Home » อินฟลูฯ กลับใจ? เทรนด์ ‘De-influencing’ บอกสิ่งที่ไม่ควรซื้อ

อินฟลูฯ กลับใจ? เทรนด์ ‘De-influencing’ บอกสิ่งที่ไม่ควรซื้อ

สารบัญ

โลกโซเชียลมีเดียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกระแสของผู้ทรงอิทธิพลหรืออินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ “ป้ายยา” หรือชักชวนให้ซื้อสินค้าอีกต่อไป แต่กลับเกิดเทรนด์ใหม่ที่สวนกระแสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

  • De-influencing คือปรากฏการณ์ที่อินฟลูเอนเซอร์สร้างคอนเทนต์เพื่อบอกผู้ติดตามว่าสินค้าใดที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ หรือมีทางเลือกอื่นที่คุ้มค่ากว่า เพื่อส่งเสริมการบริโภคอย่างมีสติและรับผิดชอบ
  • เทรนด์นี้เริ่มต้นและเติบโตอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok โดยแฮชแท็ก #DeInfluencing มียอดการรับชมหลายร้อยล้านครั้งทั่วโลก สะท้อนถึงความต้องการความจริงใจของผู้บริโภค
  • กระแส De-influencing ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงการการตลาด บีบให้แบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับกลยุทธ์ โดยหันมาเน้นความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภคมากขึ้น
  • อินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทยเริ่มนำเทรนด์นี้มาปรับใช้ เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ฉลาดเลือกและให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า อินฟลูฯ กลับใจ? เทรนด์ ‘De-influencing’ บอกสิ่งที่ไม่ควรซื้อ กำลังเข้ามาเปลี่ยนนิยามของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์อย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เริ่มตั้งคำถามกับการบริโภคนิยมที่ถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องบนโลกออนไลน์ De-influencing คือการที่ผู้สร้างคอนเทนต์หันมาให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่คุ้มค่า ไม่จำเป็น หรือถูกโฆษณาเกินจริง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ติดตามตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างมีเหตุผลและประหยัดเงินมากขึ้นในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งท้าทายรูปแบบการตลาดแบบเดิมๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ที่เน้นความจริงใจและความน่าเชื่อถือเป็นหัวใจสำคัญ

De-influencing: กระแสที่มาแรงในประเทศไทย

De-influencing: กระแสที่มาแรงในประเทศไทย

เทรนด์ De-influencing ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในต่างประเทศ แต่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์ม TikTok และกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้ต้องคิดอย่างรอบคอบมากขึ้นในทุกการใช้จ่าย

ตัวอย่างจากอินฟลูเอนเซอร์ไทยที่น่าจับตา

อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยหลายคนได้เริ่มสร้างคอนเทนต์ในแนวทาง De-influencing และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ติดตาม ตัวอย่างเช่น อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังบน TikTok อย่าง @prouddevakula และ @เอิร์กแม่คูก้า ที่ทำคลิปวิดีโอแนะนำสินค้าโดยให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา บอกทั้งข้อดีและข้อเสีย หรือเปรียบเทียบสินค้าต่างๆ เพื่อให้ผู้ติดตามได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและนำไปประกอบการตัดสินใจได้จริง

ในวงการความงาม มีบิวตี้บล็อกเกอร์หลายคนที่เปลี่ยนจากการรีวิวสินค้าใหม่ๆ ทุกคอลเลกชัน มาเป็นการแนะนำ “Holy Grail” หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดีจริงและใช้ซ้ำ หรือสร้างคอนเทนต์ในหัวข้อ “Skincare ที่ไม่จำเป็นต้องมี” เพื่อช่วยให้ผู้ติดตามประหยัดเงินและดูแลผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องซื้อสินค้าตามกระแสทั้งหมด การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้บริโภค แต่ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับตัวอินฟลูเอนเซอร์เองอีกด้วย

การตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทย

ผู้บริโภคชาวไทยให้การต้อนรับเทรนด์ De-influencing อย่างอบอุ่น เนื่องจากสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายและมองหาความคุ้มค่าสูงสุด คอนเทนต์ที่บอกว่า “อะไรไม่ควรซื้อ” กลายเป็นข้อมูลที่มีค่าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ความจริงใจและความกล้าที่จะพูดความจริงของอินฟลูเอนเซอร์ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกเชื่อมโยงและไว้วางใจมากขึ้น พวกเขารู้สึกว่าอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้อยู่ข้างเดียวกับพวกเขา ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการตลาดของแบรนด์

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะที่สูงขึ้นของตลาดผู้บริโภคในไทย ซึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นกลางและมองหาการบริโภคที่ยั่งยืนมากกว่าการซื้อของตามกระแสนิยมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

เปรียบเทียบการตลาดแบบดั้งเดิมกับ De-influencing

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างแนวทางการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบดั้งเดิมและเทรนด์ De-influencing สามารถเปรียบเทียบมิติต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบแนวคิดระหว่าง Influencing แบบดั้งเดิมและ De-influencing ในแง่มุมต่างๆ ของการตลาด
มิติการเปรียบเทียบ Influencing (การตลาดแบบดั้งเดิม) De-influencing (เทรนด์ใหม่)
เป้าหมายหลัก กระตุ้นยอดขายและสร้างการรับรู้แบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
รูปแบบเนื้อหา รีวิวเชิงบวก, Unboxing, แนะนำสินค้า (Haul) วิจารณ์สินค้า, บอกสิ่งที่ไม่ควรซื้อ, เปรียบเทียบตัวเลือก
ความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม ผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ที่ปรึกษาหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้
มุมมองของผู้บริโภค อาจมองว่าเป็นโฆษณาแฝง, ขาดความจริงใจ มองว่าเป็นข้อมูลที่ซื่อสัตย์, เป็นประโยชน์, น่าเชื่อถือ
ผลกระทบต่อแบรนด์ สร้างยอดขายในระยะสั้น สร้างความไว้วางใจและภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว
ตัวชี้วัดความสำเร็จ ยอดขาย, Engagement Rate, Reach ความภักดีของผู้ติดตาม (Loyalty), ความน่าเชื่อถือ (Credibility)

อนาคตของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยความจริงใจ

เทรนด์ De-influencing ไม่ได้หมายถึงจุดจบของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ แต่เป็นการเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความจริงใจและความโปร่งใสเป็นอันดับแรก การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายในระบบนิเวศ: ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างชาญฉลาด, อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือกับผู้ติดตาม, และแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ดีจริงจะยังคงได้รับการยอมรับและเติบโตได้ท่ามกลางการแข่งขัน

ในอนาคต การตลาดอินฟลูเอนเซอร์จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าที่แท้จริงมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์เพียงผิวเผิน อินฟลูเอนเซอร์ที่จะประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการทำงานร่วมกับแบรนด์และการรักษาความไว้วางใจจากผู้ติดตามได้ การบริโภคอย่างมีสติและรับผิดชอบจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ และ De-influencing คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมไปสู่ทิศทางนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญซึ่งจะกำหนดทิศทางของพฤติกรรมผู้บริโภคและกลยุทธ์การตลาดในอีกหลายปีข้างหน้า