Home » เงินบาทดิจิทัล (CBDC) มาแน่! กระทบลงทุนหุ้น-คริปโตอย่างไร?

เงินบาทดิจิทัล (CBDC) มาแน่! กระทบลงทุนหุ้น-คริปโตอย่างไร?

สารบัญ

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • เงินบาทดิจิทัล (CBDC) คือเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมูลค่าคงที่ 1:1 กับเงินบาทปกติ และสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
  • ไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อการลงทุน: CBDC ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไรเหมือนคริปโตเคอร์เรนซี จึงไม่มีความผันผวนด้านราคา
  • ผลกระทบต่อคริปโต: อาจลดความนิยมในการใช้คริปโตเคอร์เรนซีเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน เนื่องจาก CBDC มีความปลอดภัยและเสถียรภาพสูงกว่า แต่คาดว่าไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนคริปโตเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น
  • ผลกระทบต่อหุ้น: คาดว่าไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้น แต่การมีระบบชำระเงินที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำอาจช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทุนในระยะยาว
  • ความคืบหน้า: ธปท. มีแผนเดินหน้าทดสอบการใช้งานในวงกว้างภายในปี 2569 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ

บทนำสู่ยุคใหม่ของการเงิน: เงินบาทดิจิทัล (CBDC) คืออะไร?

โลกการเงินกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) สำหรับประเทศไทย โครงการ “เงินบาทดิจิทัล” กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งสร้างคำถามสำคัญในหมู่นักลงทุนว่า เงินบาทดิจิทัล (CBDC) มาแน่! กระทบลงทุนหุ้น-คริปโตอย่างไร? การมาถึงของเงินรูปแบบใหม่นี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ

เงินบาทดิจิทัลคือเงินบาทที่อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล ออกและรับรองมูลค่าโดยธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง ซึ่งหมายความว่าทุก 1 บาทดิจิทัลจะมีมูลค่าเท่ากับ 1 บาทของเงินสด (ธนบัตรและเหรียญ) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเสมอ แนวคิดหลักของ CBDC คือการสร้างสื่อกลางการชำระเงินดิจิทัลที่มีความปลอดภัยสูงสุด มีเสถียรภาพ และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อลดต้นทุนการจัดการเงินสดและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม การพัฒนานี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโตเคอร์เรนซีกำลังได้รับความนิยม แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนและความเสี่ยงสูง การเกิดขึ้นของ CBDC จึงเป็นความพยายามของภาครัฐในการนำเสนอทางเลือกดิจิทัลที่มั่นคงและน่าเชื่อถือแก่สาธารณชน

ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงธรรมชาติของเงินบาทดิจิทัล ความแตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพอร์ตการลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุนทุกคนที่ต้องการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นเมื่อ ธปท. เดินหน้าทดสอบเต็มรูปแบบในปี 2569

เจาะลึกคุณสมบัติและเทคโนโลยีเบื้องหลังเงินบาทดิจิทัล

เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบของเงินบาทดิจิทัลอย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องศึกษาคุณสมบัติหลักและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนสกุลเงินรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากเงินสดและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ภาคเอกชนสร้างขึ้น

สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง

หัวใจสำคัญที่สุดของเงินบาทดิจิทัลคือสถานะความเป็น “หนี้สินของธนาคารกลาง” ซึ่งหมายความว่าเป็นเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและมีสถานะเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ คุณสมบัตินี้ทำให้เงินบาทดิจิทัลมีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพทางมูลค่าสูงสุด โดยมูลค่าจะถูกตรึงไว้ที่ 1 บาทเสมอ ไม่มีความผันผวนขึ้นลงตามกลไกตลาดเหมือนคริปโตเคอร์เรนซี เช่น Bitcoin หรือ Ethereum ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรมากกว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

เงินบาทดิจิทัลถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระบบการชำระเงิน ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน

เทคโนโลยี Distributed Ledger (DLT) หัวใจสำคัญของ CBDC

แม้ว่าจะใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology – DLT) หรือบล็อกเชน แต่การทำงานของเงินบาทดิจิทัลจะอยู่ในรูปแบบที่ “ควบคุมโดยศูนย์กลาง” (Centralized) กล่าวคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้ควบคุมและดูแลระบบทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย เสถียรภาพ และความสามารถในการกำกับดูแลธุรกรรมให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ที่มีลักษณะกระจายศูนย์ (Decentralized) และไม่มีหน่วยงานกลางควบคุม

การใช้เทคโนโลยี DLT ช่วยให้การทำธุรกรรมด้วยเงินบาทดิจิทัลมีความปลอดภัยสูง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานในระดับที่เหมาะสมตามนโยบายของธนาคารกลาง

ข้อดีและประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย

การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้คาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายมิติ ทั้งต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

  • ความสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ: การโอนเงินบาทดิจิทัลสามารถทำได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยอาจไม่มีค่าธรรมเนียมหรือมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับระบบปัจจุบัน ช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับทุกภาคส่วน
  • ลดต้นทุนการผลิตและบริหารจัดการเงินสด: ช่วยลดภาระของภาครัฐในการผลิตธนบัตรและเหรียญ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งและบริหารจัดการเงินสดในระบบเศรษฐกิจ
  • เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน: ประชาชนที่ไม่มีบัญชีธนาคารอาจสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานได้ง่ายขึ้นผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ที่รองรับ CBDC
  • นวัตกรรมและระบบการเงินที่เปิดกว้าง: เงินบาทดิจิทัลถูกออกแบบให้เป็นระบบเปิดที่ผู้ให้บริการทางการเงินทั้งธนาคารและที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) สามารถเชื่อมต่อและพัฒนานวัตกรรมบริการทางการเงินใหม่ๆ บนแพลตฟอร์มนี้ได้
  • เครื่องมือนโยบายของภาครัฐ: ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายทางการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนให้กับประชาชนโดยตรงเข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งสามารถตรวจสอบการใช้จ่ายและป้องกันการรั่วไหลได้ดีขึ้น

เปรียบเทียบความแตกต่าง: เงินบาทดิจิทัล vs. คริปโตเคอร์เรนซี vs. เงินสด

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติในมิติต่างๆ ระหว่างเงินบาทดิจิทัล คริปโตเคอร์เรนซี และเงินสด จะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างและบทบาทของเงินแต่ละประเภทได้เป็นอย่างดี

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างเงินบาทดิจิทัล (CBDC), คริปโตเคอร์เรนซี และเงินสด
คุณสมบัติ เงินบาทดิจิทัล (CBDC) คริปโตเคอร์เรนซี (เช่น Bitcoin) เงินสด (ธนบัตร/เหรียญ)
ผู้ออก ธนาคารกลาง (ธปท.) ภาคเอกชน / เครือข่ายแบบกระจายศูนย์ ธนาคารกลาง (ธปท.)
รูปแบบ ดิจิทัล (โทเคน) ดิจิทัล (โทเคน) กายภาพ (กระดาษ/โลหะ)
เสถียรภาพมูลค่า คงที่ (ตรึงกับเงินบาท 1:1) ผันผวนสูง คงที่
การกำกับดูแล ควบคุมโดยศูนย์กลาง (Centralized) กระจายศูนย์ (Decentralized) ควบคุมโดยศูนย์กลาง (Centralized)
วัตถุประสงค์หลัก สื่อกลางชำระเงิน การลงทุน / เก็งกำไร สื่อกลางชำระเงิน
สถานะทางกฎหมาย ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย สินทรัพย์ดิจิทัล (ไม่ใช่เงินตรา) ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
ความเสี่ยงหลัก ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ/ไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านราคา, กฎระเบียบ, การฉ้อโกง ความเสี่ยงด้านการสูญหาย/ถูกขโมย

วิเคราะห์ผลกระทบของเงินบาทดิจิทัล (CBDC) ต่อโลกการลงทุน

การมาถึงของเงินบาทดิจิทัลจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบการเงินอย่างแน่นอน คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ สินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ โดยเฉพาะหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

ผลกระทบต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซี: คู่แข่งหรือผู้ส่งเสริม?

ผลกระทบต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซีสามารถมองได้สองแง่มุม ในแง่หนึ่ง เงินบาทดิจิทัลอาจเข้ามาเป็น “คู่แข่ง” โดยตรงกับคริปโตเคอร์เรนซีในบทบาทของการเป็น “สื่อกลางในการชำระเงิน” เนื่องจาก CBDC มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าอย่างชัดเจนในด้านเสถียรภาพของมูลค่า ความปลอดภัยที่รับรองโดยรัฐ และต้นทุนการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่า ทำให้ความจำเป็นในการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum เพื่อซื้อสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันลดน้อยลงอย่างมาก ประชาชนและร้านค้ามีแนวโน้มที่จะเลือกใช้เงินบาทดิจิทัลที่มั่นคงและใช้งานง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่มุมหนึ่ง เงินบาทดิจิทัลอาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบทบาทของคริปโตเคอร์เรนซีในฐานะ “สินทรัพย์เพื่อการลงทุนและการเก็งกำไร” นักลงทุนที่เข้าสู่ตลาดคริปโตส่วนใหญ่มองหาสินทรัพย์ทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูง แม้จะมาพร้อมกับความเสี่ยงสูงก็ตาม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เงินบาทดิจิทัลไม่มีและไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการนั้น ดังนั้น ตลาดเก็งกำไรคริปโตอาจยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกกระทบมากนักในระยะแรก

นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของ CBDC อาจช่วยสร้างความคุ้นเคยและให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลและกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งในระยะยาวอาจเป็นปัจจัย “ส่งเสริม” ให้ผู้คนเปิดใจและศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นๆ มากขึ้นก็เป็นได้

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและกองทุน: สร้างเสถียรภาพหรือไร้ความเปลี่ยนแปลง?

สำหรับตลาดหุ้นและกองทุนรวม ผลกระทบจากเงินบาทดิจิทัลคาดว่าจะเป็นไปในทางอ้อมมากกว่าทางตรง ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่าการมี CBDC จะส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลงโดยตรงในทันที แต่ผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย

  • ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของระบบเศรษฐกิจ: ระบบการชำระเงินที่รวดเร็วขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานให้กับภาคธุรกิจ เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรม และส่งเสริมการค้าขายทั้งในและระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม
  • เสถียรภาพของระบบการเงิน: การมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้นช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนในตลาดทุน
  • นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ: แพลตฟอร์ม CBDC ที่เปิดกว้างอาจนำไปสู่การเกิดบริการทางการเงินใหม่ๆ (FinTech) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุน เช่น การซื้อขายหลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุนที่สามารถชำระราคาและส่งมอบได้ทันที (Atomic Settlement) ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดความเสี่ยงในตลาด

ดังนั้น แม้จะไม่ใช่ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงตลาดหุ้นในชั่วข้ามคืน แต่เงินบาทดิจิทัลมีศักยภาพที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจและตลาดทุนของไทยในอนาคต

สถานะปัจจุบันและความคืบหน้าของโครงการเงินบาทดิจิทัลในประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มศึกษาและทดสอบการใช้งานเงินบาทดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยแบ่งการทดสอบออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่การทดสอบในระดับพื้นฐาน (Foundation Track) เพื่อประเมินเทคโนโลยีและความปลอดภัย ไปจนถึงการทดสอบในระดับนวัตกรรม (Innovation Track) เพื่อเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาพัฒนาบริการต่อยอดบนแพลตฟอร์ม CBDC

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ร่วมมือกับธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และจีน ในโครงการ “mBridge” เพื่อทดลองการโอนเงินระหว่างประเทศด้วยสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดต้นทุนในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ ความสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นการปูทางไปสู่การใช้งานเงินบาทดิจิทัลในการค้าระหว่างประเทศในอนาคต

เป้าหมายสำคัญของ ธปท. คือการเดินหน้าทดสอบการใช้งานเงินบาทดิจิทัลในวงกว้าง (Pilot Phase) กับภาคประชาชนและร้านค้าจริงภายในปี 2569 เพื่อประเมินผลกระทบและความพร้อมก่อนการตัดสินใจนำมาใช้งานจริงทั่วประเทศ

นักลงทุนควรปรับตัวและเตรียมพอร์ตอย่างไร?

เมื่อพิจารณาถึงธรรมชาติและผลกระทบของเงินบาทดิจิทัล จะเห็นได้ว่าการมาถึงของ CBDC ไม่ใช่เหตุการณ์ที่นักลงทุนจะต้องตื่นตระหนกหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนในพอร์ตหุ้นหรือคริปโตอย่างฉับพลัน อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ

  1. ทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง: สิ่งสำคัญที่สุดคือการแยกแยะบทบาทของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจน เงินบาทดิจิทัลคือ “เงิน” ที่ใช้เพื่อการชำระเงินและรักษามูลค่า ในขณะที่หุ้นคือ “ส่วนของความเป็นเจ้าของกิจการ” และคริปโตเคอร์เรนซีคือ “สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการลงทุน” ซึ่งมีวัตถุประสงค์และความเสี่ยงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
  2. ประเมินพอร์ตการลงทุนตามหลักการเดิม: การตัดสินใจลงทุนในหุ้นหรือคริปโตเคอร์เรนซียังคงต้องอิงตามปัจจัยพื้นฐาน การวิเคราะห์ทางเทคนิค การประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเป้าหมายการลงทุนระยะยาวของตนเอง การมาของ CBDC ไม่ได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์เหล่านี้
  3. ติดตามข่าวสารและนวัตกรรม: แม้ผลกระทบโดยตรงอาจมีไม่มากนัก แต่การติดตามความคืบหน้าของโครงการ CBDC และนวัตกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสใหม่ๆ หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ก่อนใคร เช่น บริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีการเงิน (FinTech) หรือธนาคารที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม CBDC ได้อย่างรวดเร็ว อาจกลายเป็นหุ้นที่น่าสนใจในอนาคต
  4. กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม: หลักการลงทุนที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการกระจายความเสี่ยง (Diversification) การมีสินทรัพย์หลากหลายประเภทในพอร์ตจะช่วยลดความผันผวนและผลกระทบจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้เสมอ

บทสรุป: อนาคตการเงินไทยกับเงินบาทดิจิทัล

การมาถึงของเงินบาทดิจิทัล (CBDC) ถือเป็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของระบบการเงินไทย ที่จะนำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับประสบการณ์การชำระเงินของประชาชนและลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่การสร้างสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทใหม่

สำหรับนักลงทุน ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซีนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทางอ้อมและเกิดขึ้นในระยะยาวมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เงินบาทดิจิทัลจะเข้ามาเป็นทางเลือกการชำระเงินดิจิทัลที่มั่นคง ซึ่งอาจลดบทบาทของคริปโตในด้านการใช้จ่าย แต่ไม่น่าจะกระทบต่อสถานะการเป็นสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไรโดยตรง ในขณะเดียวกัน ก็จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดทุนโดยรวม

ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนในขณะนี้คือการติดตามข่าวสาร ทำความเข้าใจในเทคโนโลยี และเตรียมพร้อมปรับตัวต่อภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการนำทางพอร์ตการลงทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลที่กำลังจะมาถึง