บาทดิจิทัล มาแทน QR? สแกนจ่ายแบบใหม่กระทบร้านค้ายังไง
- ภาพรวมของเงินบาทดิจิทัลและผลกระทบต่อร้านค้า
- ทำความเข้าใจเงินบาทดิจิทัล (CBDC) คืออะไร
- เปรียบเทียบความแตกต่าง: บาทดิจิทัล vs. QR Payment
- บาทดิจิทัลจะมาแทนที่ QR Code จริงหรือไม่?
- ผลกระทบต่อร้านค้า: ต้องปรับตัวอย่างไร?
- สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
- บทสรุป: ร้านค้าควรเตรียมพร้อมอย่างไรกับการเงินดิจิทัลยุคใหม่
การมาถึงของเทคโนโลยีการเงินใหม่ ๆ สร้างทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “เงินบาทดิจิทัล” หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) ที่พัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่ผู้ประกอบการและร้านค้าว่า บาทดิจิทัล มาแทน QR? สแกนจ่ายแบบใหม่กระทบร้านค้ายังไง บทความนี้จะวิเคราะห์และให้ข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อคลายข้อสงสัยดังกล่าว
ภาพรวมของเงินบาทดิจิทัลและผลกระทบต่อร้านค้า
- เงินบาทดิจิทัล (CBDC) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น “เงินสดในรูปแบบดิจิทัล” ที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการชำระเงิน ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแทนที่ระบบ QR Code ที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
- ความแตกต่างที่สำคัญคือ เงินบาทดิจิทัลมีสถานะเทียบเท่าธนบัตรที่รัฐเป็นผู้ออก ขณะที่การชำระเงินผ่าน QR Code เป็นบริการที่ทำงานบนระบบของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการทางการเงิน
- สำหรับร้านค้า การมาถึงของเงินบาทดิจิทัลในอนาคตอาจนำมาซึ่งประโยชน์ในด้านการลดต้นทุนค่าธรรมเนียม เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการบัญชี และลดความเสี่ยงจากการใช้เงินสด
- อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ร้านค้าต้องเตรียมพร้อมรับมือ เช่น การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ การลงทุนในระบบที่รองรับ และการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
- ในปัจจุบันและระยะใกล้นี้ ระบบ QR Payment ยังคงเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลหลักสำหรับร้านค้าและผู้บริโภคชาวไทยต่อไป โดยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบในทันที
ทำความเข้าใจเงินบาทดิจิทัล (CBDC) คืออะไร
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินดิจิทัล คำว่า “เงินบาทดิจิทัล” หรือ CBDC เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ว่าคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการและร้านค้าที่ต้องพึ่งพาระบบการชำระเงินเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ
นิยามและความสำคัญของการเงินดิจิทัลยุคใหม่
เงินบาทดิจิทัล (Retail CBDC) คือ เงินสกุลบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับเงินสดหรือธนบัตรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันทุกประการ กล่าวคือ เป็นหนี้สินของธนาคารกลางที่ประชาชนสามารถถือครองได้โดยตรง มีความปลอดภัยสูงสุด และสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย สิ่งนี้ทำให้เงินบาทดิจิทัลแตกต่างจากการโอนเงินผ่าน Mobile Banking หรือการใช้จ่ายผ่าน e-Wallet ซึ่งเงินเหล่านั้นเป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารพาณิชย์ หรือเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกโดยภาคเอกชน
แนวคิดหลักของเงินบาทดิจิทัลคือการสร้าง “เงินสดดิจิทัล” ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิตเหมือนเงินฝากในสถาบันการเงินเอกชน และสามารถทำธุรกรรมระหว่างบุคคลกับบุคคล (Peer-to-Peer) หรือระหว่างบุคคลกับร้านค้าได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว คล้ายกับการยื่นเงินสดให้กัน แต่เกิดขึ้นบนโลกดิจิทัล ความสำคัญของ CBDC คือการเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแห่งอนาคตที่รัฐเป็นผู้ดูแล เพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงิน ลดต้นทุนในการจัดการเงินสด และส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนในวงกว้าง
สถานะปัจจุบันและแผนการทดสอบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
ณ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ไตรมาสสุดท้ายของปี 2567) โครงการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลยังอยู่ในช่วงของการศึกษาและทดสอบในวงจำกัด (Pilot Phase) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินภาคเอกชนเพื่อทดลองใช้งานในสถานการณ์จริง แต่ยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้งานอย่างเป็นทางการ
เป้าหมายของการทดสอบคือการประเมินประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ความปลอดภัยของระบบ และผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินโดยรวม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ เงินบาทดิจิทัลที่ใช้ในการทดสอบนี้จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถอนเงินฝากออกจากธนาคารพาณิชย์มาถือครอง CBDC จำนวนมาก ซึ่งอาจกระทบต่อระบบสินเชื่อของประเทศ นอกจากนี้ ปริมาณการถือครองต่อบุคคลจะถูกจำกัด เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเป็นไปเพื่อการชำระเงินในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพื่อการออมหรือการลงทุน
การพัฒนาเงินบาทดิจิทัลจึงเป็นก้าวที่สำคัญและรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมกับบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรัดกุม ดังนั้น สำหรับร้านค้าและผู้ประกอบการ การทำความเข้าใจพื้นฐานของ CBDC จะเป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมพร้อมปรับตัวสู่อนาคตของการเงินดิจิทัล
เปรียบเทียบความแตกต่าง: บาทดิจิทัล vs. QR Payment
แม้ว่าทั้งเงินบาทดิจิทัลและการชำระเงินผ่าน QR Code จะเป็นการทำธุรกรรมที่ไม่ต้องใช้เงินสดเหมือนกัน แต่ในเชิงโครงสร้างและเทคโนโลยีเบื้องหลังมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้ร้านค้ามองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเทคโนโลยีแต่ละประเภทมีบทบาทอย่างไรในระบบการชำระเงิน
| คุณลักษณะ | เงินบาทดิจิทัล (CBDC) | QR Payment |
|---|---|---|
| ผู้ออกและรับประกัน | ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ | ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการทางการเงินภาคเอกชน |
| ลักษณะของเงิน | เงินสดในรูปแบบดิจิทัล มีสถานะเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายโดยตรง | เป็นคำสั่งโอนเงินจากบัญชีเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ |
| เทคโนโลยีพื้นฐาน | อาจใช้เทคโนโลยี Distributed Ledger (เช่น บล็อกเชน) หรือระบบรวมศูนย์ที่ออกแบบใหม่ | ทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานของระบบธนาคารเดิม ผสานกับมาตรฐาน Thai QR Code |
| ความเสี่ยง | ไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต เพราะเป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง | มีความเสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน |
| การให้ดอกเบี้ย | ไม่มีการให้ดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้กระทบระบบเงินฝาก | เงินในบัญชีอาจได้รับดอกเบี้ยตามประเภทของบัญชี |
| สถานะการเข้าถึง | ยังอยู่ในช่วงของการทดลองและพัฒนาในวงจำกัด | มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วประเทศและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป |
จากตารางจะเห็นได้ว่าจุดต่างที่สำคัญที่สุดคือ “ผู้ออก” เงินบาทดิจิทัลเปรียบเสมือนธนบัตรที่รัฐบาลพิมพ์ออกมาแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นดิจิทัล ในขณะที่เงินที่เราใช้สแกน QR Code คือเงินฝากที่เรามีกับธนาคารพาณิชย์ การทำธุรกรรมผ่าน QR Code จึงเป็นการสั่งให้ธนาคารโอนเงินในบัญชีของเราไปยังบัญชีของร้านค้า ซึ่งต้องอาศัยตัวกลางคือธนาคารเสมอ แต่ในทางทฤษฎี เงินบาทดิจิทัลอาจถูกออกแบบให้สามารถโอนหากันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางธนาคารพาณิชย์ในทุกธุรกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่ระบบการชำระเงินที่มีต้นทุนต่ำลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในระยะยาว
บาทดิจิทัลจะมาแทนที่ QR Code จริงหรือไม่?
คำถามที่อยู่ในใจของผู้ประกอบการจำนวนมากคือ ท้ายที่สุดแล้วเทคโนโลยีใหม่อย่างเงินบาทดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่ระบบ QR Payment ที่คุ้นเคยและใช้งานได้ดีอยู่แล้วหรือไม่ คำตอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยและแนวโน้มในปัจจุบันค่อนข้างชัดเจนว่า “ไม่ใช่ในระยะใกล้นี้” และอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักของการพัฒนาด้วยซ้ำ
มุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย: “เสริม” ไม่ใข่ “แทนที่”
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สื่อสารอย่างต่อเนื่องว่า วัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลคือเพื่อ “เสริมสร้าง” และ “เพิ่มทางเลือก” ให้กับระบบการชำระเงินของประเทศ ไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้ามา “แทนที่” ช่องทางการชำระเงินเดิมที่ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การโอนเงินผ่าน Mobile Banking หรือการสแกน QR Code
แนวคิดนี้เปรียบได้กับการที่ธนาคารกลางออกธนบัตรชนิดราคาใหม่ ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกธนบัตรชนิดราคาเดิม แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนใช้งานตามความสะดวกและความเหมาะสม ในทำนองเดียวกัน เงินบาทดิจิทัลจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในภูมิทัศน์การเงินดิจิทัลของไทยควบคู่ไปกับระบบที่มีอยู่เดิม
ระบบ QR Payment ในปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการผลักดันสังคมไร้เงินสดในประเทศไทย ด้วยความง่ายในการใช้งานและต้นทุนที่ต่ำสำหรับร้านค้าขนาดเล็ก การยกเลิกระบบนี้จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร ในทางกลับกัน เงินบาทดิจิทัลจะเข้ามาตอบโจทย์ในมิติอื่น ๆ เช่น การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนวัตกรรมทางการเงินในอนาคต การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการสร้างระบบชำระเงินสำรองที่มีความมั่นคงสูงในภาวะวิกฤต ดังนั้น ร้านค้าและผู้บริโภคจะยังคงสามารถใช้ QR Code ได้ตามปกติ และอาจมีทางเลือกในการรับ-จ่ายเงินผ่าน CBDC เพิ่มขึ้นมาในอนาคต
ผลกระทบต่อร้านค้า: ต้องปรับตัวอย่างไร?
แม้ว่าเงินบาทดิจิทัลจะยังไม่เปิดให้ใช้งานทั่วไป แต่การทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกและลบ จะช่วยให้ร้านค้าและผู้ประกอบการสามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โอกาสและข้อดีสำหรับผู้ประกอบการ
หากเงินบาทดิจิทัลถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย อาจสร้างประโยชน์ให้กับร้านค้าได้ในหลายมิติ ดังนี้:
- ลดต้นทุนและค่าธรรมเนียม: หนึ่งในเป้าหมายของ CBDC คือการสร้างระบบชำระเงินที่มีต้นทุนต่ำ ซึ่งอาจหมายถึงค่าธรรมเนียมในการรับชำระเงินที่ถูกกว่าระบบปัจจุบันที่ต้องผ่านตัวกลางหลายทอด ทำให้ร้านค้ามีกำไรเพิ่มขึ้น
- ลดความเสี่ยงจากการจัดการเงินสด: การรับชำระเงินเป็นดิจิทัล 100% ช่วยขจัดปัญหาและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เช่น การนับเงินผิดพลาด การรับธนบัตรปลอม การเตรียมเงินทอน และความเสี่ยงจากการเก็บเงินสดไว้ที่ร้านหรือระหว่างการนำไปฝากธนาคาร
- เพิ่มประสิทธิภาพด้านบัญชี: ทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านเงินบาทดิจิทัลจะถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย ช่วยให้การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมีความแม่นยำ ลดความซับซ้อน และประหยัดเวลาในการจัดการ
- เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน: ประวัติการรับชำระเงินดิจิทัลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ สามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต (Credit Scoring) ทำให้ร้านค้าขนาดเล็กและขนาดกลางมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น
- ความรวดเร็วในการรับเงิน: ธุรกรรมผ่าน CBDC อาจถูกออกแบบให้เงินเข้าบัญชีของร้านค้าได้ทันที (Instant Settlement) ซึ่งช่วยปรับปรุงสภาพคล่องและกระแสเงินสดของธุรกิจให้ดีขึ้น
ความท้าทายและการปรับตัวที่ต้องเผชิญ
ควบคู่ไปกับโอกาส ย่อมมีความท้าทายที่ร้านค้าต้องเตรียมรับมือ:
- การเรียนรู้และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่: ผู้ประกอบการและพนักงานจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้งานระบบรับชำระเงินแบบใหม่ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล
- การลงทุนในอุปกรณ์หรือระบบใหม่: แม้จะยังไม่ชัดเจนว่ารูปแบบการใช้งานจะเป็นอย่างไร แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ร้านค้าอาจต้องลงทุนในอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ใหม่เพื่อรองรับการชำระเงินด้วยเงินบาทดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นภาระด้านต้นทุนในช่วงแรก
- ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์: การทำธุรกรรมดิจิทัลทุกรูปแบบมีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ ร้านค้าจำเป็นต้องมีความตระหนักและปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อป้องกันการแฮกข้อมูลหรือการฉ้อโกง
- การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: การใช้งานเงินบาทดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพ ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับร้านค้าในพื้นที่ห่างไกล แม้ว่าจะมีแนวคิดในการพัฒนาให้ใช้งานแบบออฟไลน์ได้ในอนาคตก็ตาม
สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
สรุปสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน เงินบาทดิจิทัลยังคงเป็นโครงการที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและทดสอบโดยธนาคารกลางร่วมกับพันธมิตรในภาคการเงิน ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของร้านค้าทั่วไป ระบบการชำระเงินที่ครองตลาดและเป็นมาตรฐานหลักยังคงเป็น QR Payment ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการ e-Wallet ซึ่งระบบนี้เองก็ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายบริการให้รองรับการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR Payment) ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยว
สำหรับแนวโน้มในอนาคต หากการทดสอบเงินบาทดิจิทัลประสบผลสำเร็จและถูกนำมาใช้ในวงกว้าง คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนขยายไปทั่วประเทศ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ร้านค้าจะยังคงสามารถใช้ระบบ QR Payment ควบคู่ไปกับการรับชำระเงินด้วย CBDC ได้ บทบาทของเงินบาทดิจิทัลจะเน้นไปที่การเป็นทางเลือกที่มั่นคง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง ขณะที่ QR Payment จะยังคงเป็นช่องทางที่สะดวกและเข้าถึงง่ายสำหรับธุรกรรมในชีวิตประจำวันต่อไปอีกเป็นเวลานาน
สิ่งที่ร้านค้าควรทำในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสร้างความคุ้นเคยกับการเงินดิจิทัล จะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญสำหรับธุรกิจในระยะยาว
บทสรุป: ร้านค้าควรเตรียมพร้อมอย่างไรกับการเงินดิจิทัลยุคใหม่
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า บาทดิจิทัล มาแทน QR? สแกนจ่ายแบบใหม่กระทบร้านค้ายังไง นั้นชัดเจนว่า ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ เงินบาทดิจิทัลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่ระบบ QR Payment แต่จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญในระบบนิเวศการเงินดิจิทัลของประเทศไทย ร้านค้ายังไม่จำเป็นต้องกังวลว่าระบบที่ใช้อยู่จะถูกยกเลิกไปในเร็ววันนี้
อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเงินบาทดิจิทัลถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางของโลกการเงินในอนาคตที่มุ่งสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับผู้ประกอบการและร้านค้า การเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุดไม่ใช่การรอคอยอย่างเฉยชา แต่คือการเปิดใจเรียนรู้ สร้างความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และประเมินว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นจะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจของตนเองได้อย่างไร
ในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็น QR Code, เงินบาทดิจิทัล หรือนวัตกรรมอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้กับธุรกิจ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวและเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม จะเป็นผู้ที่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล