Home » แก้หนี้บัตร! ‘คลินิกแก้หนี้’ เฟสใหม่ รวมหนี้-ดอกเบี้ยต่ำ






แก้หนี้บัตร! ‘คลินิกแก้หนี้’ เฟสใหม่ รวมหนี้-ดอกเบี้ยต่ำ


แก้หนี้บัตร! ‘คลินิกแก้หนี้’ เฟสใหม่ รวมหนี้-ดอกเบี้ยต่ำ

สารบัญ

โครงการ “คลินิกแก้หนี้” เฟสใหม่ คือมาตรการสำคัญที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือบุคคลธรรมดาที่ประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โครงการนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนผ่านการรวมหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีภาระดอกเบี้ยที่ลดลงและระยะเวลาผ่อนชำระที่เหมาะสมกับความสามารถของลูกหนี้

  • รวมหนี้ในที่เดียว: โครงการช่วยรวมหนี้บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด, และสินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินหลายแห่งมาไว้ที่เดียว ทำให้การบริหารจัดการหนี้ง่ายขึ้น
  • ดอกเบี้ยต่ำ: เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ 3-5% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติของสินเชื่อประเภทดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี: ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระให้นานขึ้น เพื่อลดภาระค่างวดต่อเดือน ทำให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น
  • ครอบคลุมหนี้เสีย (NPL): เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นหนี้เสีย ค้างชำระเกิน 120 วัน สามารถเข้าร่วมโครงการเพื่อหาทางออกและเริ่มต้นใหม่ทางการเงินได้
  • สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย: กระบวนการสมัครและให้คำปรึกษาทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เพื่อให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง

ภาพรวมโครงการคลินิกแก้หนี้ เฟสใหม่

โครงการ แก้หนี้บัตร! ‘คลินิกแก้หนี้’ เฟสใหม่ รวมหนี้-ดอกเบี้ยต่ำ เป็นความริเริ่มที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่เผชิญกับภาระหนี้สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ซึ่งมักมีอัตราดอกเบี้ยสูงและเงื่อนไขที่ซับซ้อน โครงการนี้จึงเป็นเหมือนทางออกที่ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การปลดหนี้อย่างยั่งยืน

คลินิกแก้หนี้คืออะไร

“คลินิกแก้หนี้” คือแพลตฟอร์มกลางที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรวบรวมหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันทั้งหมดมาไว้ที่เดียว จากนั้นจึงกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระจริงของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งประกอบด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาการผ่อนชำระให้ยาวนานขึ้น แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระทางการเงินในแต่ละเดือน แต่ยังช่วยฟื้นฟูวินัยทางการเงินและป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลับไปเป็นหนี้เสียซ้ำอีกในอนาคต

เป้าหมายสำคัญของโครงการคือการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างครบวงจร ไม่ใช่แค่การพักชำระหนี้ชั่วคราว แต่เป็นการสร้างแผนการชำระหนี้ที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมายืนหยัดทางการเงินได้อีกครั้ง

ความร่วมมือที่กว้างขวางขึ้นในเฟสใหม่

ในเฟสใหม่นี้ โครงการได้ขยายขอบเขตความร่วมมือให้ครอบคลุมสถาบันการเงินมากยิ่งขึ้น โดยนอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์ 16 แห่งแล้ว ยังได้ผนึกกำลังกับผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) อีก 19 แห่ง การขยายความร่วมมือนี้ส่งผลให้โครงการสามารถดูแลและจัดการหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตได้เกือบทั้งระบบของประเทศ ทำให้ลูกหนี้ที่มีหนี้กระจายอยู่กับเจ้าหนี้หลายประเภทสามารถเข้าร่วมโครงการและรับการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางกว่าเดิม

เงื่อนไขและคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

เงื่อนไขและคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

เพื่อให้โครงการสามารถช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด จึงมีการกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้ที่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่สนใจจำเป็นต้องตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการสมัคร

ใครสามารถสมัครได้บ้าง

โครงการนี้เปิดรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ ที่กำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โดยไม่จำกัดวงเงินหนี้รวมสูงสุด คุณสมบัติที่สำคัญคือต้องเป็นหนี้กับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ และที่สำคัญคือต้องมีสถานะเป็น “หนี้เสีย” หรือ NPL (Non-Performing Loan) ซึ่งหมายถึงการค้างชำระหนี้เกินกว่า 120 วันขึ้นไปนับถึงวันที่สมัคร โครงการนี้จึงมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างแท้จริง

ประเภทหนี้ที่เข้าร่วมได้

หนี้ที่สามารถนำมาเข้าร่วมกระบวนการปรับโครงสร้างภายใต้โครงการคลินิกแก้หนี้จะต้องเป็นหนี้ในกลุ่มต่อไปนี้:

  • หนี้บัตรเครดิต: หนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุกประเภท
  • หนี้บัตรกดเงินสด: หนี้ที่เกิดจากการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าจากบัตรกดเงินสด
  • หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน: สินเชื่อเงินสดที่อนุมัติโดยไม่มีการค้ำประกันหรือใช้สินทรัพย์เป็นหลักประกัน

โครงการนี้ไม่ครอบคลุมหนี้ประเภทอื่น ๆ เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย, สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์, หนี้เพื่อการประกอบธุรกิจ, หรือหนี้นอกระบบ

ประโยชน์ของการปรับโครงสร้างหนี้กับคลินิกแก้หนี้

การเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้มอบประโยชน์ที่สำคัญหลายประการให้กับลูกหนี้ ช่วยให้สามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้และกลับมามีสถานะทางการเงินที่มั่นคงได้อีกครั้ง

อัตราดอกเบี้ยต่ำและระยะเวลาผ่อนชำระ

จุดเด่นที่สุดของโครงการคือการเสนอเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ผ่อนปรนกว่าเดิมอย่างมาก ลูกหนี้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษในระดับ 3-5% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลโดยทั่วไปที่อาจสูงถึง 16-25% ต่อปี นอกจากนี้ยังมีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้ยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี (120 เดือน) การปรับเงื่อนไขทั้งสองส่วนนี้จะช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ลูกหนี้มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและลดความเครียดทางการเงินลงได้

ตารางเปรียบเทียบภาระหนี้ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ (ตัวอย่าง)
รายการ ก่อนเข้าร่วมโครงการ หลังเข้าร่วมโครงการ
ประเภทหนี้ บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด รวมหนี้เป็นก้อนเดียว
อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย ประมาณ 16% – 25% ต่อปี 3% – 5% ต่อปี
ระยะเวลาผ่อนชำระ ชำระขั้นต่ำ (อาจใช้เวลานาน) สูงสุด 10 ปี (120 เดือน)
ลักษณะการชำระ จ่ายแยกแต่ละบัตร/สินเชื่อ ชำระค่างวดเดียวต่อเดือน

การรวมหนี้เป็นก้อนเดียวเพื่อการจัดการที่ง่ายขึ้น

สำหรับลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย การบริหารจัดการหนี้อาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและวุ่นวาย เนื่องจากต้องจดจำวันครบกำหนดชำระและยอดชำระของแต่ละบัญชี โครงการคลินิกแก้หนี้จะช่วยรวบรวมหนี้ทั้งหมดจากสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการมาไว้เป็นยอดเดียว ทำให้ลูกหนี้มีหน้าที่รับผิดชอบในการชำระค่างวดเพียงยอดเดียวต่อเดือน ซึ่งช่วยลดความสับสน ป้องกันการผิดนัดชำระ และทำให้การวางแผนการเงินในภาพรวมทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขั้นตอนและช่องทางการสมัคร

เพื่อให้กระบวนการสมัครเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วตามแนวคิด “เอกสารครบ-จบไว” ผู้ที่สนใจควรเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและศึกษาช่องทางการติดต่อให้เข้าใจอย่างละเอียด

เอกสารที่ต้องเตรียม

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่แรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพิจารณาอนุมัติให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการสมัครมีดังนี้:

  1. เอกสารยืนยันตัวตน: สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน
  2. เอกสารแสดงรายได้:
    • สำหรับพนักงานประจำ: สลิปเงินเดือน หรือ หนังสือรับรองเงินเดือน (ย้อนหลังไม่เกิน 2 เดือน)
    • สำหรับอาชีพอิสระ/เจ้าของกิจการ: รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
  3. รายงานข้อมูลเครดิต (เครดิตบูโร): เอกสารสำคัญที่แสดงประวัติและสถานะหนี้สินทั้งหมดของผู้สมัคร ผู้สมัครสามารถขอเอกสารนี้ได้ด้วยตนเองจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)

ช่องทางติดต่อและสมัครเข้าร่วมโครงการ

โครงการได้จัดเตรียมช่องทางที่หลากหลายเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและยื่นใบสมัครได้อย่างสะดวก โดยสามารถติดต่อและสมัครได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้:

  • เว็บไซต์: สามารถกรอกใบสมัครออนไลน์และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.คลินิกแก้หนี้.com ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
  • แอปพลิเคชัน LINE: เพิ่มเพื่อนและสอบถามข้อมูลผ่าน LINE Official Account @debtclinicbysam
  • Facebook: ติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเบื้องต้นผ่านเพจ Facebook “คลินิกแก้หนี้”
  • สายด่วน: สำหรับการปรึกษาและสอบถามข้อมูลเร่งด่วน สามารถติดต่อ “สายด่วน ชนะหนี้ 1443”

การสมัครเข้าร่วมโครงการไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นควรระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างเรียกเก็บค่าดำเนินการ

บทสรุปและแนวทางสู่อิสรภาพทางการเงิน

โครงการ แก้หนี้บัตร! ‘คลินิกแก้หนี้’ เฟสใหม่ รวมหนี้-ดอกเบี้ยต่ำ ถือเป็นกลไกเชิงรุกที่สำคัญในการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ด้วยการเสนอทางออกผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ที่มาพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยต่ำและระยะเวลาผ่อนชำระที่ยาวนานขึ้น โครงการนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลได้เริ่มต้นใหม่ทางการเงิน สร้างวินัย และวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับภาระหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตจนเกินกำลัง การพิจารณาเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการหยุดวงจรหนี้และก้าวไปข้างหน้า การศึกษาข้อมูล เตรียมเอกสารให้พร้อม และติดต่อขอคำปรึกษาผ่านช่องทางที่ถูกต้อง คือก้าวแรกที่สำคัญในการเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงิน