กองทุน ESG ลดหย่อนภาษี 2568 ตัวไหนน่าลงทุน?
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี การวางแผนภาษีถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน และหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคือการลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทุนที่เน้นความยั่งยืน หรือ ESG ซึ่งไม่เพียงสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แต่ยังมอบสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีอีกด้วย
สรุปประเด็นสำคัญของการลงทุน ESG เพื่อลดหย่อนภาษี
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ: กองทุน Thai ESG เปิดโอกาสให้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินเพิ่มเติมจากกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทอื่น
- ทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย: มีกองทุน ESG หลายประเภทให้เลือก ทั้ง Thai ESG, Thai ESGX (สำหรับผู้ที่ต้องการสับเปลี่ยนจาก LTF) และ RMF ที่มีนโยบาย ESG เพื่อตอบสนองเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
- เงื่อนไขที่ยืดหยุ่น: กองทุน Thai ESG ไม่มีข้อกำหนดการลงทุนขั้นต่ำ และไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงสำหรับนักลงทุน
- การลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน: การลงทุนในกองทุน ESG เป็นการสนับสนุนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนทั่วโลก
บทความนี้จะเจาะลึกถึงคำถามที่ว่า กองทุน ESG ลดหย่อนภาษี 2568 ตัวไหนน่าลงทุน? โดยให้ข้อมูลภาพรวมของกองทุนแต่ละประเภท เงื่อนไขล่าสุด และตัวอย่างกองทุนที่น่าสนใจ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจลงทุนและวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทำความเข้าใจกองทุน ESG เพื่อการลดหย่อนภาษี
การลงทุนในกองทุน ESG เพื่อลดหย่อนภาษีเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการผสานสองเป้าหมายสำคัญเข้าด้วยกัน คือ การสร้างความมั่งคั่งผ่านการลงทุน และการบริหารจัดการภาระภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ กองทุน ESG คือกองทุนรวมที่มีนโยบายคัดเลือกหลักทรัพย์ของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- สิ่งแวดล้อม (Environmental): การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การบริหารจัดการของเสีย และการใช้พลังงานสะอาด
- สังคม (Social): การดูแลพนักงาน, ความปลอดภัยในที่ทำงาน, การเคารพสิทธิมนุษยชน, และการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน
- บรรษัทภิบาล (Governance): ความโปร่งใสในการดำเนินงาน, โครงสร้างการบริหารจัดการที่ดี, การต่อต้านการทุจริต และการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม
สำหรับปีภาษี 2568 รัฐบาลยังคงสนับสนุนการลงทุนประเภทนี้ผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ โดยเน้นบริษัทจดทะเบียนที่มีมาตรฐาน ESG สูง นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้เสียภาษีที่มองหาช่องทางการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวโน้มของโลก พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปพร้อมกัน
ประเภทของกองทุนลดหย่อนภาษี ESG ในปี 2568
ในปี 2568 นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG เพื่อลดหย่อนภาษีได้หลายรูปแบบ โดยแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจในรายละเอียดจะช่วยให้สามารถเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเองได้ดีที่สุด
| ประเภทกองทุน | สิทธิประโยชน์ทางภาษี | เงื่อนไขการลงทุน | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| Thai ESG | ลดหย่อนสูงสุด 30% ของเงินได้ (ไม่เกิน 300,000 บาท) | ไม่มีขั้นต่ำ ไม่บังคับลงทุนทุกปี ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ไทยที่เน้น ESG | ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีและมองหาโอกาสเติบโตระยะกลางในสินทรัพย์ไทย |
| Thai ESGX | ลดหย่อนสูงสุด 30% ของเงินได้ (ไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับเงินลงทุนใหม่) | ต้องสับเปลี่ยน LTF ทั้งหมดมาลงทุนในช่วง 1 พ.ค. – 30 มิ.ย. 68 | ผู้ที่ถือหน่วยลงทุน LTF เดิม และต้องการสับเปลี่ยนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ใหม่ |
| RMF (นโยบาย ESG) | ลดหย่อนสูงสุด 30% ของเงินได้ (ไม่เกิน 500,000 บาท รวมกับกองทุนเกษียณอื่น) | ต้องลงทุนต่อเนื่องจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ | ผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณระยะยาวและลดหย่อนภาษีไปพร้อมกัน |
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
กองทุน Thai ESG เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศที่เน้นความยั่งยืน จุดเด่นสำคัญคือการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมจากวงเงินปกติ โดยนักลงทุนสามารถนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี กองทุนประเภทนี้เน้นลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทไทยที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้าน ESG ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ช่วยสนับสนุนบริษัทที่ดีและมีธรรมาภิบาลไปในตัว
จุดเด่น: มีความยืดหยุ่นสูงเนื่องจากไม่มีข้อกำหนดการลงทุนขั้นต่ำ และไม่บังคับให้ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นวางแผนภาษี หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีในปีนั้นๆ โดยเฉพาะ
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนพิเศษ (Thai ESGX)
กองทุน Thai ESGX เป็นทางเลือกที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เคยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มาก่อน โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่มีอยู่ มายังกองทุน Thai ESGX ได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด คือระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2568 การสับเปลี่ยนนี้จะทำให้นักลงทุนสามารถรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเดิมไว้ได้ พร้อมกับเปลี่ยนผ่านการลงทุนมาสู่สินทรัพย์ที่เน้นความยั่งยืนตามนโยบายของ Thai ESGX
ข้อควรพิจารณา: การตัดสินใจสับเปลี่ยนต้องทำอย่างรอบคอบและต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขและรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างสมบูรณ์
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่มีนโยบาย ESG
นอกเหนือจากกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อ ESG โดยเฉพาะแล้ว กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หลายแห่งก็ได้ปรับนโยบายการลงทุนให้มุ่งเน้นสินทรัพย์ที่มีมาตรฐาน ESG มากขึ้น การลงทุนใน RMF ที่มีนโยบาย ESG เป็นการตอบโจทย์สองด้าน คือ การออมเพื่อการเกษียณ และ การลงทุนอย่างยั่งยืน โดยยังคงได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขของ RMF คือสูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ) ข้อดีของ RMF คือมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ครอบคลุมสินทรัพย์ทุกประเภททั่วโลก ทำให้นักลงทุนสามารถจัดพอร์ตการลงทุนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณเป็นเป้าหมายหลัก โดยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นผลพลอยได้ และต้องการให้เงินออมของตนเองเติบโตไปพร้อมกับการสนับสนุนธุรกิจที่ดี
เปิดลิสต์กองทุน ESG ที่น่าจับตามอง
เมื่อเข้าใจประเภทของกองทุนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาเลือกกองทุนที่มีนโยบายและผลการดำเนินงานที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หลายแห่งที่นำเสนอกองทุน ESG ที่มีกลยุทธ์แตกต่างกันไป เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
กองทุนแนะนำจาก บลจ. ชั้นนำ
มีกองทุนหลายแห่งที่มีนโยบายโดดเด่นและน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตในธีม ESG ตัวอย่างเช่น:
- PRINCIPAL VNEQRMF: แม้จะเป็น RMF แต่มีนโยบายที่น่าสนใจ โดยเน้นลงทุนในหุ้นของประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในระยะยาว เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ
- PRINCIPAL EQESG-ThaiESG: เป็นกองทุนประเภท Thai ESG ที่มุ่งลงทุนในหุ้นไทยซึ่งมีมาตรฐานด้านความยั่งยืนโดดเด่น เหมาะสำหรับผู้ที่เชื่อมั่นในการเติบโตของตลาดหุ้นไทยและต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มที่
- PRINCIPAL iPROPRMF: เป็นอีกหนึ่ง RMF ที่น่าสนใจ โดยเน้นลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว
กองทุน Thai ESG ยอดนิยมอื่นๆ
นอกจากนี้ยังมีกองทุน Thai ESG จาก บลจ. อื่นๆ ที่ได้รับความนิยมและมีนโยบายที่หลากหลายเพื่อตอบสนองระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันของนักลงทุน:
- KKP GB THAI ESG: เน้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง และเน้นการรักษาเงินต้น
- KKP EQ THAI ESG: เน้นการลงทุนในหุ้นไทยที่มีคะแนน ESG สูง เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงขึ้นและมองหาโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของราคาหุ้น
- KTAG70/30-ThaiESG และ KTAG-ThaiESG: เป็นกองทุนผสมและกองทุนหุ้นที่มีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน (ระดับ 3-6) ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
การเลือกลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งควรพิจารณาจากหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet) อย่างละเอียดเสมอ เพื่อทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน สัดส่วนสินทรัพย์ ค่าธรรมเนียม และผลการดำเนินงานในอดีตประกอบการตัดสินใจ
แนวทางและเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
เพื่อให้การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขและกรอบวงเงินทั้งหมดอย่างชัดเจน วงเงินลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เพดานสูงสุดที่กฎหมายกำหนด
โดยภาพรวม วงเงินลดหย่อนภาษีจากกลุ่มการออมและการลงทุนเพื่อการเกษียณ ซึ่งประกอบด้วย RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ในขณะที่กองทุน Thai ESG และ Thai ESGX จะมีวงเงินลดหย่อนแยกต่างหากออกมาอีก สูงสุด 300,000 บาท ซึ่งหมายความว่า หากนักลงทุนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในกลุ่มการเกษียณเต็มเพดานแล้ว ยังสามารถลงทุนใน Thai ESG เพื่อลดหย่อนเพิ่มได้อีก ทำให้วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดที่ทำได้จากกองทุนเหล่านี้รวมกันอาจสูงถึง 1,400,000 บาท (ขึ้นอยู่กับเงินได้และเงื่อนไขอื่นๆ)
ข้อควรระวังที่สำคัญ คือการใช้สิทธิซ้ำซ้อนหรือผิดเงื่อนไข โดยเฉพาะการสับเปลี่ยน LTF เป็น Thai ESGX ซึ่งต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด (13 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568) และต้องเป็นการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ครบถ้วน
สรุปและข้อแนะนำในการเลือกกองทุน
การตัดสินใจว่า กองทุน ESG ลดหย่อนภาษี 2568 ตัวไหนน่าลงทุน? ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลเป็นสำคัญ ไม่มีกองทุนใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีกองทุนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเป้าหมายและความเสี่ยงของแต่ละคน
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีเป็นหลักและรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง: กองทุน Thai ESG ประเภทหุ้นหรือกองทุนผสมเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของตลาดหุ้นไทย
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการวางแผนเกษียณระยะยาว: ควรพิจารณา RMF ที่มีนโยบาย ESG เป็นหลัก เนื่องจากมีวินัยในการลงทุนระยะยาวและมีสินทรัพย์ให้เลือกหลากหลายกว่า ช่วยในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณได้ดี
สำหรับผู้ที่ถือหน่วยลงทุน LTF เดิม: การสับเปลี่ยนไปยัง Thai ESGX เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา เพื่อเปลี่ยนผ่านการลงทุนไปสู่ธีมความยั่งยืนและอาจได้รับสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ตามเงื่อนไขที่ประกาศ
ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ ศึกษาข้อมูลจากหลายๆ บลจ. เพื่อเปรียบเทียบนโยบายการลงทุน ผลตอบแทนย้อนหลัง และค่าธรรมเนียมต่างๆ การวางแผนภาษีอย่างรอบคอบผ่านการลงทุนในกองทุน ESG ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดภาษี แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอีกด้วย