รายได้ทะลุเพดาน! ถอดรหัสภาษี Digital Nomad
- ประเด็นสำคัญสำหรับ Digital Nomad ในไทย
- ภูมิทัศน์ใหม่ของ Digital Nomad ในประเทศไทย
- สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี: จุดตัดสินภาระหน้าที่ของคุณ
- เจาะลึกโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย
- วีซ่า Digital Nomad (LTR): ทางเลือกใหม่เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- การจัดการรายได้จากต่างประเทศและภาษีซ้อน
- สรุปประเด็นภาษีสำหรับ Digital Nomad ในไทย
- วางแผนภาษีอย่างมืออาชีพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
กระแสการทำงานแบบ Remote Work ได้เปิดโอกาสให้เกิดไลฟ์สไตล์ที่เรียกว่า Digital Nomad ซึ่งสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ในโลก และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม อย่างไรก็ตาม การมีอิสระในการทำงานและการเดินทางมาพร้อมกับความรับผิดชอบด้านภาษีที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีรายได้สูง บทความนี้จะเจาะลึกประเด็นสำคัญเพื่อไขข้อสงสัยในหัวข้อ รายได้ทะลุเพดาน! ถอดรหัสภาษี Digital Nomad โดยอ้างอิงจากกรอบกฎหมายล่าสุด เพื่อให้ผู้ที่ทำงานอิสระและรับรายได้จากต่างประเทศสามารถวางแผนการเงินและปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
ประเด็นสำคัญสำหรับ Digital Nomad ในไทย
- สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี: การพำนักในประเทศไทยเกิน 180 วันต่อปีปฏิทิน จะทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทย ซึ่งมีผลต่อขอบเขตการเสียภาษี
- รายได้จากต่างประเทศ: ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีมีหน้าที่เสียภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ก็ต่อเมื่อมีการนำเงินรายได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยภายในปีปฏิทินเดียวกันกับที่เกิดรายได้
- วีซ่า Digital Nomad (LTR): วีซ่าประเภทใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2568 มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยผู้ถือวีซ่าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราคงที่ 17%
- อัตราภาษีแบบก้าวหน้า: สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้วีซ่า LTR อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นแบบขั้นบันได ตั้งแต่ 0% ถึงสูงสุด 35% สำหรับผู้มีรายได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาทต่อปี
- การปฏิบัติตามกฎหมาย: การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีให้ถูกต้องและตรงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ การละเลยอาจนำไปสู่บทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงค่าปรับและโทษจำคุก
ภูมิทัศน์ใหม่ของ Digital Nomad ในประเทศไทย
การทำงานทางไกล หรือ Remote Work ได้เปลี่ยนวิถีการทำงานทั่วโลก ทำให้กลุ่มคนยุคใหม่ที่เรียกว่า Digital Nomad มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บุคคลเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีในการประกอบอาชีพ ทำให้สามารถเดินทางและทำงานจากที่ใดก็ได้ ประเทศไทยด้วยวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ค่าครองชีพที่สมเหตุสมผล และโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักที่ดึงดูด Digital Nomad จากทั่วทุกมุมโลก อย่างไรก็ตาม การเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทยนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับกฎหมายภาษีอากร ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้าม
ความสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่องภาษีสำหรับ Digital Nomad ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการเปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ หรือ Long-Term Resident (LTR) Visa ในปี 2568 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง รวมถึงกลุ่มผู้ทำงานจากทางไกล (Work-From-Thailand Professional) การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่สร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการพำนักระยะยาว แต่ยังมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ที่รับงานจากต่างประเทศ หรือพนักงานบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจากที่ใดก็ได้ การวางแผนภาษีจึงเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการการเงินและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี: จุดตัดสินภาระหน้าที่ของคุณ
แนวคิดเรื่อง “ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี” (Tax Resident) เป็นหลักการพื้นฐานที่สุดที่ Digital Nomad ทุกคนต้องทำความเข้าใจ เพราะเป็นตัวกำหนดขอบเขตของภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย สถานะดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติ แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศเป็นหลัก
กฎ 180 วัน: ตัวกำหนดสถานะทางภาษี
ตามประมวลรัษฎากรของไทย บุคคลใดก็ตามที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลารวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในหนึ่งปีปฏิทิน (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) จะถูกจัดว่าเป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่” ในประเทศไทยสำหรับปีภาษีนั้น การนับจำนวนวันจะนับรวมกันทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องกัน ตัวอย่างเช่น หากบุคคลหนึ่งเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้งในหนึ่งปี แต่เมื่อนับวันรวมกันแล้วเกิน 180 วัน ก็จะถือว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีทันที
การวางแผนการเดินทางจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง Digital Nomad ที่ไม่ต้องการมีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทย จะต้องบริหารจัดการระยะเวลาพำนักของตนเองไม่ให้เกินเกณฑ์ 180 วันต่อปีปฏิทินอย่างเคร่งครัด
ความแตกต่างทางภาษีระหว่างผู้มีถิ่นที่อยู่และไม่มีถิ่นที่อยู่
สถานะทางภาษีที่แตกต่างกันส่งผลโดยตรงต่อหน้าที่ในการเสียภาษี ดังนี้:
- ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Tax Resident): มีหน้าที่ต้องนำเงินได้จากทั่วโลกมายื่นเสียภาษีในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินได้ที่เกิดจากแหล่งนอกประเทศ (เช่น รายได้จากลูกค้านอกไทย) จะต้องเสียภาษีก็ต่อเมื่อมีการนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีปฏิทินเดียวกันกับที่ได้รับเงินได้นั้น
- ผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Non-Resident): มีหน้าที่เสียภาษีเฉพาะเงินได้ที่เกิดขึ้นจากแหล่งในประเทศไทยเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว รายได้ที่ได้รับจากนายจ้างหรือลูกค้าในต่างประเทศจะไม่ถือเป็นเงินได้จากแหล่งในประเทศ และไม่ต้องนำมาเสียภาษีในไทย แม้จะทำงานจากประเทศไทยก็ตาม
ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจสถานะของตนเองเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการวางแผนภาษี เพื่อให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องและใช้ประโยชน์จากช่องทางที่กฎหมายเปิดให้ได้อย่างเต็มที่
เจาะลึกโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย
เมื่อ Digital Nomad มีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นระบบอัตราก้าวหน้าหรือแบบขั้นบันได หมายความว่ายิ่งมีรายได้สุทธิสูงขึ้น อัตราภาษีที่ต้องชำระในส่วนที่เกินขึ้นมาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
ทำความเข้าใจอัตราภาษีแบบขั้นบันได (0%–35%)
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยแบ่งออกเป็นหลายขั้น โดยคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งคือเงินได้พึงประเมินทั้งหมดหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว อัตราภาษีสำหรับปีภาษีปัจจุบันมีดังนี้:
- เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท: ได้รับการยกเว้นภาษี (อัตรา 0%)
- เงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท: อัตราภาษี 5%
- เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท: อัตราภาษี 10%
- เงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท: อัตราภาษี 15%
- เงินได้สุทธิ 750,001 – 1,000,000 บาท: อัตราภาษี 20%
- เงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท: อัตราภาษี 25%
- เงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท: อัตราภาษี 30%
- เงินได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป: อัตราภาษี 35%
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการคำนวณภาษีจะคิดเป็นขั้นๆ ไม่ได้นำรายได้ทั้งหมดไปคูณกับอัตราสูงสุด เช่น หากมีเงินได้สุทธิ 600,000 บาท จะไม่ได้เสียภาษี 15% ของยอดทั้งหมด แต่จะคำนวณภาษีตามแต่ละขั้นของรายได้
“รายได้ทะลุเพดาน” หมายความว่าอย่างไรสำหรับ Nomad รายได้สูง
คำว่า รายได้ทะลุเพดาน ในบริบทนี้หมายถึง Digital Nomad ที่มีรายได้สูงจนกระทั่งเงินได้สุทธิตกอยู่ในขั้นภาษีสูงสุด คือ 35% ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีเงินได้สุทธิต่อปีเกินกว่า 5,000,000 บาท สำหรับกลุ่มคนทำงานอิสระ หรือฟรีแลนซ์ที่มีความเชี่ยวชาญสูงและรับงานจากลูกค้าต่างประเทศที่มีกำลังจ่ายสูง การมีรายได้ในระดับนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
การต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุดถึง 35% อาจเป็นภาระทางการเงินที่หนักหน่วงและลดทอนความน่าดึงดูดใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของ Digital Nomad ที่มีรายได้สูง ด้วยเหตุนี้ การเกิดขึ้นของวีซ่า LTR และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มาพร้อมกันจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนกลุ่มนี้ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถบริหารจัดการภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
วีซ่า Digital Nomad (LTR): ทางเลือกใหม่เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี
เพื่อตอบสนองต่อกระแสการทำงานทางไกลและดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก รัฐบาลไทยได้ริเริ่มโครงการวีซ่าผู้พำนักระยะยาว หรือ Long-Term Resident (LTR) Visa ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 วีซ่าประเภทนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงกลุ่ม “ผู้ทำงานจากประเทศไทย” (Work-From-Thailand Professional) ซึ่งก็คือ Digital Nomad นั่นเอง จุดเด่นที่สุดของวีซ่านี้คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างจากระบบปกติ
อัตราภาษีคงที่ 17%: เงื่อนไขและข้อดี
ผู้ถือวีซ่า LTR ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด จะได้รับสิทธิพิเศษในการเลือกชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราคงที่ (Flat Rate) ที่ 17% จากเงินได้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานนั้นๆ สิทธินี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ:
- เป็นผู้ถือวีซ่า LTR ประเภทผู้ทำงานจากประเทศไทย
- ทำงานให้กับนายจ้างซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ
- ต้องลงทะเบียนกับกรมสรรพากรเพื่อขอใช้สิทธิ
ข้อดีของการเสียภาษีในอัตรา 17% นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีรายได้สูง เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีแบบขั้นบันไดที่อาจสูงถึง 35% อัตราคงที่ 17% ช่วยลดภาระภาษีลงได้อย่างมาก ทำให้ Digital Nomad สามารถเก็บรายได้ไว้กับตัวได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้สุทธิ 6 ล้านบาทต่อปี หากเสียภาษีตามอัตราปกติ ภาระภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 1,565,000 บาท (อัตราภาษีเฉลี่ยประมาณ 26%) แต่หากใช้สิทธิ LTR จะเสียภาษีเพียง 1,020,000 บาท (17% ของ 6 ล้าน) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่า 5 แสนบาท
ขั้นตอนการขอวีซ่า Digital Nomad LTR
กระบวนการขอวีซ่า LTR นั้นมีความซับซ้อนและต้องใช้การเตรียมเอกสารอย่างรอบคอบ โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้:
- ลงทะเบียนออนไลน์: เริ่มต้นด้วยการลงทะเบียนและยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
- เตรียมเอกสาร: รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อพิสูจน์คุณสมบัติ เช่น หลักฐานการจ้างงานจากบริษัทต่างประเทศ, หลักฐานแสดงรายได้ (ซึ่งต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด), หลักฐานสถานะทางการเงิน, และเอกสารส่วนตัวอื่นๆ
- ชำระค่าธรรมเนียม: ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมในการยื่นขอวีซ่า
- การสัมภาษณ์ (ถ้ามี): ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจร้องขอการสัมภาษณ์เพิ่มเติม
- รับวีซ่า: เมื่อได้รับการอนุมัติ ผู้ยื่นขอจะสามารถดำเนินการรับตราประทับวีซ่าได้
แม้ว่าขั้นตอนจะดูยุ่งยาก แต่ผลตอบแทนในรูปแบบของสิทธิในการพำนักระยะยาวและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้วีซ่า LTR เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับ Digital Nomad ที่วางแผนจะใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยอย่างจริงจัง
การจัดการรายได้จากต่างประเทศและภาษีซ้อน
สำหรับ Digital Nomad ที่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทยแล้ว การจัดการรายได้ที่มาจากต่างประเทศเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา “ภาษีซ้อน” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีรายได้เกี่ยวข้องกับสองประเทศ
กฎการนำเงินเข้าประเทศ: หัวใจสำคัญของการวางแผนภาษี
ดังที่กล่าวไปข้างต้น หลักการสำคัญของกฎหมายภาษีไทยสำหรับผู้มีถิ่นที่อยู่คือ เงินได้จากแหล่งนอกประเทศ จะต้องเสียภาษีในไทยก็ต่อเมื่อถูกนำเข้ามาในปีภาษีเดียวกันกับที่เกิดเงินได้ นี่คือจุดที่เปิดโอกาสให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น หาก Digital Nomad มีรายได้จากลูกค้าในสหรัฐอเมริกาในปี 2568 แต่ไม่ได้โอนเงินจำนวนนั้นเข้ามาในประเทศไทยจนกระทั่งถึงปี 2569 ตามหลักการนี้ รายได้ก้อนดังกล่าวจะไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีในประเทศไทยสำหรับปีภาษี 2568 การบริหารจัดการกระแสเงินสดและการวางแผนโอนเงินข้ามประเทศจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระภาษี อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องทำอย่างรอบคอบและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แน่ใจว่าสอดคล้องกับกฎระเบียบที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง
อนุสัญญาภาษีซ้อน: เครื่องมือลดภาระที่ต้องรู้
ปัญหาภาษีซ้อน (Double Taxation) คือสถานการณ์ที่รายได้ก้อนเดียวกันถูกเก็บภาษีโดยประเทศสองแห่ง เช่น ประเทศที่เกิดรายได้ (Source Country) และประเทศที่ผู้มีเงินได้มีถิ่นที่อยู่ (Residence Country) เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ประเทศไทยได้ทำ “อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน” ไว้กับหลายประเทศทั่วโลก
อนุสัญญาเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าประเทศใดมีสิทธิในการเก็บภาษีจากเงินได้ประเภทต่างๆ และมีกลไกในการบรรเทาภาระภาษี เช่น การให้เครดิตภาษี โดยนำภาษีที่ได้ชำระไปแล้วในต่างประเทศมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระในประเทศไทยได้ Digital Nomad ควรตรวจสอบว่าประเทศที่ตนมีสัญชาติหรือประเทศที่ลูกค้าของตนตั้งอยู่นั้นมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยหรือไม่ และศึกษาเงื่อนไขในอนุสัญญาดังกล่าวเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
สรุปประเด็นภาษีสำหรับ Digital Nomad ในไทย
เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาระภาษีของ Digital Nomad ที่พำนักในประเทศไทยสามารถสรุปได้ในตารางด้านล่างนี้
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| เกณฑ์สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ | พำนักในประเทศไทยรวมกัน 180 วันหรือมากกว่าในหนึ่งปีปฏิทิน |
| ขอบเขตเงินได้ที่ต้องเสียภาษี | เงินได้ทั่วโลก (สำหรับผู้มีถิ่นที่อยู่) แต่รายได้จากต่างประเทศจะเสียภาษีเมื่อนำเข้าในปีเดียวกัน |
| อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | อัตราก้าวหน้า 0% – 35% |
| อัตราภาษีสำหรับผู้ถือวีซ่า LTR | อัตราคงที่ 17% (สำหรับผู้มีคุณสมบัติและทำงานให้บริษัทต่างชาติ) |
| กำหนดยื่นแบบภาษี | ภายใน 31 มีนาคม (แบบกระดาษ), 8 เมษายน (ออนไลน์) ของปีถัดไป |
| บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม | ค่าปรับสูงสุด 200,000 บาท หรือโทษจำคุก |
| อนุสัญญาภาษีซ้อน | มีข้อตกลงกับหลายประเทศเพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน |
วางแผนภาษีอย่างมืออาชีพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
การเป็น Digital Nomad ในประเทศไทยมอบประสบการณ์และโอกาสที่ยอดเยี่ยม แต่ความสำเร็จในระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการด้านการเงินและภาษีอย่างมีความรับผิดชอบ การทำความเข้าใจในหัวข้อ รายได้ทะลุเพดาน! ถอดรหัสภาษี Digital Nomad เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น กฎหมายและข้อบังคับทางภาษีมีความซับซ้อนและอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับรายได้จากต่างประเทศและสถานะการพำนักที่หลากหลาย
การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีไม่เพียงแต่ช่วยหลีกเลี่ยงบทลงโทษที่รุนแรง แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี ซึ่งอาจส่งผลต่อการขอวีซ่าหรือทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคต การมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนและการปฏิบัติตามภาระหน้าที่ทางภาษีอย่างครบถ้วน คือรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยได้อย่างสบายใจและยั่งยืน
เนื่องจากสถานการณ์ของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านสัญชาติ แหล่งที่มาของรายได้ และแผนการพำนักในประเทศไทย การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับกฎหมายภาษีระหว่างประเทศและกฎหมายไทยโดยเฉพาะ จึงเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบที่สุด ที่ปรึกษาสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ส่วนบุคคล ช่วยวางแผนโครงสร้างรายได้และกระแสเงินสดให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางภาษี และสร้างความมั่นใจว่าทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย