‘เงินดิจิทัล 2.0’ มาแน่? ถอดบทเรียนหมื่นแรกสู่ปี 2569
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Digital Wallet กลายเป็นนโยบายสำคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง คำถามที่ว่า ‘เงินดิจิทัล 2.0’ มาแน่? ถอดบทเรียนหมื่นแรกสู่ปี 2569 จึงเป็นประเด็นที่น่าจับตา การทำความเข้าใจบทเรียนจากโครงการระยะแรกและความแตกต่างของนโยบายระยะสั้นกับโครงสร้างพื้นฐานการเงินระยะยาว จะช่วยให้เห็นภาพทิศทางเศรษฐกิจไทยและนโยบายของภาครัฐในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- “เงินดิจิทัล 2.0” คือเฟสต่อเนื่อง: คำนี้หมายถึงแผนการขยายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท โดยมีมติจากคณะรัฐมนตรีให้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายใหม่ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ ไม่ใช่การสร้างสกุลเงินใหม่
- บทเรียนจากเฟสแรกเป็นกุญแจสำคัญ: ความสำเร็จของโครงการในอนาคตขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาที่พบในเฟสแรก ทั้งด้านการสื่อสารเกณฑ์ผู้รับสิทธิ์, อุปสรรคทางเทคนิคในการยืนยันตัวตน (KYC), และการออกแบบเงื่อนไขการใช้จ่ายที่เหมาะสม
- นโยบายแจกเงินแตกต่างจาก CBDC: โครงการ Digital Wallet เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ในขณะที่สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) เป็นโครงการพัฒนาระบบการเงินระยะยาวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีเป้าหมายและโครงสร้างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
- ความท้าทายในอนาคต: การดำเนินนโยบายในเฟสต่อไปต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการบริหารงบประมาณให้คุ้มค่า, การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ, และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
ภาพรวมโครงการเงินดิจิทัล: จากเฟสแรกสู่การต่อยอด
นโยบายการเติมเงินผ่าน Digital Wallet เป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา การดำเนินโครงการในระยะแรกได้สร้างทั้งผลกระทบเชิงบวกและบทเรียนที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาต่อยอดนโยบายในระยะต่อไป
โครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet เฟสแรก
โครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2567 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น รัฐบาลได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายและเงื่อนไขการใช้งานที่เฉพาะเจาะจง เช่น การจำกัดพื้นที่การใช้จ่ายให้อยู่ในเขตอำเภอตามทะเบียนบ้าน และกำหนดระยะเวลาการใช้งาน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ ได้เกิดประเด็นท้าทายหลายประการ ตั้งแต่ความสับสนในเกณฑ์การรับสิทธิ์ไปจนถึงปัญหาทางเทคนิคในการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน
“เงินดิจิทัล 2.0” คืออะไร?
คำว่า “เงินดิจิทัล 2.0” เป็นชื่อที่สื่อมวลชนและสาธารณชนใช้เรียกแผนการดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัลในระยะที่สอง ไม่ใช่การสร้างสกุลเงินดิจิทัลประเภทใหม่แต่อย่างใด จากข้อมูลการประชุมของคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในช่วงปลายปี 2567 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้เดินหน้าโครงการเฟสสอง โดยจะมีการปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
กลุ่มเป้าหมายหลักของ “เงินดิจิทัล 2.0” คือ กลุ่มผู้สูงอายุ (ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป) และอาจรวมถึงกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ โดยยังคงรูปแบบการให้เงิน 10,000 บาท ผ่านระบบ Digital Wallet เช่นเดิม ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์หลายล้านคน ใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาท
แนวคิดเบื้องหลังการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้สูงอายุมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่มีรายได้จำกัดและอาจต้องการกำลังซื้อเพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การดำเนินงานในเฟสนี้จึงจำเป็นต้องนำบทเรียนจากเฟสแรกมาปรับปรุงกระบวนการทั้งหมดให้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ถอดบทเรียนจากโครงการหมื่นแรก: ความท้าทายและโอกาสในการพัฒนา
โครงการเติมเงินดิจิทัลเฟสแรกได้มอบข้อมูลและบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับการออกแบบนโยบายในอนาคต การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจะช่วยให้การดำเนินโครงการเฟสสองเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น
ปัญหาการสื่อสารและเกณฑ์ผู้รับสิทธิ์
หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดของเฟสแรกคือความสับสนเกี่ยวกับเกณฑ์การคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหลายครั้งทำให้ประชาชนเกิดความไม่แน่ใจว่าตนเองเข้าเกณฑ์หรือไม่ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนและไม่ทั่วถึงนำไปสู่ความล่าช้าในการลงทะเบียนและสร้างภาระให้กับหน่วยงานที่ต้องตอบคำถาม สำหรับเฟสต่อไป การกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นและสื่อสารอย่างโปร่งใสผ่านช่องทางที่หลากหลายจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้าใจและลดความวุ่นวาย
อุปสรรคทางเทคนิคและการเข้าถึง
แม้ว่าโครงการจะถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายผ่านช่องทางดิจิทัล แต่ก็พบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล ประสบปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนและการใช้งานแอปพลิเคชัน กระบวนการยืนยันตัวตน (Know Your Customer – KYC) ที่ซับซ้อนก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ แม้จะมีความพยายามสร้างช่องทางสำรอง เช่น การใช้บัตรประชาชนผ่านจุดบริการ แต่การเข้าถึงก็ยังคงเป็นความท้าทาย ดังนั้น ในเฟสที่มุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุ การออกแบบระบบที่ใช้งานง่ายและมีช่องทางการช่วยเหลือที่เข้าถึงได้จริงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
เงื่อนไขการใช้จ่ายและผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น
การกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่าย เช่น การจำกัดพื้นที่และระยะเวลา มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนให้เกิดผลสูงสุด อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นธรรมและประสิทธิภาพที่แท้จริง ประชาชนบางส่วนอาจไม่สะดวกในการใช้จ่ายภายในพื้นที่ที่กำหนด ขณะที่ร้านค้าบางประเภทอาจไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร การออกแบบเงื่อนไขในเฟสต่อไปจึงต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมกับความสะดวกในการใช้ชีวิตของประชาชนผู้รับสิทธิ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย
เงินดิจิทัลจากรัฐบาล แตกต่างจาก CBDC ของธนาคารกลางอย่างไร?
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ โครงการเติมเงิน Digital Wallet ของรัฐบาลนั้นเป็นคนละเรื่องกับ สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency – CBDC) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำการศึกษาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ภายใต้ชื่อโครงการอินทนนท์ ความแตกต่างที่สำคัญสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
| มิติการเปรียบเทียบ | โครงการ Digital Wallet (เงินดิจิทัล 10000) | สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและสภาพคล่องในระบบ | การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบชำระเงิน |
| ลักษณะ | การเติมวงเงิน (Top-up) เข้าสู่แอปพลิเคชัน Wallet ที่มีอยู่ | รูปแบบใหม่ของเงินที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง มีสถานะเทียบเท่าเงินสด (ธนบัตร) |
| กรอบระยะเวลา | มีระยะเวลาจำกัดในการใช้จ่าย เป็นโครงการเฉพาะกิจ | ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ไม่มีวันหมดอายุ เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงิน |
| ผู้ออกและบริหาร | รัฐบาล (ผ่านกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) | ธนาคารกลาง (ธนาคารแห่งประเทศไทย) |
| ผลกระทบต่อการเงินส่วนบุคคล | เพิ่มกำลังซื้อชั่วคราวตามวงเงินที่ได้รับ | อาจเปลี่ยนวิธีการถือครองเงินและการทำธุรกรรมในอนาคต เช่น การมีบัญชีโดยตรงกับธนาคารกลาง |
โดยสรุป โครงการ Digital Wallet ของรัฐบาลเป็นเครื่องมือนโยบายการคลังเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ในขณะที่ CBDC เป็นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน ซึ่งจะมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ทิศทางนโยบายและความท้าทายในอนาคต
การเดินหน้าโครงการ “เงินดิจิทัล 2.0” และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตจะต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงปฏิบัติหลายประการ ซึ่งต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมเป็นหัวใจของนโยบาย การมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้สูงอายุในเฟสที่สองอาจช่วยให้ความช่วยเหลือตรงจุดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องมีเกณฑ์การคัดกรองที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตกหล่นหรือการให้สิทธิ์ซ้ำซ้อน การใช้ฐานข้อมูลภาครัฐที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุตัวตนผู้รับสิทธิ์ได้
การบริหารงบประมาณและความคุ้มค่า
โครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมหาศาลเช่นนี้ย่อมมาพร้อมกับคำถามถึงความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องสามารถชี้แจงแหล่งที่มาของงบประมาณและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม การวัดผลไม่ควรจำกัดอยู่แค่ตัวเลขการใช้จ่าย แต่ควรรวมถึงผลกระทบต่อการจ้างงาน การเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก และการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย
ความปลอดภัยของข้อมูลและระบบ
เมื่อมีการทำธุรกรรมดิจิทัลในระดับชาติ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและการป้องกันการฉ้อโกงคือสิ่งสำคัญสูงสุด ระบบจะต้องมีความเสถียร สามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก และมีมาตรการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่รัดกุม การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าข้อมูลของพวกเขาจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยเป็นปัจจัยที่จะทำให้โครงการได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จ
สรุปและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยสู่ปี 2569
จากบทเรียนของโครงการเติมเงินดิจิทัลเฟสแรก สู่การวางแผน “เงินดิจิทัล 2.0” ที่มุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การจะก้าวไปสู่ปี 2569 ได้อย่างมั่นคงนั้น การออกแบบนโยบายต้องอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีให้ใช้งานง่ายและทั่วถึง การสื่อสารที่โปร่งใส และการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะเดียวกัน การแยกแยะระหว่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นกับโครงการพัฒนาระบบการเงินระยะยาวอย่าง CBDC เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างถูกต้อง การเตรียมความพร้อมรับมือกับนโยบายภาครัฐและการวางแผนการเงินส่วนบุคคลอย่างรอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับประชาชนในการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป