ใช้เงินแก้เครียด? รู้จัก ‘Doom Spending’ เทรนด์ใหม่คนไทย
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและข่าวสารที่น่ากังวล พฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อรับมือกับความเครียดกำลังกลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในสังคมไทย ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า ‘Doom Spending’ ซึ่งสะท้อนถึงการใช้เงินเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจชั่วคราว แต่กลับอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพการเงินในระยะยาว
ภาพรวมของ Doom Spending
- นิยาม: Doom Spending คือการใช้จ่ายเงินเพื่อบรรเทาความเครียด ความวิตกกังวล หรือความรู้สึกสิ้นหวังที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ข่าวร้าย สภาพเศรษฐกิจ หรือความไม่แน่นอนในอนาคต
- สาเหตุหลัก: พฤติกรรมนี้ถูกกระตุ้นโดยสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาระหนี้สินครัวเรือนที่สูง และความรู้สึกว่าการวางแผนการเงินระยะยาวเป็นเรื่องไกลตัว
- ผลกระทบ: แม้จะให้ความสุขชั่วขณะ แต่การใช้เงินแก้เครียดโดยขาดการควบคุมสามารถนำไปสู่ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ทำลายวินัยทางการเงิน และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในระยะยาว
- กลุ่มเสี่ยง: คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับพฤติกรรมนี้มากกว่า เนื่องจากเติบโตมาในยุคแห่งความผันผวนและแรงกดดันทางสังคมออนไลน์
- แนวทางแก้ไข: การตระหนักรู้ในพฤติกรรมของตนเอง การวางแผนการเงินที่ชัดเจน และการหาวิธีจัดการความเครียดที่ยั่งยืน เป็นกุญแจสำคัญในการก้าวข้ามวังวนของ Doom Spending
พฤติกรรมการ ใช้เงินแก้เครียด? รู้จัก ‘Doom Spending’ เทรนด์ใหม่คนไทย กำลังเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความกดดันทางเศรษฐกิจ สังคม หรือข่าวสารเชิงลบที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อความรู้สึกสิ้นหวังและวิตกกังวล ด้วยการหันไปหาการใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขและความพึงพอใจในระยะสั้น ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นทางออกที่ง่ายดาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินในอนาคต
บทความนี้จะพาไปสำรวจแนวคิดของ Doom Spending อย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมายและลักษณะเฉพาะ ไปจนถึงสาเหตุที่ผลักดันให้พฤติกรรมนี้แพร่หลายในสังคมไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบทั้งในด้านการเงินและจิตใจ ตลอดจนนำเสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อจัดการและก้าวออกจากวงจรดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพจิตที่ดีอย่างยั่งยืน
เจาะลึก ‘Doom Spending’: มันคืออะไรกันแน่?
เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องแยกแยะและนิยามให้ชัดเจนว่า Doom Spending คืออะไร และมีความแตกต่างจากการใช้จ่ายเพื่อบำบัดจิตใจในรูปแบบอื่นอย่างไร
นิยามและลักษณะเฉพาะของ Doom Spending
Doom Spending หรือที่อาจแปลตรงตัวได้ว่า “การใช้จ่ายในยามสิ้นหวัง” คือพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการในสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดยตรง แต่เกิดจากแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์เพื่อรับมือกับความรู้สึกเชิงลบ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัว หรือความรู้สึกหมดหนทางต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต ลักษณะสำคัญของพฤติกรรมนี้ ได้แก่:
- เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน: การตัดสินใจซื้อไม่ได้มาจากการวางแผนล่วงหน้า แต่มักเป็นการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์ในขณะนั้น
- มุ่งเน้นความสุขชั่วขณะ: เป้าหมายหลักคือการได้รับความพึงพอใจในทันที เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความรู้สึกไม่สบายใจ
- ขาดการไตร่ตรอง: ผู้ที่มีพฤติกรรมนี้มักจะมองข้ามผลกระทบทางการเงินในระยะยาว และให้ความสำคัญกับความรู้สึกดีในปัจจุบันมากกว่า
- อาจเป็นการซื้อของฟุ่มเฟือย: บ่อยครั้งที่การใช้จ่ายในลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ไม่จำเป็น หรือมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อ “ให้รางวัล” หรือ “ปลอบใจ” ตัวเอง
- ตามมาด้วยความรู้สึกผิด: หลังจากความสุขชั่วขณะจางหายไป ความรู้สึกผิดหรือเสียใจต่อการใช้จ่ายนั้นมักจะตามมา ซึ่งอาจนำไปสู่ความเครียดที่มากขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายซ้ำอีกเป็นวงจร
Doom Spending ไม่ใช่แค่การช้อปปิ้งเพื่อคลายเครียด แต่เป็นกลไกการป้องกันตัวเองทางจิตใจ (Coping Mechanism) ที่ใช้การบริโภคเป็นเครื่องมือในการจัดการกับความรู้สึกท่วมท้นจากโลกภายนอกที่ดูเหมือนจะควบคุมไม่ได้
ความแตกต่างระหว่าง Doom Spending กับ Retail Therapy ทั่วไป
แม้ว่าทั้งสองพฤติกรรมจะเกี่ยวข้องกับการซื้อของเพื่อทำให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญ การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้สามารถประเมินพฤติกรรมของตนเองได้ดีขึ้น
| คุณลักษณะ | Retail Therapy (การบำบัดด้วยการซื้อของ) | Doom Spending (การใช้จ่ายในยามสิ้นหวัง) |
|---|---|---|
| แรงจูงใจ | เพื่อให้รางวัลตัวเองในโอกาสพิเศษ หรือผ่อนคลายความเครียดเล็กน้อยเป็นครั้งคราว | เพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกสิ้นหวัง วิตกกังวลอย่างรุนแรงต่ออนาคตและสภาวะเศรษฐกิจ |
| การวางแผน | อาจมีการวางแผนหรืออยู่ในงบประมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้า | เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่มีการวางแผน และมักจะเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ |
| ระดับการควบคุม | ยังสามารถควบคุมได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะการเงินโดยรวม | ควบคุมได้ยากหรือควบคุมไม่ได้เลย นำไปสู่ปัญหาหนี้สินและกระทบการเงินระยะยาว |
| อารมณ์หลังการซื้อ | รู้สึกมีความสุข พึงพอใจ และได้รับของที่ต้องการ | รู้สึกดีเพียงชั่วครู่ แล้วตามมาด้วยความรู้สึกผิด กังวล และเสียใจ |
| ความถี่ | เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่บ่อย | เกิดขึ้นบ่อยครั้งและอาจกลายเป็นนิสัยที่ทำซ้ำๆ เมื่อรู้สึกเครียด |
สาเหตุที่ผลักดันให้คนไทยเข้าสู่วังวนการใช้เงินแก้เครียด
ปรากฏการณ์ Doom Spending ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มา แต่เป็นผลพวงจากปัจจัยซับซ้อนหลายมิติ ทั้งในระดับมหภาคและระดับปัจเจกบุคคล
ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมในบริบทไทย
สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
- การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว: เมื่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่เติบโตเท่าที่ควร โอกาสในการทำงานและการเพิ่มขึ้นของรายได้จึงมีจำกัด ทำให้หลายคนรู้สึกว่าอนาคตทางการเงินของตนเองไม่มั่นคง
- ภาระหนี้ครัวเรือนสูง: ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ซึ่งหมายความว่าคนจำนวนมากมีภาระผูกพันทางการเงินที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินเหลือเก็บน้อยและรู้สึกกดดันอยู่เสมอ
- รายได้ที่ไม่เติบโตตามค่าครองชีพ: ในขณะที่ราคาสินค้าและบริการต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (เงินเฟ้อ) แต่รายได้ของคนส่วนใหญ่กลับไม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ทันกัน ทำให้กำลังซื้อที่แท้จริงลดลง และรู้สึกว่าการสร้างฐานะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
- ความเหลื่อมล้ำทางสังคม: ภาพความสำเร็จและความมั่งคั่งที่เห็นได้ทั่วไปในสังคม ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและรู้สึกด้อยค่า เมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ การใช้จ่ายเพื่อซื้อ “สัญลักษณ์ของความสำเร็จ” จึงเป็นทางลัดในการเยียวยาความรู้สึกดังกล่าว
จิตวิทยาเบื้องหลัง: ทำไมการช้อปปิ้งถึงช่วยให้รู้สึกดีขึ้น (ชั่วคราว)
นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกแล้ว จิตวิทยาการเงิน (Financial Psychology) ก็มีบทบาทสำคัญในการอธิบายว่าทำไมการใช้จ่ายจึงกลายเป็นเครื่องมือรับมือกับความเครียด
- การหลั่งสารโดพามีน (Dopamine): กระบวนการตั้งแต่การค้นหาสินค้า การตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงการรอรับของ สามารถกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความสุขและความพึงพอใจ ทำให้เกิดความรู้สึกดีในทันที
- การชดเชยความรู้สึกขาดการควบคุม: ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจซื้อของเป็นสิ่งหนึ่งที่บุคคลสามารถควบคุมได้ด้วยตนเอง การได้เลือกและเป็นเจ้าของบางสิ่งบางอย่างช่วยฟื้นฟูความรู้สึกมีอำนาจในการควบคุมชีวิตกลับคืนมา แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
- การหลีกหนีจากความเป็นจริง (Escapism): การจดจ่ออยู่กับการเลือกซื้อสินค้าช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาหรือความกังวลที่กำลังเผชิญอยู่ เปรียบเสมือนการ “หยุดพัก” จากความเครียดชั่วขณะ