั้นต่ำในการยื่นภาษีที่ต้องพิจารณา ตามแนวปฏิบัติปัจจุบัน หากบุคคลใดมีรายได้จากกำไรคริปโตเพียงอย่างเดียวตลอดทั้งปี และกำไรสุทธินั้นไม่เกิน 60,000 บาท อาจไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี อย่างไรก็ตาม หากมีรายได้ประเภทอื่น ๆ (เช่น เงินเดือน, ค่าจ้าง, ดอกเบี้ย) รวมกับกำไรจากคริปโตแล้วเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ก็จำเป็นต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 และนำรายได้จากคริปโตไปรวมแสดงด้วย
ข้อควรจำ: แม้กำไรสุทธิอาจไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี แต่หากเคยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ไปแล้ว การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะดำเนินการขอคืนภาษีในส่วนที่ถูกหักไว้เกินได้
วิธีคำนวณภาษีคริปโต: คำนวณกำไรสุทธิอย่างไร
หัวใจสำคัญของการยื่นภาษีคริปโตคือการคำนวณ “กำไรสุทธิ” จากธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีภาษีนั้น เพื่อนำตัวเลขดังกล่าวไปรวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กระบวนการคำนวณสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: รวบรวมข้อมูลธุรกรรมตลอดทั้งปี
ขั้นตอนแรกคือการรวบรวมประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลจากทุกแพลตฟอร์มและ Wallet ที่ใช้งาน ซึ่งรวมถึง:
- ประวัติการซื้อ-ขาย: ข้อมูลจากทุก Exchange ทั้งในและต่างประเทศ ควรดาวน์โหลดเป็นไฟล์ CSV หรือรายงานสรุปที่ระบุ วันที่, เวลา, คู่เหรียญ, ปริมาณ, ราคา และค่าธรรมเนียมของทุกธุรกรรม
- ประวัติการรับรายได้อื่น ๆ: บันทึกวันที่และมูลค่าของรายได้ที่มาจาก Airdrop, Staking rewards, Yield Farming, Mining หรือการรับค่าจ้างเป็นคริปโต โดยต้องตีมูลค่าเป็นเงินบาท ณ วันที่ได้รับ
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณต้นทุนและกำไร-ขาดทุน
เมื่อมีข้อมูลดิบครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคำนวณกำไรหรือขาดทุนของแต่ละธุรกรรมการขาย โดยใช้สูตร: กำไร/ขาดทุน = ราคาขาย – (ต้นทุน + ค่าธรรมเนียม)
การคำนวณ “ต้นทุน” เป็นส่วนที่ซับซ้อนที่สุด กรมสรรพากรอนุญาตให้เลือกใช้วิธีการคำนวณต้นทุนที่รับรู้โดยทั่วไปทางบัญชีได้ โดยต้องเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งอย่างสม่ำเสมอตลอดปีภาษีสำหรับสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน วิธีที่นิยมใช้ ได้แก่:
- วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (First-In, First-Out – FIFO): สันนิษฐานว่าเหรียญที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกไปก่อน วิธีนี้เหมาะกับการบันทึกที่ละเอียดและชัดเจน
- วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost): คำนวณต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อเหรียญเพิ่มเข้ามา วิธีนี้ช่วยให้ต้นทุนสะท้อนราคาตลาดปัจจุบันได้ดีขึ้นและง่ายต่อการคำนวณสำหรับนักเทรดที่มีธุรกรรมบ่อยครั้ง
ขั้นตอนที่ 3: การหักกลบกำไรและขาดทุน (Netting)
หนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่สำคัญสำหรับนักลงทุนคือ กฎหมายอนุญาตให้นำผลขาดทุนจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมาหักลบกับผลกำไรที่เกิดขึ้นในปีภาษีเดียวกันได้ เพื่อให้ได้ “กำไรสุทธิ” ที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขสำคัญคือ การหักกลบนี้สามารถทำได้เฉพาะธุรกรรมที่เกิดขึ้นบน Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของประเทศไทยเท่านั้น ผลขาดทุนจาก Exchange ต่างประเทศ หรือการเทรดแบบ Peer-to-Peer (P2P) ไม่สามารถนำมาหักกลบกับกำไรได้ตามแนวปฏิบัติปัจจุบัน
ขั้นตอนที่ 4: รวมเป็นเงินได้สุทธิเพื่อยื่นภาษี
หลังจากคำนวณกำไรสุทธิจากการเทรด (หลังหักกลบขาดทุน) แล้ว ให้นำไปรวมกับรายได้จากคริปโตประเภทอื่น ๆ (เช่น Staking, Airdrop) ผลรวมที่ได้คือ “เงินได้สุทธิจากสินทรัพย์ดิจิทัล” ซึ่งจะต้องนำไปกรอกในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ในหมวดเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(4) เพื่อนำไปรวมกับรายได้ประเภทอื่น ๆ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าต่อไป
ไขข้อสงสัย: ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% คืออะไร
สำหรับธุรกรรมที่ทำผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย เช่น Bitkub, Bitazza, หรือ Zipmex (ในอดีต) กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% จากผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการขายหรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนที่จะจ่ายเงินกำไรนั้นให้กับนักลงทุน
ดังที่กล่าวไปข้างต้น ภาษี 15% นี้ ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย (Final Tax) ซึ่งหมายความว่า:
- นักลงทุนยังคงมีหน้าที่ต้องนำกำไรสุทธิจากคริปโตตลอดทั้งปี (ทั้งส่วนที่ถูกหักภาษีและไม่ถูกหัก) ไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ตอนสิ้นปี
- ยอดเงินภาษี 15% ที่ถูกหักไป สามารถนำไปใช้เป็น เครดิตภาษี ได้ กล่าวคือ เมื่อคำนวณภาษีที่ต้องชำระทั้งหมดจากรายได้ทุกประเภทแล้ว สามารถนำยอดที่ถูกหักไว้นี้ไปลดยอดภาษีที่ต้องจ่ายจริงได้
- หากยอดภาษีที่ถูกหักไว้สูงกว่ายอดภาษีที่ต้องชำระจริง นักลงทุนมีสิทธิยื่นขอคืนภาษีในส่วนต่างนั้นจากกรมสรรพากรได้
การเตรียมตัวสำหรับมือใหม่: ต้องใช้เอกสารและข้อมูลอะไรบ้าง
เพื่อให้กระบวนการยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น การเตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการยื่นภาษีปี 2569 ควรเตรียมรายการต่อไปนี้ให้ครบถ้วน:
- รายงานสรุปธุรกรรมคริปโตตลอดปี 2568: ดาวน์โหลดรายงานประวัติการซื้อ-ขาย, ฝาก-ถอน จากทุก Exchange และ Wallet ที่ใช้งาน ควรเป็นไฟล์ที่สามารถนำไปประมวลผลต่อได้ เช่น .csv หรือ .xlsx
- ตารางคำนวณกำไร-ขาดทุน: จัดทำสรุปการคำนวณกำไรขาดทุนของแต่ละธุรกรรม โดยระบุวิธีคำนวณต้นทุนที่เลือกใช้ (เช่น FIFO หรือ Moving Average) อย่างชัดเจน
- หลักฐานการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%: รวบรวมเอกสารหรือรายงานจาก Exchange ในไทยที่แสดงยอดภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการกรอกเครดิตภาษี
- บันทึกรายได้คริปโตประเภทอื่น: สรุปข้อมูลรายได้จาก Airdrop, Staking, Mining โดยระบุมูลค่าเป็นเงินบาทและวันที่ได้รับให้ชัดเจน
- เอกสารประกอบรายได้และค่าลดหย่อนอื่น ๆ: เตรียมเอกสารสำหรับรายได้ประเภทอื่น เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากเงินเดือน และเอกสารสำหรับใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่น ใบเสร็จค่าเบี้ยประกัน, หนังสือรับรองการซื้อกองทุน SSF/RMF เป็นต้น
ขั้นตอนการยื่นภาษีคริปโตผ่านระบบออนไลน์ (e-Filing)
การยื่นภาษีผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด โดยมีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้:
- เข้าสู่ระบบ e-Filing: ไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรและเข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน หรือเข้าสู่ระบบผ่าน Digital ID
- เลือกแบบฟอร์ม: เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (สำหรับผู้มีเงินได้นอกเหนือจากเงินเดือน) หรือ ภ.ง.ด.91 (สำหรับผู้มีเงินเดือนเพียงอย่างเดียว)
- กรอกข้อมูลรายได้: กรอกข้อมูลรายได้ตามประเภทต่าง ๆ สำหรับรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล ให้นำยอด “กำไรสุทธิ” ที่คำนวณไว้ไปกรอกในส่วนของ “เงินได้จากการลงทุน” หัวข้อย่อย “ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนคริปโทเคอร์เรนซี/โทเคนดิจิทัล (เฉพาะส่วนที่เป็นกำไร)” ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)
- กรอกค่าลดหย่อน: กรอกรายการค่าลดหย่อนต่าง ๆ ที่มีสิทธิตามที่ได้เตรียมเอกสารไว้
- บันทึกยอดภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ในขั้นตอนการคำนวณภาษี จะมีช่องให้กรอก “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” ให้นำยอดรวมของภาษี 15% ที่ถูกหักไว้ตลอดทั้งปีมากรอกในส่วนนี้ ระบบจะนำไปหักออกจากยอดภาษีที่ต้องชำระโดยอัตโนมัติ
- ตรวจสอบและยื่นแบบ: ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง จากนั้นกดยืนยันการยื่นแบบ หากมียอดภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม สามารถเลือกชำระผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ทันที หากมีสิทธิขอคืนภาษี ให้ระบุบัญชีธนาคารที่ผูกกับพร้อมเพย์เพื่อรับเงินคืน
ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อยสำหรับนักลงทุน
กรณีเทรดใน Exchange ไทยและถูกหักภาษี
สมมติว่าตลอดปี 2568 นักลงทุนมีกำไรสุทธิจากการเทรดคริปโตบน Exchange ไทยเป็นเงิน 100,000 บาท และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปรวม 15,000 บาท (15% ของกำไร) นอกจากนี้มีรายได้จากเงินเดือนอีก 500,000 บาท เมื่อนำรายได้ทั้งหมดมารวมกันและหักค่าลดหย่อนแล้ว คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าได้ยอดที่ต้องชำระจริง 12,000 บาท ในกรณีนี้ นักลงทุนสามารถนำยอดภาษีที่ถูกหักไว้ 15,000 บาท มาเครดิต ทำให้ไม่เพียงแต่ไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม แต่ยังมีสิทธิขอคืนภาษีส่วนต่างจำนวน 3,000 บาทได้อีกด้วย
กรณีเทรดใน Exchange ต่างประเทศ
หากนักลงทุนอาศัยอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันในปี 2568 และมีกำไรจากการเทรดบน Exchange ต่างประเทศจำนวน 200,000 บาท ถึงแม้ว่าจะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากแพลตฟอร์มนั้น นักลงทุนยังคงมีหน้าที่ต้องนำกำไร 200,000 บาทนี้มารวมเป็นเงินได้พึงประเมินในแบบ ภ.ง.ด.90 เพื่อคำนวณและชำระภาษีในประเทศไทยให้ถูกต้องตามกฎหมายรายได้จากต่างประเทศฉบับใหม่
บทสรุปและแนวทางปฏิบัติ
การเตรียมความพร้อมสำหรับ ภาษีคริปโต 2569 เป็นหน้าที่ที่นักลงทุนทุกคนไม่ควรมองข้าม การบันทึกธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตลอดทั้งปีจะช่วยลดความยุ่งยากในช่วงฤดูยื่นภาษีได้อย่างมาก การทำความเข้าใจประเภทของรายได้ที่ต้องเสียภาษี วิธีการคำนวณต้นทุนและกำไรสุทธิ รวมถึงสิทธิในการหักกลบขาดทุนและใช้เครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะช่วยให้การบริหารจัดการภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
สำหรับกรณีที่มีความซับซ้อน เช่น มีรายได้จาก DeFi หรือธุรกรรมข้ามแพลตฟอร์มจำนวนมาก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการยื่นภาษีนั้นครบถ้วนและถูกต้องที่สุด