Home » เงินบาทดิจิทัลมาแน่! กระทบเงินในกระเป๋าเรายังไง?

เงินบาทดิจิทัลมาแน่! กระทบเงินในกระเป๋าเรายังไง?

สารบัญ

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังเดินหน้าโครงการสกุลเงินดิจิทัลสำหรับภาคประชาชน หรือที่เรียกว่า “เงินบาทดิจิทัล” (Retail CBDC) โดยมีแผนจะเริ่มทดสอบในวงกว้างภายในปี 2569 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของประเทศ คำถามสำคัญคือ **เงินบาทดิจิทัลมาแน่! กระทบเงินในกระเป๋าเรายังไง?** สกุลเงินรูปแบบใหม่นี้ไม่ใช่เพียงแค่แอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือที่ใช้กันอยู่ แต่เป็นเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีการใช้จ่าย การออม และภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในอนาคตอันใกล้ การทำความเข้าใจถึงหลักการทำงาน ข้อดี และข้อควรระวังจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเงินบาทดิจิทัล

เงินบาทดิจิทัลมาแน่! กระทบเงินในกระเป๋าเรายังไง? - digital-baht-cbdc-impact-2026

  • สถานะเทียบเท่าเงินสด: เงินบาทดิจิทัลเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย มีมูลค่าคงที่ 1:1 กับเงินบาท ไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรเหมือนคริปโทเคอร์เรนซี
  • โครงสร้างพื้นฐานใหม่: ระบบนี้ทำงานบนเทคโนโลยีที่แตกต่างจาก Mobile Banking หรือ e-Money โดยผู้ใช้งานจะถือเงินของธนาคารกลางโดยตรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงบางประเภทลงได้
  • ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน: อาจทำให้ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมถูกลง โอนเงินได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น
  • ประเด็นที่ต้องจับตา: การเกิดขึ้นของเงินบาทดิจิทัลมาพร้อมกับข้อพิจารณาสำคัญด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์

ทำความเข้าใจ “เงินบาทดิจิทัล” สกุลเงินแห่งอนาคตของไทย

เงินบาทดิจิทัล หรือ Retail Central Bank Digital Currency (Retail CBDC) คือเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกและรับรองโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยตรง มีสถานะเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หลักการสำคัญคือเงินบาทดิจิทัลทุกหน่วยจะมีเงินบาทจริงหนุนหลังในอัตราส่วน 1:1 เสมอ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าของมันจะคงที่ ไม่มีความผันผวนเหมือนสกุลเงินดิจิทัลประเภทคริปโทเคอร์เรนซี

โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการชำระเงินให้กับประชาชน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ ธปท. ได้ศึกษาและพัฒนาเงินบาทดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มนำร่องทดสอบการใช้งานในวงกว้างกับภาคประชาชนและร้านค้าภายในปี 2569 เพื่อประเมินผลกระทบและความพร้อมก่อนการตัดสินใจนำมาใช้จริงในอนาคต

เงินบาทดิจิทัลคืออะไร และแตกต่างจากเงินดิจิทัลอื่นอย่างไร?

เพื่อให้เข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน การแยกแยะเงินบาทดิจิทัลออกจากเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากแม้จะมีลักษณะการใช้งานที่คล้ายคลึงกัน แต่เบื้องหลังกลับมีโครงสร้างและความเสี่ยงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

นิยามและคุณสมบัติหลัก

เงินบาทดิจิทัลมีคุณสมบัติที่สำคัญดังนี้:

  • ออกโดยธนาคารกลาง: เป็นหนี้สินของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง ไม่ใช่ของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเอกชน
  • ใช้เทคโนโลยี DLT/Blockchain: แม้จะใช้เทคโนโลยีเบื้องหลังที่คล้ายคลึงกับคริปโทเคอร์เรนซี แต่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานกลางและมีมูลค่าคงที่
  • เป็นเงินตามกฎหมาย: สามารถใช้ชำระหนี้ได้ทั่วไปตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501
  • มีการสำรองเต็มจำนวน: ทุก 1 บาทดิจิทัลที่ออกใช้ จะมีเงินบาทจริงสำรองไว้ที่ ธปท. เต็มจำนวนเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน

สิ่งที่เงินบาทดิจิทัล ไม่ใช่

เพื่อป้องกันความสับสน ควรทำความเข้าใจว่าเงินบาทดิจิทัลแตกต่างจากสิ่งต่อไปนี้:

  • ไม่ใช่คริปโทเคอร์เรนซี: ไม่มีมูลค่าผันผวนจากการเก็งกำไรเหมือน Bitcoin หรือ Ethereum และถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง
  • ไม่ใช่ e-Money: เงินในแอปพลิเคชันวอลเลตต่าง ๆ เป็นเงินที่ออกโดยผู้ให้บริการเอกชน ซึ่งเป็น “เครดิต” ที่บริษัทนั้น ๆ เป็นหนี้ผู้ใช้งาน ในขณะที่เงินบาทดิจิทัลคือเงินของธนาคารกลางโดยตรง
  • ไม่ใช่ Mobile Banking: การโอนเงินผ่านแอปธนาคารคือการสั่งย้าย “เงินฝาก” ที่อยู่ในธนาคารพาณิชย์ แต่เงินบาทดิจิทัลคือ “เงินสดดิจิทัล” ที่ผู้ใช้ถือครองโดยตรง ไม่ได้ผ่านตัวกลางที่เป็นธนาคารพาณิชย์

ประสบการณ์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

ในมุมมองของผู้ใช้งานทั่วไป ประสบการณ์การใช้เงินบาทดิจิทัลอาจไม่แตกต่างจากการใช้แอปพลิเคชันชำระเงินในปัจจุบันมากนัก โดยผู้ใช้จะมี “กระเป๋าเงินดิจิทัล” (Wallet) บนสมาร์ทโฟนสำหรับเก็บและใช้จ่ายเงินบาทดิจิทัล สามารถใช้ทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย เช่น:

  • การชำระค่าสินค้าและบริการ: สามารถสแกน QR Code เพื่อจ่ายเงินที่ร้านค้าได้เหมือนกับการใช้แอปธนาคารหรือวอลเลต
  • การโอนเงินระหว่างบุคคล: สามารถโอนเงินบาทดิจิทัลให้เพื่อนหรือครอบครัวได้ทันที
  • การจ่ายบิลและชำระหนี้: ใช้ชำระค่าสาธารณูปโภคหรือบิลอื่น ๆ ได้ตามปกติ

จุดเด่นคือระบบถูกออกแบบมาให้สามารถแลกเปลี่ยนกับเงินในรูปแบบอื่นได้อย่างราบรื่น ผู้ใช้สามารถโอนเงินบาทดิจิทัลกลับเข้าไปเป็นเงินฝากในบัญชีธนาคาร หรือถอนออกมาเป็นเงินสดได้ตามต้องการ เนื่องจากเงินบาทดิจิทัลไม่ได้เป็นการ “สร้าง” เงินใหม่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของเงินที่มีอยู่แล้วจากรูปแบบกายภาพ (ธนบัตร) หรือเงินฝาก มาเป็นรูปแบบดิจิทัลที่ถือครองโดยตรง

แม้ว่าหน้าตาของแอปพลิเคชันอาจดูคล้ายกับการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ แต่โครงสร้างทางเทคโนโลยีและสถาบันที่อยู่เบื้องหลังนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นที่มาของผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบที่จะตามมา

เปรียบเทียบเงินบาทดิจิทัล, Mobile Banking และ e-Money

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดซึ่งส่งผลต่อความเสี่ยงและสิทธิของผู้ถือครอง คือ “ผู้ออกเงิน” และ “สถานะของเงิน” ที่ปรากฏในแอปพลิเคชัน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเงินบาทดิจิทัล, Mobile Banking/พร้อมเพย์ และ e-Money/วอลเลต
ประเภท ผู้ออกเงิน เงินที่ถือในแอปคืออะไร ความเสี่ยงคู่สัญญา (Counterparty Risk)
เงินบาทดิจิทัล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เงินของธนาคารกลาง (CBDC) ความเสี่ยงที่รัฐบาล/ธปท. จะล้มเหลว (โอกาสต่ำมาก)
Mobile Banking/พร้อมเพย์ ธนาคารพาณิชย์ เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ ความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์จะล้มเหลว (มีระบบกำกับและคุ้มครองเงินฝาก)
e-Money/วอลเลตเอกชน สถาบันการเงิน/ผู้ประกอบการ Non-bank เครดิตที่ผู้ออก e-Money เป็นหนี้ผู้ใช้ ความเสี่ยงที่ผู้ออก e-Money จะล้มเหลว และข้อจำกัดทางกฎหมาย

จากตารางจะเห็นว่า การถือเงินบาทดิจิทัลมีความเสี่ยงคู่สัญญาต่ำที่สุด เพราะเป็นการถือ “เงินของแบงก์ชาติ” โดยตรง เปรียบเสมือนการถือธนบัตรในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยลดความกังวลในกรณีที่เกิดวิกฤตกับสถาบันการเงินพาณิชย์ได้

ผลกระทบเชิงบวกต่อการเงินส่วนบุคคล

การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้อาจสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนทั่วไปในหลายมิติ ดังนี้

ต้นทุนธุรกรรมที่อาจลดลง

สถาปัตยกรรมของระบบ CBDC ถูกออกแบบมาเพื่อลดขั้นตอนและตัวกลางในกระบวนการชำระเงิน ทำให้การโอนเงินมีต้นทุนที่ต่ำลงและรวดเร็วยิ่งขึ้น หากภาครัฐผลักดันการใช้งานอย่างจริงจัง ก็มีความเป็นไปได้ที่ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมสำหรับผู้ใช้รายย่อยจะลดลงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจไม่มีค่าธรรมเนียมเลยในบางกรณี

การชำระเงินที่รวดเร็วและทันที

แม้ว่าระบบพร้อมเพย์ในปัจจุบันจะให้บริการโอนเงินได้แบบเรียลไทม์ แต่เงินบาทดิจิทัลซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานคนละชั้นกัน อาจช่วยยกระดับการชำระเงินให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมที่มีความซับซ้อน เช่น การโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน หรือการโอนเงินข้ามประเทศในอนาคต

ความสะดวกและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

เงินบาทดิจิทัลคือธนบัตรในรูปแบบดิจิทัลที่จัดเก็บในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการพกพาเงินสดจำนวนมาก ลดความเสี่ยงจากการสูญหายหรือการถูกโจรกรรม หากโทรศัพท์มือถือหาย ผู้ใช้สามารถระงับการเข้าถึงวอลเลตและกู้คืนเงินในอุปกรณ์ใหม่ได้ นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานของ CBDC ยังเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมการบริการใหม่ ๆ จากภาคเอกชน เช่น ระบบการชำระเงินอัตโนมัติ หรือการจัดการบิลค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน

สำหรับกลุ่มประชากรที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร (Unbanked) แต่สามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตได้ เงินบาทดิจิทัลอาจเป็นประตูสู่ระบบการเงินที่ง่ายขึ้น พวกเขาสามารถเปิดวอลเลตเพื่อรับ-โอนเงินได้โดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการรับเงินสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่จะสามารถส่งตรงถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

ประโยชน์ทางอ้อมต่อเศรษฐกิจ

ในภาพรวม การใช้เงินสดมีต้นทุนที่มองไม่เห็นจำนวนมหาศาล ตั้งแต่การพิมพ์ธนบัตร การผลิตเหรียญ การจัดเก็บ การขนส่ง และการรักษาความปลอดภัย การเปลี่ยนผ่านไปสู่เงินบาทดิจิทัลจะช่วยลดต้นทุนเหล่านี้ของภาครัฐในระยะยาว ซึ่งส่งผลดีต่องบประมาณของประเทศและประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาสำหรับประชาชน

เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและข้อควรระวังที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ธุรกรรมที่ทำผ่านเงินบาทดิจิทัลจะทิ้งร่องรอยดิจิทัลไว้บนระบบ ซึ่งทำให้ภาครัฐและธนาคารกลางสามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลได้ในระดับที่สูงกว่าการใช้เงินสด เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันการฟอกเงิน การทุจริต และการหลีกเลี่ยงภาษี แม้ ธปท. จะยืนยันถึงการออกแบบระบบที่มุ่งรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอาชญากรรมและความเป็นส่วนตัวของประชาชน แต่ประเด็นเรื่องขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลยังคงเป็นที่ถกเถียงในระดับสากล สำหรับประชาชนทั่วไป นี่หมายความว่าการใช้จ่ายจะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้เงินสดเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว

ผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์

หากประชาชนจำนวนมากพร้อมใจกันย้ายเงินฝากออกจากธนาคารพาณิชย์มาเก็บไว้ในรูปของเงินบาทดิจิทัล (Digital Bank Run) อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารได้ เนื่องจากธนาคารจะขาดสภาพคล่องและเงินทุนสำหรับปล่อยสินเชื่อ เพื่อป้องกันปัญหานี้ ธปท. จึงมีแนวคิดที่จะออกมาตรการป้องกัน เช่น การจำกัดเพดานการถือครองเงินบาทดิจิทัลต่อคน หรือการไม่จ่ายดอกเบี้ย เพื่อส่งเสริมให้เงินบาทดิจิทัลถูกใช้เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเป็นหลัก แทนที่จะเป็นเครื่องมือในการออมหรือสะสมความมั่งคั่ง

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

เช่นเดียวกับบริการ Mobile Banking ระบบเงินบาทดิจิทัลยังคงมีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง (Phishing) การใช้แอปพลิเคชันปลอม หรือมัลแวร์ที่ขโมยข้อมูล ผู้ใช้งานจึงยังคงต้องมีความระมัดระวังในการรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์และรหัสผ่านของตนเองอย่างเคร่งครัด

ผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย

ความสะดวกสบายในการใช้จ่ายแบบ “ไร้แรงเสียดทาน” (Frictionless) ผ่านการสแกนหรือคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง อาจทำให้บางคนขาดความยับยั้งชั่งใจและใช้จ่ายเกินตัวได้ง่ายขึ้น คล้ายกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับบัตรเครดิตและวอลเลตในปัจจุบัน วินัยทางการเงินส่วนบุคคลจึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล

ความเสี่ยงด้านนโยบายในอนาคต

ในทางเทคนิค เงินบาทดิจิทัลสามารถถูก “ตั้งโปรแกรม” (Programmable Money) ให้มีเงื่อนไขการใช้งานเฉพาะได้ เช่น การกำหนดวันหมดอายุเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย, การจำกัดประเภทสินค้าหรือร้านค้าที่สามารถซื้อได้ หรือการจำกัดพื้นที่การใช้งาน ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบพุ่งเป้าของภาครัฐ แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นเพียงศักยภาพทางเทคนิค แต่ประเด็นนี้ก็สร้างความกังวลต่อนักวิชาการและนักสิทธิเสรีภาพทั่วโลกเกี่ยวกับผลกระทบต่อเสรีภาพในการใช้เงินของประชาชนในระยะยาว

โอกาสใหม่ทางธุรกิจและเศรษฐกิจ

นอกเหนือจากผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงแล้ว เงินบาทดิจิทัลยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในภาพรวม เช่น:

  • ธุรกิจขนาดเล็กและฟรีแลนซ์: สามารถรับชำระเงินได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การทำบัญชีง่ายขึ้น เนื่องจากธุรกรรมทั้งหมดเป็นดิจิทัลและตรวจสอบได้
  • แพลตฟอร์มดิจิทัล: สามารถพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ บนโครงสร้างพื้นฐานของ CBDC ได้ เช่น การทำสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ที่จ่ายเงินอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
  • การค้าระหว่างประเทศ: หากในอนาคตระบบเงินบาทดิจิทัลสามารถเชื่อมต่อกับระบบ CBDC ของประเทศอื่น ๆ ได้ จะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการโอนเงินข้ามพรมแดนได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้นำเข้า-ส่งออก และแรงงานที่ทำงานในต่างประเทศ

สถานะล่าสุดของโครงการจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจุบัน โครงการเงินบาทดิจิทัลสำหรับภาคประชาชน (Retail CBDC) ยังอยู่ในช่วงของการศึกษา ทดลอง และประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญในการพัฒนาโครงการนี้ว่า ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม ไม่ลดทอนบทบาทของธนาคารพาณิชย์มากจนเกินไป และต้องสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้กับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ การทดลองใช้งานในวงจำกัดที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ ธปท. สามารถออกแบบนโยบายและรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมากที่สุดก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

บทสรุป: เงินบาทดิจิทัลจะเปลี่ยนโฉมกระเป๋าเงินของคนไทยอย่างไร?

การมาถึงของเงินบาทดิจิทัลถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินไทย มันไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นวิวัฒนาการของ “เงิน” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน โดยสรุปแล้ว ผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของแต่ละคนสามารถมองได้สามมิติ:

  1. ในมิติการใช้งาน: ประสบการณ์การใช้จ่ายจะสะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนถูกลง แต่ต้องแลกมากับความเป็นส่วนตัวที่ลดลงเนื่องจากทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกในระบบดิจิทัล
  2. ในมิติความมั่งคั่ง: เงินบาทดิจิทัลไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรที่จะทำให้ใครรวยขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มันคือเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
  3. ในมิติสิทธิและเสรีภาพ: มีการแลกเปลี่ยนที่ชัดเจนระหว่าง “ความนิรนาม” ของเงินสด กับ “ความปลอดภัย การเข้าถึง และความโปร่งใส” ของเงินบาทดิจิทัล ซึ่งประชาชนและผู้กำหนดนโยบายต้องร่วมกันหาจุดสมดุลที่เหมาะสม

ท้ายที่สุด แม้เงินบาทดิจิทัลจะยังอยู่ในช่วงของการทดลอง แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การติดตามข้อมูลและทำความเข้าใจถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ จะช่วยให้ทุกคนสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากวิวัฒนาการทางการเงินครั้งใหญ่นี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ