มาแล้ว! ‘Easy E-Receipt 2’ ช้อปลดหย่อนภาษี 50,000 บาท
- ภาพรวมมาตรการ Easy E-Receipt 2
- เจาะลึก Easy E-Receipt 2 คืออะไร
- เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีสูงสุด 50,000 บาท
- ทำความเข้าใจ e-Tax Invoice และ e-Receipt
- ขั้นตอนและระยะเวลาการใช้สิทธิ์
- คำนวณเงินคืนภาษี: ลดหย่อน 50,000 บาทได้คืนเท่าไหร่?
- สินค้าและบริการที่ไม่เข้าร่วมมาตรการ
- สรุป: เตรียมพร้อมช้อปเพื่ออนาคตทางภาษี
คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ในช่วงต้นปี 2568 ด้วยโครงการ มาแล้ว! ‘Easy E-Receipt 2’ ช้อปลดหย่อนภาษี 50,000 บาท ซึ่งเป็นมาตรการที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศสูงสุดถึง 50,000 บาท โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้เสียภาษีที่กำลังวางแผนการใช้จ่ายในช่วงดังกล่าว
ภาพรวมมาตรการ Easy E-Receipt 2
เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของโครงการได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปประเด็นสำคัญของมาตรการ Easy E-Receipt 2 ได้ดังนี้:
- วงเงินลดหย่อนสูงสุด: ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการมาลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อคน
- เงื่อนไขหลักฐาน: การใช้จ่ายต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เท่านั้น
- ระยะเวลาโครงการ: สามารถใช้สิทธิ์ได้สำหรับการซื้อสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568
- โครงสร้างการลดหย่อน: แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การซื้อสินค้าทั่วไปสูงสุด 30,000 บาท และการซื้อสินค้า OTOP หรือจากวิสาหกิจชุมชน/เพื่อสังคม เพิ่มอีก 20,000 บาท
- ผู้ได้รับสิทธิ์: สงวนสิทธิ์สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น
เจาะลึก Easy E-Receipt 2 คืออะไร
มาตรการ Easy E-Receipt 2 หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็นโครงการ ช้อปดีมีคืน ในรูปแบบใหม่ เป็นนโยบายภาครัฐที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยอาศัยกลไกทางภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด การกลับมาของมาตรการในครั้งนี้ยังคงเน้นย้ำความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล โดยกำหนดให้การใช้สิทธิ์ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีหรือใบรับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบายรัฐบาลดิจิทัลและเพิ่มความโปร่งใสในระบบภาษีของประเทศ
วัตถุประสงค์หลักของมาตรการ
โครงการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การลดภาระภาษีให้แก่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีวัตถุประสงค์เชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการ ดังนี้
- กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ: เป้าหมายหลักคือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการบริโภคของภาคประชาชน โดยเฉพาะการจับจ่ายใช้สอยกับผู้ประกอบการรายย่อยและสินค้าชุมชน
- ส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์: เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายหันมาใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้กระดาษ ลดต้นทุน และทำให้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
- สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น: การออกแบบโครงสร้างลดหย่อนที่ให้สิทธิ์เพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้า OTOP, สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากโดยตรง
- เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ: เมื่อประชาชนมีการจับจ่ายมากขึ้น ผู้ประกอบการจะมีรายได้และสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น ส่งผลดีต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวม
ใครคือผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ
ผู้ที่มีสิทธิ์ในการนำค่าใช้จ่ายจากโครงการ Easy E-Receipt 2 ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้นั้น จะต้องเป็น ผู้มีเงินได้และมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งจะทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในช่วงต้นปี 2569 โดยไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือเป็นชาวต่างชาติที่ทำงานและมีรายได้ในประเทศไทย หากเข้าเกณฑ์เป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้เช่นกัน
เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีสูงสุด 50,000 บาท
หัวใจสำคัญของมาตรการนี้คือวงเงินลดหย่อนที่สูงถึง 50,000 บาท แต่การจะใช้สิทธิ์ให้ได้เต็มเพดานนั้นจำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ให้ชัดเจน ซึ่งมีความแตกต่างจากการลดหย่อนภาษีในโครงการก่อน ๆ เล็กน้อย
โครงสร้างการลดหย่อนแบบสองส่วน
วงเงิน 50,000 บาท ไม่ได้มาจากการซื้อสินค้าประเภทใดก็ได้รวมกัน แต่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ซึ่งผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิ์ได้ทั้งสองส่วนรวมกัน หรือเลือกใช้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับการวางแผนใช้จ่ายของแต่ละบุคคล
ส่วนที่ 1: การซื้อสินค้าและบริการทั่วไป (30,000 บาท)
ในส่วนแรกนี้ เป็นวงเงินสำหรับการซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป (e-Tax Invoice) ได้ หรือจากผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ผู้จดทะเบียน VAT แต่สามารถออกใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ผ่านระบบของกรมสรรพากรได้ วงเงินในส่วนนี้มีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 30,000 บาท
ส่วนที่ 2: การสนับสนุนสินค้าชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม (20,000 บาท)
ส่วนที่สองเป็นวงเงินเพิ่มเติมอีก 20,000 บาท ซึ่งแยกออกมาต่างหาก เพื่อส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการจากกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยเฉพาะ ได้แก่:
- สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP): ต้องเป็นสินค้า OTOP ที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว
- สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชน: ต้องเป็นวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร
- สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคม: ต้องเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.)
การใช้จ่ายในส่วนนี้ยังคงต้องมีหลักฐานเป็น e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เช่นเดียวกัน
| ประเภทการลดหย่อน | วงเงินสูงสุด | เงื่อนไขหลัก |
|---|---|---|
| ส่วนที่ 1: สินค้าและบริการทั่วไป | 30,000 บาท | ซื้อจากผู้ประกอบการที่ออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ได้ |
| ส่วนที่ 2: สินค้าชุมชน/วิสาหกิจ | 20,000 บาท | ซื้อสินค้า OTOP, จากวิสาหกิจชุมชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียน และต้องมี e-Tax Invoice หรือ e-Receipt |
ทำความเข้าใจ e-Tax Invoice และ e-Receipt
เอกสารหลักฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับโครงการนี้คือ e-Tax Invoice และ e-Receipt การทำความเข้าใจเอกสารทั้งสองประเภทจะช่วยให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างถูกต้องและไม่เกิดปัญหาในขั้นตอนการยื่นภาษี
นิยามและความสำคัญ
e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) คือ ใบกำกับภาษีที่จัดทำขึ้นในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และมีการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อรับรองความถูกต้องของเอกสาร โดยข้อมูลจะถูกส่งไปยังระบบของกรมสรรพากรโดยตรง ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูงและตรวจสอบได้
e-Receipt (ใบรับอิเล็กทรอนิกส์) คือ ใบรับที่ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจัดทำให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีกระบวนการและมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกับ e-Tax Invoice
ข้อแตกต่างจากใบกำกับภาษีแบบกระดาษ
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือรูปแบบของเอกสาร โดย e-Tax Invoice และ e-Receipt จะอยู่ในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล (เช่น PDF) ที่ส่งให้ทางอีเมล หรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ซึ่งมีข้อดีกว่ารูปแบบกระดาษดังนี้:
- ความสะดวกในการจัดเก็บ: ลดความเสี่ยงในการทำเอกสารสูญหายหรือชำรุด สามารถจัดเก็บในคอมพิวเตอร์หรือคลาวด์ได้ง่าย
- การตรวจสอบที่รวดเร็ว: กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลได้ทันที ทำให้กระบวนการคืนภาษีอาจรวดเร็วยิ่งขึ้น
- ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ: การลงลายมือชื่อดิจิทัลช่วยป้องกันการปลอมแปลงเอกสารได้เป็นอย่างดี
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ลดการใช้กระดาษและทรัพยากรในการพิมพ์และจัดส่ง
วิธีสังเกตร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ประกอบการรายนั้นสามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ได้ โดยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น:
- สังเกตสัญลักษณ์หรือป้ายประชาสัมพันธ์ของโครงการ ณ จุดขาย
- สอบถามพนักงานขายโดยตรงก่อนชำระเงิน
- ตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Tax Invoice ได้จากเว็บไซต์ของกรมสรรพากรหรือบริษัทที่ให้บริการระบบ
ขั้นตอนและระยะเวลาการใช้สิทธิ์
การวางแผนที่ดีเป็นกุญแจสำคัญในการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด การทราบกรอบเวลาและขั้นตอนที่ชัดเจนจะช่วยให้ไม่พลาดโอกาสสำคัญนี้ไป
กรอบเวลสำคัญที่ต้องจำ
ระยะเวลาสำหรับการซื้อสินค้าและบริการเพื่อนำมาใช้สิทธิ์ในโครงการ Easy E-Receipt 2 คือ ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เท่านั้น การใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนหรือหลังช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการนี้ได้
การเตรียมตัวและเก็บหลักฐาน
เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการในช่วงเวลาที่กำหนดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อใช้ในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2568 ในช่วงต้นปี 2569
- แจ้งความประสงค์: ขณะชำระเงิน ให้แจ้งแก่ผู้ขายว่าต้องการ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt แบบเต็มรูป
- ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง: ต้องให้ข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้องครบถ้วนแก่ร้านค้า ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขบัตรประชาชน 13 หลัก)
- รับและจัดเก็บเอกสาร: ผู้ขายจะส่งไฟล์เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ทางอีเมลหรือช่องทางอื่นที่ตกลงกัน ควรสร้างโฟลเดอร์สำหรับจัดเก็บไฟล์เหล่านี้โดยเฉพาะเพื่อป้องกันการสูญหายหรือสับสน
- ยื่นภาษี: เมื่อถึงกำหนดยื่นภาษี (ประมาณเดือนมกราคม-มีนาคม 2569) ให้นำยอดค่าใช้จ่ายรวมที่ได้รวบรวมไว้ไปกรอกในช่องรายการลดหย่อนของแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. 90/91
คำนวณเงินคืนภาษี: ลดหย่อน 50,000 บาทได้คืนเท่าไหร่?
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการลดหย่อน 50,000 บาท หมายถึงการได้รับเงินคืน 50,000 บาท ซึ่งไม่เป็นความจริง ในความเป็นจริงแล้ว จำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้หรือได้รับคืนจะขึ้นอยู่กับฐานเงินได้สุทธิและอัตราภาษีที่แต่ละบุคคลต้องเสีย
หลักการคำนวณเงินคืนภาษีเบื้องต้น
ค่าลดหย่อน 50,000 บาท จะถูกนำไปหักออกจาก “เงินได้สุทธิ” ก่อนนำไปคำนวณภาษีตามขั้นบันได ดังนั้น จำนวนเงินคืนภาษีที่แท้จริงสามารถคำนวณได้จากสูตรง่าย ๆ คือ:
เงินคืนภาษี = (จำนวนเงินที่ใช้จ่ายจริง สูงสุด 50,000 บาท) x อัตราภาษีที่ตนเองเสีย
ตัวอย่างเช่น หากใช้จ่ายเต็มจำนวน 50,000 บาท และเสียภาษีในอัตรา 5% จะได้รับเงินคืนภาษีสูงสุด 2,500 บาท (50,000 x 5%) ซึ่งหมายความว่ายิ่งเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ก็จะยิ่งได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้มากขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณตามอัตราภาษี
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตัวอย่างการคำนวณเงินคืนภาษีจากการใช้จ่ายเต็มวงเงิน 50,000 บาท ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นต่าง ๆ:
- ผู้มีเงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท (เสียภาษีอัตรา 5%):
เงินคืนภาษี = 50,000 x 5% = 2,500 บาท - ผู้มีเงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท (เสียภาษีอัตรา 10%):
เงินคืนภาษี = 50,000 x 10% = 5,000 บาท - ผู้มีเงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท (เสียภาษีอัตรา 15%):
เงินคืนภาษี = 50,000 x 15% = 7,500 บาท - ผู้มีเงินได้สุทธิ 750,001 – 1,000,000 บาท (เสียภาษีอัตรา 20%):
เงินคืนภาษี = 50,000 x 20% = 10,000 บาท
จะเห็นได้ว่าประโยชน์ที่ได้รับจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
สินค้าและบริการที่ไม่เข้าร่วมมาตรการ
แม้ว่าโครงการจะครอบคลุมสินค้าและบริการส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางรายการที่โดยทั่วไปแล้วมักจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขของมาตรการลักษณะนี้ เพื่อป้องกันความสับสน ผู้เสียภาษีควรทราบถึงรายการที่อาจไม่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งโดยปกติมักจะรวมถึง:
- ค่าซื้อสุรา เบียร์ และไวน์
- ค่าซื้อยาสูบ
- ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
- ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ
- ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ และค่าอินเทอร์เน็ต
- ค่าเบี้ยประกันวินาศภัยและเบี้ยประกันชีวิต
- ค่าบริการที่มีข้อตกลงการให้บริการระยะยาวซึ่งเริ่มต้นก่อนวันที่ 16 มกราคม 2568 หรือสิ้นสุดหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568
ทั้งนี้ ควรตรวจสอบประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรอีกครั้งเพื่อความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูล
สรุป: เตรียมพร้อมช้อปเพื่ออนาคตทางภาษี
มาตรการ Easy E-Receipt 2 ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย การทำความเข้าใจเงื่อนไขอย่างละเอียด ทั้งเรื่องกรอบเวลา วงเงินที่แบ่งเป็นสองส่วน และความสำคัญของ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะช่วยให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและราบรื่น
ดังนั้น ผู้เสียภาษีควรเริ่มวางแผนการใช้จ่ายที่จำเป็นในช่วงวันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่พร้อมออกหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 50,000 บาท และเปลี่ยนทุกการจับจ่ายให้กลายเป็นประโยชน์ทางภาษีที่คุ้มค่า