Home » ปลายฝนต้นหนาว! 5 โรคฮิตที่ต้องระวัง (กรมควบคุมโรคเตือน)

ปลายฝนต้นหนาว! 5 โรคฮิตที่ต้องระวัง (กรมควบคุมโรคเตือน)

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล ปัญหาสุขภาพมักเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ปลายฝนต้นหนาว! 5 โรคฮิตที่ต้องระวัง (กรมควบคุมโรคเตือน) ถือเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนควรตระหนัก เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความชื้นที่ยังคงหลงเหลือจากฤดูฝน และอุณหภูมิที่เริ่มลดต่ำลงในตอนเช้าและกลางคืน ล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเชื้อโรคหลายชนิด ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นสำคัญที่ควรทราบ

  • ช่วงรอยต่อระหว่างฤดูฝนและฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการระบาดของโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจและโรคที่มากับน้ำ
  • กรมควบคุมโรคได้ประกาศเตือน 5 กลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ โรคติดเชื้อ RSV, ไข้หวัดใหญ่, โรคอุจจาระร่วง, โรคจากไรอ่อน และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ
  • กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
  • การป้องกันโรคเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด สามารถทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การรับวัคซีนป้องกันโรค และการหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
  • การสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายและการไปพบแพทย์โดยเร็วเมื่อมีอาการป่วย จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่นได้

ความสำคัญของการเฝ้าระวังสุขภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู

ความสำคัญของการเฝ้าระวังสุขภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู

การเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องปรับตัวอย่างหนักกับสภาพอากาศที่ไม่คงที่ อุณหภูมิที่แปรปรวนในแต่ละวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงและง่ายต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้ ความชื้นในอากาศที่ยังคงสูงอยู่ก็เป็นสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดและแพร่พันธุ์ของเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด ด้วยเหตุนี้ กรมควบคุมโรคจึงต้องออกมาเน้นย้ำและประกาศเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

กลุ่มบุคคลที่ต้องให้ความสำคัญในการดูแลเป็นพิเศษคือกลุ่มเปราะบางทางสุขภาพ ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่, ผู้สูงอายุซึ่งมักมีภาวะภูมิคุ้มกันถดถอยตามวัย, และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคเบาหวาน ซึ่งการติดเชื้ออาจทำให้อาการของโรคประจำตัวกำเริบและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ ดังนั้น การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่พบบ่อยและวิธีป้องกันจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในช่วงเวลานี้

5 กลุ่มโรคที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษตามคำเตือนของกรมควบคุมโรค

ตามข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค มี 5 กลุ่มโรคที่มักมีการระบาดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามสถานการณ์และป้องกันอย่างเข้มงวด ดังนี้

1. โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus)

เชื้อไวรัส RSV เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก แม้ในผู้ใหญ่และเด็กโตส่วนใหญ่อาการจะคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่สำหรับทารกและเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้ เช่น ภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

บริบทและสถานการณ์การระบาด: ข้อมูลจากการเฝ้าระวังโรคในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 3,200 ราย มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ RSV จำนวน 523 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก ทำให้เห็นแนวโน้มการระบาดที่ชัดเจนในช่วงเปลี่ยนฤดูนี้ การแพร่กระจายของเชื้อเป็นไปได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือการไอจามรดกันโดยตรง

อาการและการสังเกต: ในระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้ ไอ จาม และน้ำมูกไหล แต่อาการที่น่ากังวลและเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอาจมีความรุนแรงมากขึ้นคือ การไออย่างรุนแรงจนมีเสียงหวีด หายใจลำบาก หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม และมีภาวะตัวเขียวจากการขาดออกซิเจน ผู้ปกครองควรสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

แนวทางการป้องกัน: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อ RSV โดยตรง ดังนั้น การป้องกันจึงเน้นไปที่การรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์, การทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย, หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปในสถานที่แออัด และไม่ควรให้เด็กใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

2. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดาอย่างชัดเจน และสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพอากาศเย็นและชื้น การระบาดมักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูหนาว

โรคไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดา โดยมีลักษณะเด่นคือการมีไข้สูงอย่างฉับพลัน ปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เช่น ปอดบวม ได้

อาการและการวินิจฉัย: ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มักมีอาการไข้สูงลอย (38-40 องศาเซลเซียส), หนาวสั่น, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง, อ่อนเพลีย, เจ็บคอ, ไอแห้ง และอาจมีน้ำมูกร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป การวินิจฉัยที่แม่นยำอาจต้องใช้การตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก

กลุ่มเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน: กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุเกิน 65 ปี, สตรีมีครรภ์, และผู้ที่มีโรคประจำตัว การติดเชื้ออาจนำไปสู่โรคปอดอักเสบ, การติดเชื้อในระบบประสาท, หรือทำให้อาการของโรคประจำตัวแย่ลง

การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ: วิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง แพทย์แนะนำให้เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงในการป่วยหนักและลดการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน นอกจากนี้ การรักษาสุขอนามัย เช่น การล้างมือ, การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน, และการรักษาระยะห่างจากผู้ป่วย ก็เป็นสิ่งสำคัญ

3. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Diarrheal Diseases)

ในช่วงปลายฤดูฝนที่อาจยังมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ ความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางอาหารและน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันเป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น เชื้อไวรัส (โนโรไวรัส, โรตาไวรัส) หรือแบคทีเรีย (E. coli, Salmonella)

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง: ปัจจัยหลักมาจากการสุขาภิบาลที่ไม่ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยซึ่งแหล่งน้ำอาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูล การรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก หรืออาหารที่ถูกทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานจนเชื้อโรคเจริญเติบโต ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน

อาการและภาวะแทรกซ้อน: อาการหลักคือการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดคือภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ซึ่งสังเกตได้จากอาการปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย อ่อนเพลีย และอาจรุนแรงถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ

หลักการป้องกัน “สุก ร้อน สะอาด”: กรมควบคุมโรคแนะนำให้ยึดหลักปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคอุจจาระร่วง ดังนี้
สุก: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ด้วยความร้อน
ร้อน: รับประทานอาหารขณะที่ยังร้อน เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อโรคถูกทำลาย
สะอาด: ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำที่สะอาด เช่น น้ำต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน และเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

4. โรคจากไรอ่อน หรือ สครับไทฟัส (Scrub Typhus)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การเดินป่า ตั้งแคมป์ หรือทำสวนทำไร่ ในช่วงปลายฝนต้นหนาวที่มีพงหญ้าและพุ่มไม้ชื้นแฉะ ต้องระวังโรคสครับไทฟัส หรือไข้รากสาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อริกเก็ตเซีย (Rickettsia) กัด เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล

การติดต่อและแหล่งอาศัยของไรอ่อน: ไรอ่อนมักอาศัยอยู่ตามใบไม้ใบหญ้าใกล้กับพื้นดิน เมื่อคนหรือสัตว์เดินผ่าน ไรจะกระโดดเกาะและไต่หาบริเวณผิวหนังที่อ่อนนุ่มเพื่อกัดและดูดน้ำเหลือง เช่น บริเวณขาหนีบ เอว รักแร้ หรือใต้ราวนม

ลักษณะอาการที่สำคัญ: หลังจากถูกกัดประมาณ 10-12 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามตัว ตาแดง และอาจมีผื่นแดงขึ้นตามลำตัวและแขนขา จุดเด่นที่สำคัญของโรคนี้คือการพบรอยแผลไหม้คล้ายบุหรี่จี้ (Eschar) บริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด ซึ่งเป็นแผลสีดำไม่เจ็บปวด หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

มาตรการป้องกันสำหรับนักท่องเที่ยวและเกษตรกร:
– สวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด แขนยาว กางเกงขายาว และสวมรองเท้าบูทเมื่อต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง
– ใช้สารทาป้องกันแมลงที่มีส่วนผสมของ DEET บริเวณนอกร่มผ้า
– หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนบนพื้นหญ้าโดยตรง ควรปูเสื่อหรือผ้ารองก่อน
– หลังกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายและสระผม พร้อมทั้งสำรวจร่างกายเพื่อหาร่องรอยการถูกกัดหรือตัวไรอ่อน และนำเสื้อผ้าที่สวมใส่ไปซักทันที

5. โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ

นอกเหนือจาก RSV และไข้หวัดใหญ่แล้ว ยังมีเชื้อโรคอีกหลายชนิดที่สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ไวรัสไข้หวัดธรรมดา (Rhinovirus), อะดีโนไวรัส (Adenovirus), และแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคคออักเสบหรือหลอดลมอักเสบ กรมควบคุมโรคจึงมีการเฝ้าระวังการเพิ่มขึ้นของกลุ่มโรคเหล่านี้โดยรวม

การป้องกันโดยรวม: หลักการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจโดยทั่วไปมีความคล้ายคลึงกัน คือการสร้างเกราะป้องกันให้ร่างกายและลดการรับเชื้อจากสิ่งแวดล้อม การรักษาระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัยในที่ที่มีคนหนาแน่น การล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเป็นประจำ ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย

ตารางสรุป: การเปรียบเทียบโรคและแนวทางป้องกัน

ตารางเปรียบเทียบ 5 กลุ่มโรคที่ต้องระวังในช่วงปลายฝนต้นหนาวตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค
ชื่อโรค กลุ่มเสี่ยงหลัก อาการเด่น วิธีป้องกันสำคัญ
โรคติดเชื้อ RSV เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไข้ ไอ หายใจมีเสียงหวีด หอบเหนื่อย ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงที่แออัด ทำความสะอาดของเล่น
โรคไข้หวัดใหญ่ เด็ก, ผู้สูงอายุ, ผู้มีโรคประจำตัว ไข้สูงฉับพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี รักษาสุขอนามัย
โรคอุจจาระร่วง ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วม ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” ดื่มน้ำที่ปลอดภัย
โรคสครับไทฟัส นักท่องเที่ยว นักเดินป่า เกษตรกร ไข้สูง ปวดศีรษะ พบแผลไหม้คล้ายบุหรี่จี้ สวมเสื้อผ้ามิดชิด ใช้สารไล่แมลง หลีกเลี่ยงพงหญ้า
โรคทางเดินหายใจอื่น ๆ ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ไอ จาม เจ็บคอ มีน้ำมูก สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ รักษาระยะห่าง

แนวทางปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดีในช่วงปลายฝนต้นหนาว

การดูแลสุขภาพเชิงรุกเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันโรคต่างๆ ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง การปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน: รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง และผักใบเขียว เพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและพร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค
  2. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: การล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างถูกวิธีเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% ขึ้นไป เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการกำจัดเชื้อโรค ควรล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
  3. การดูแลสิ่งแวดล้อม: ทำความสะอาดบ้านและของใช้ส่วนตัวเป็นประจำ เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคในที่พักอาศัย ในช่วงที่ยังคงมีฝนตก ควรสำรวจบริเวณบ้านเพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง
  4. การเตรียมร่างกายให้อบอุ่น: สวมใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและกลางคืนที่อากาศเย็นลง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายอุณหภูมิต่ำเกินไปจนทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย
  5. การฉีดวัคซีน: นอกเหนือจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว ควรตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนอื่นๆ ที่จำเป็นให้ครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคที่ป้องกันได้

สรุปและคำแนะนำในการดูแลสุขภาพ

ช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงเวลาที่ต้องใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้เชื้อโรคหลายชนิดสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น การเฝ้าระวัง 5 กลุ่มโรคสำคัญตามคำเตือนของกรมควบคุมโรค ซึ่งได้แก่ โรคติดเชื้อ RSV, ไข้หวัดใหญ่, โรคอุจจาระร่วง, โรคจากไรอ่อน และโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ หากพบว่าตนเองหรือคนในครอบครัวมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ไอต่อเนื่อง หายใจลำบาก หรือมีอาการรุนแรงอื่นๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด การตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมจะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูนี้ไปได้อย่างมีสุขภาพดีและปลอดภัย