Home » ด่วน! รัฐบาลเก็บภาษีเงินดิจิทัลย้อนหลังแล้ว

ด่วน! รัฐบาลเก็บภาษีเงินดิจิทัลย้อนหลังแล้ว

สารบัญ

ประเด็นข่าว ด่วน! รัฐบาลเก็บภาษีเงินดิจิทัลย้อนหลังแล้ว ได้สร้างความตื่นตัวและคำถามมากมายในกลุ่มผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วประเทศ การประกาศนโยบายใหม่จากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสรรพากร ได้ก่อให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกฎหมายใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์และการบังคับใช้กฎหมายเดิมกับรายได้ที่เกิดขึ้นในอดีต บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายภาษีเงินดิจิทัลฉบับใหม่

  • การยกเว้นภาษีกำไร 5 ปี: รัฐบาลได้ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
  • การบังคับใช้ย้อนหลัง: นโยบายใหม่นี้ให้มีผลย้อนหลังครอบคลุมรายได้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันประกาศ แต่เป็นการยืนยันว่ารายได้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 กันยายน 2568 ยังคงต้องเสียภาษีภายใต้ประมวลรัษฎากรฉบับเดิม
  • กฎหมายภาษีเดิมยังคงมีผล: ก่อนการประกาศกฎกระทรวงใหม่ รายได้หรือผลประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
  • วัตถุประสงค์ของนโยบาย: การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีสำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในอดีต ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมนวัตกรรมและระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

เบื้องหลังและเหตุผลของนโยบายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล

เบื้องหลังและเหตุผลของนโยบายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล

การประกาศเกี่ยวกับภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งนี้เป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของนโยบายรัฐบาลไทยที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการคลังประเทศ การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดรายได้จำนวนมหาศาลซึ่งจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ทางภาษีที่ชัดเจนมารองรับ

บริบทความสำคัญของกฎหมายภาษีฉบับใหม่

การออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่ยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเวลา 5 ปี ถือเป็นสัญญาณบวกที่รัฐบาลส่งไปยังนักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ มาตรการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อลดภาระและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ อย่างไรก็ตาม การประกาศนี้มาพร้อมกับการเน้นย้ำถึงภาระหน้าที่ทางภาษีสำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดประเด็นเรื่อง “ภาษีย้อนหลัง” ขึ้น

กรมสรรพากรได้ชี้แจงว่า การดำเนินการนี้ไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่เพื่อเก็บภาษีย้อนหลัง แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว (ประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2561) ให้ครอบคลุมรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กฎหมายดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้อยู่ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับผู้เสียภาษีประเภทอื่นๆ และป้องกันไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศครั้งนี้

กลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายนี้ คือ ผู้ที่มีรายได้หรือผลประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภทก่อนวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งรวมถึง:

  • นักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่: ผู้ที่ซื้อขาย (เทรด) คริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลและมีกำไรส่วนต่าง (Capital Gains)
  • ผู้ขุด (Miners): ผู้ที่ได้รับเหรียญดิจิทัลเป็นรางวัลจากการยืนยันธุรกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชน
  • ผู้ได้รับผลตอบแทนจากการ Staking หรือ Farming: ผู้ที่นำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากไว้ในระบบเพื่อรับผลตอบแทน
  • ผู้ที่ได้รับ Airdrops: ผู้ที่ได้รับเหรียญหรือโทเคนฟรีจากการเข้าร่วมกิจกรรมหรือเป็นผู้ถือเหรียญเดิม

บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่ต้องประเมินรายได้ของตนเองในช่วงเวลาดังกล่าวย้อนหลัง และปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่บังคับใช้ในขณะนั้นให้ถูกต้องครบถ้วน

เจาะลึกกฎหมายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล: เก่าปะทะใหม่

เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันอย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องเปรียบเทียบข้อกำหนดของกฎหมายภาษีฉบับเก่าและกฎกระทรวงฉบับใหม่อย่างชัดเจน

ภาพรวมกฎหมายภาษีเดิม: ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%

ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้อง กำไรหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับจากการถือครองหรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ถูกจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีข้อกำหนดสำคัญดังนี้:

  • การหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax): ผู้จ่ายเงินได้ (เช่น ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Exchange) มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของกำไรที่เกิดขึ้น และนำส่งให้กรมสรรพากร
  • การยื่นภาษีประจำปี: ผู้มีเงินได้ยังคงมีหน้าที่ต้องนำกำไรส่วนนี้ไปรวมคำนวณเป็นเงินได้สุทธิเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ประจำปี โดยสามารถนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมาเครดิตภาษีได้
  • ขอบเขตของรายได้: ครอบคลุมทั้งกำไรจากการขาย, ส่วนแบ่งกำไร, ผลประโยชน์จากการถือครอง (เช่น ดอกเบี้ยจาก DeFi) และผลประโยชน์อื่นใดที่ตีราคาเป็นเงินได้

แม้ว่าในทางปฏิบัติ การหักภาษี ณ ที่จ่ายอาจมีความซับซ้อนและไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในทุกกรณี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าภาระภาษีของผู้มีเงินได้จะสิ้นสุดลง กฎหมายยังคงกำหนดให้บุคคลนั้นต้องสำแดงรายได้ส่วนนี้ด้วยตนเอง

กฎกระทรวงฉบับใหม่: ยกเว้นภาษีกำไร 5 ปีและเงื่อนไข

กฎกระทรวงที่ประกาศเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางภาษีของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสาระสำคัญคือ:

  • การยกเว้นภาษีเงินได้: กำไรที่เกิดจากการโอน (ขาย) คริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ระยะเวลา: การยกเว้นนี้มีผลเป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้
  • เงื่อนไข: การโอนนั้นต้องกระทำผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของประเทศไทย

มาตรการนี้มุ่งหวังให้ตลาดทุนดิจิทัลของไทยมีความน่าสนใจและแข่งขันได้ในระดับสากลมากขึ้น ดึงดูดเงินทุนและส่งเสริมให้เกิดสภาพคล่องในระบบนิเวศของกระเป๋าเงินดิจิทัลและแพลตฟอร์มต่างๆ ภายในประเทศ

ความหมายที่แท้จริงของ “การบังคับใช้ย้อนหลัง”

คำว่า “การบังคับใช้ย้อนหลัง” ในบริบทนี้สร้างความเข้าใจผิดได้ง่าย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การนำกฎหมายยกเว้นภาษีฉบับใหม่ไปบังคับใช้กับอดีต แต่เป็นการที่รัฐบาลใช้โอกาสในการประกาศนโยบายใหม่นี้เพื่อสื่อสารอย่างชัดเจนว่า ภาระภาษีตามกฎหมายเดิมที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 กันยายน 2568 ยังคงต้องได้รับการปฏิบัติให้ถูกต้อง

เปรียบเสมือนการ “ขีดเส้น” แบ่งช่วงเวลา โดยรายได้ที่เกิดขึ้นก่อนเส้นนี้ต้องปฏิบัติตามกฎเก่า ส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นหลังเส้นนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎใหม่ การดำเนินการนี้จึงเป็นการยืนยันหลักการทางกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันการละเลยหน้าที่ทางภาษีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร

แม้กฎหมายใหม่จะมอบสิทธิประโยชน์ในอนาคต แต่ภาระผูกพันทางภาษีที่เกิดขึ้นในอดีตยังคงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของความเสมอภาคในระบบภาษี

เปรียบเทียบข้อกำหนดทางภาษีสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล

ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดทางภาษีสำหรับกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างกฎหมายเดิมและกฎกระทรวงฉบับใหม่
ประเด็น กฎหมายภาษีเดิม (ก่อน 5 ก.ย. 2568) กฎกระทรวงฉบับใหม่ (ตั้งแต่ 5 ก.ย. 2568)
สถานะของกำไร ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ไม่มี (เนื่องจากได้รับการยกเว้น)
การยื่นภาษีประจำปี ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ต้องนำกำไรส่วนที่ได้รับการยกเว้นไปรวมคำนวณ
วัตถุประสงค์หลัก เพื่อจัดเก็บรายได้เข้ารัฐตามหลักการของประมวลรัษฎากร เพื่อส่งเสริมการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ลงทุนและผู้มีรายได้

จากการเปลี่ยนแปลงและข้อกำหนดที่ชัดเจนขึ้นนี้ ผู้ที่มีรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องทบทวนและวางแผนการจัดการภาษีของตนเองอย่างรอบคอบ

ใครบ้างที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีย้อนหลัง?

บุคคลใดก็ตามที่มีกำไรหรือผลประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 กันยายน 2568 และยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับรายได้ส่วนนั้น หรือยื่นไม่ครบถ้วน ถือว่าอยู่ในข่ายที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายภาษีเดิม กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมผ่านความร่วมมือกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศได้ ดังนั้นการเพิกเฉยอาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบและประเมินภาษีเพิ่มเติมในภายหลัง

ขั้นตอนการเตรียมข้อมูลและยื่นภาษี

สำหรับผู้ที่ต้องดำเนินการยื่นภาษีเพิ่มเติมหรือยื่นย้อนหลัง ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้:

  1. รวบรวมประวัติธุรกรรม: ดาวน์โหลดหรือขอข้อมูลประวัติการซื้อ-ขาย-โอน สินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดจากทุก Exchange ที่ใช้งานในช่วงเวลาก่อน 5 ก.ย. 2568
  2. คำนวณต้นทุนและกำไร: คำนวณกำไรขาดทุนจากการขายแต่ละรายการ โดยใช้วิธีการคำนวณต้นทุนที่กรมสรรพากรยอมรับ เช่น วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (FIFO) หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost)
  3. สรุปยอดเงินได้สุทธิ: รวมกำไรทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีภาษีนั้นๆ เพื่อให้ได้ยอดเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปยื่น
  4. ยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม: ดำเนินการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90/91 เพิ่มเติมสำหรับปีภาษีที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมสรรพากรหรือที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
  5. ชำระภาษีและเงินเพิ่ม (ถ้ามี): ชำระภาษีที่คำนวณได้พร้อมกับเงินเพิ่ม (หากเป็นการยื่นล่าช้ากว่ากำหนด) ตามที่กฎหมายกำหนด

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือที่ปรึกษาทางการเงินเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าการคำนวณและการยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและครบถ้วน

บทลงโทษและเบี้ยปรับกรณีไม่ปฏิบัติตาม

กรณีที่ผู้มีเงินได้ละเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการ หรือยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อาจต้องรับผิดตามประมวลรัษฎากร ซึ่งประกอบด้วย:

  • เบี้ยปรับ: อาจสูงถึง 1-2 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  • เงินเพิ่ม: คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดการยื่นแบบ
  • โทษทางอาญา: ในกรณีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอย่างร้ายแรง อาจมีโทษจำคุกตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น การดำเนินการให้ถูกต้องจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหาและความรับผิดที่อาจตามมาในอนาคต

บทสรุปและทิศทางอนาคตของภาษีเงินดิจิทัลในไทย

ข่าว ด่วน! รัฐบาลเก็บภาษีเงินดิจิทัลย้อนหลังแล้ว เป็นการสื่อสารที่ชัดเจนจากภาครัฐถึงแนวทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล แม้ว่าการยกเว้นภาษีกำไรเป็นเวลา 5 ปีจะเป็นมาตรการที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต แต่การบังคับใช้กฎหมายเดิมกับรายได้ในอดีตก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพื่อรักษาหลักความเสมอภาคและความเป็นธรรมในระบบภาษีของประเทศ

นโยบายรัฐบาลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับตัวให้ทันต่อโลกการเงินยุคใหม่ โดยสร้างกรอบกติกาที่ชัดเจนขึ้นสำหรับทั้งผู้ลงทุนและผู้ประกอบการ ทิศทางในอนาคตคาดว่าจะมีการพัฒนากฎเกณฑ์ที่ละเอียดและรัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัลประเภทอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในข้อกฎหมายอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ผู้มีรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลควรตรวจสอบประวัติธุรกรรมของตนเองและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความถูกต้องและครบถ้วนในการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจในการลงทุนระยะยาวในโลกเศรษฐกิจดิจิทัล