โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568: สรุปกองทุน SSF/RMF น่าซื้อ
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีปลายปี 2568
- การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2568
- สถานะกองทุนลดหย่อนภาษี SSF และ RMF ในปี 2568
- เจาะลึกเงื่อนไขและเพดานการลงทุนใน RMF
- ทางเลือกใหม่: กองทุน ThaiESG อีกหนึ่งเครื่องมือลดหย่อนภาษี
- กลยุทธ์การเลือกกองทุน RMF ให้เหมาะสมกับตนเอง
- ข้อควรระวังในช่วงโค้งสุดท้ายของการซื้อกองทุน
- บทสรุปและการเตรียมความพร้อมก่อนสิ้นปีภาษี 2568
เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญปลายปี การวางแผนภาษีถือเป็นภารกิจที่ผู้มีเงินได้ทุกคนต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของ โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568: สรุปกองทุน SSF/RMF น่าซื้อ ซึ่งปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียด นั่นคือการสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ทำให้กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กลายเป็นเครื่องมือหลักในการวางแผนภาษีควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว การทำความเข้าใจเงื่อนไข เพดานการลงทุน และทางเลือกอื่น ๆ ที่มีอยู่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนสิ้นสุดปีภาษี
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีปลายปี 2568

- กองทุน SSF หมดสิทธิลดหย่อนภาษี: ตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป การลงทุนในกองทุน SSF จะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีต้องมองหาทางเลือกอื่นแทน
- RMF คือตัวเลือกหลัก: กองทุน RMF ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดหย่อนภาษี โดยสามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
- กำหนดเวลาคือสิ่งสำคัญ: การทำธุรกรรมซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีต้องเสร็จสิ้นภายในวันทำการสุดท้ายของปี ซึ่งโดยทั่วไปคือวันที่ 30 ธันวาคม 2568 และต้องทำก่อนเวลาปิดรับคำสั่งซื้อ (Cut-off Time) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่เกิน 14:00 น.
- ThaiESG เป็นทางเลือกเสริม: กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมสูงสุด 300,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) โดยเป็นคนละโควต้ากับกลุ่ม RMF
- ตรวจสอบเพดานรวมเสมอ: ก่อนตัดสินใจลงทุน ต้องตรวจสอบยอดรวมของกองทุนเพื่อการเกษียณทั้งหมด (PVD, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูฯ, ประกันบำนาญ) เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนใน RMF จะไม่เกินเพดานรวม 500,000 บาท
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2568
ปี 2568 นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับวงการกองทุนลดหย่อนภาษีในประเทศไทย การสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ของกองทุน SSF ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนที่เคยใช้เครื่องมือนี้ในการบริหารภาษี ทำให้ต้องมีการปรับกลยุทธ์และพิจารณาทางเลือกอื่นที่มีอยู่เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางภาษีของตนเองไว้ การทำความเข้าใจบริบทใหม่นี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
ทำไมการวางแผนภาษีในช่วงปลายปีจึงสำคัญ
การวางแผนภาษีในช่วงปลายปีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายในการดำเนินการเพื่อลดภาระภาษีสำหรับปีนั้น ๆ การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่น RMF หรือ ThaiESG ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินค่าภาษีที่จะต้องจ่าย แต่ยังเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาวไปในตัว หากพลาดโอกาสในช่วงเวลานี้ไป จะไม่สามารถย้อนกลับมาใช้สิทธิของปีภาษีที่ผ่านมาได้อีก ส่งผลให้ต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวนตามฐานรายได้ ซึ่งอาจหมายถึงเงินจำนวนมากที่ควรจะถูกนำไปต่อยอดเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคต
กลุ่มผู้ลงทุนที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ผู้มีเงินได้ทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีควรให้ความสนใจกับการวางแผนภาษี แต่กลุ่มที่ควรตระหนักถึงความสำคัญนี้เป็นพิเศษคือกลุ่มคนวัยทำงานที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีฐานภาษีสูงและจะได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีอย่างชัดเจน นอกจากนี้ กลุ่มที่เคยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากกองทุน SSF เป็นหลักในปีที่ผ่านมาจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อหาผลิตภัณฑ์ทดแทน ขณะที่ผู้ที่กำลังวางแผนเกษียณอายุ การลงทุนใน RMF ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการลดหย่อนภาษีในปัจจุบันและการสร้างแหล่งเงินทุนสำหรับอนาคต
สถานะกองทุนลดหย่อนภาษี SSF และ RMF ในปี 2568
ความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทเป็นข้อมูลพื้นฐานที่นักลงทุนต้องทราบ เพื่อประกอบการตัดสินใจใน โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568: สรุปกองทุน SSF/RMF น่าซื้อ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ SSF และบทบาทที่ต่อเนื่องของ RMF คือหัวใจสำคัญของการวางแผนในปีนี้
กองทุน SSF: สิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษี
กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund หรือ SSF) ซึ่งเคยเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีและมีเงื่อนไขการถือครองระยะกลาง (10 ปี) ได้สิ้นสุดสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป นั่นหมายความว่า การซื้อหน่วยลงทุน SSF เพิ่มเติมในปี 2568 จะไม่สามารถนำไปคำนวณเพื่อหักลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป สำหรับผู้ที่ถือครองหน่วยลงทุน SSF ที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ ยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการถือครอง 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกคืนภาษีและค่าปรับ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักลงทุนต้องมองหากองทุนประเภทอื่นเพื่อทดแทนโควต้าการลดหย่อนภาษีที่หายไป
กองทุน RMF: ตัวเลือกหลักสำหรับการลดหย่อนภาษี
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) ได้กลับมามีบทบาทเป็นตัวเลือกหลักอย่างเต็มตัวสำหรับการวางแผนภาษีและการเกษียณอายุ RMF ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยมีเงื่อนไขที่ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แม้เงื่อนไขการถือครองจะยาวนานกว่า SSF แต่ก็สอดคล้องกับเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ จุดเด่นของ RMF คือความหลากหลายของนโยบายการลงทุนที่มีให้เลือก ตั้งแต่ระดับความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ ไปจนถึงระดับความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือก ทำให้นักลงทุนสามารถจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
เจาะลึกเงื่อนไขและเพดานการลงทุนใน RMF
การลงทุนใน RMF เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดนั้น จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดของเงื่อนไขและเพดานการลงทุนอย่างถ่องแท้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การเสียสิทธิหรือการถูกเรียกคืนภาษีย้อนหลัง
เพดานการลดหย่อนภาษี 500,000 บาท มีอะไรบ้าง?
สิทธิในการลดหย่อนภาษีจาก RMF ถูกจำกัดไว้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินในแต่ละปี และเมื่อนำไปรวมกับเงินลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ แล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี กองทุนและผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในเพดานนี้ประกอบด้วย:
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ RMF ผู้ลงทุนต้องคำนวณยอดเงินสะสมจากกองทุนอื่น ๆ ที่ตนเองมีอยู่แล้วในปีนั้น เพื่อหาจำนวนเงินสูงสุดที่สามารถลงทุนใน RMF เพิ่มได้โดยไม่เกินเพดานที่กำหนด
| กองทุน/ประเภท | เพดานลดหย่อน | เงื่อนไขหลัก |
|---|---|---|
| RMF | สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเกษียณอื่น) | ลงทุนต่อเนื่อง, ถือครองจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนอย่างน้อย 5 ปีเต็ม |
| กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กบข. | ตามส่วนที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเกษียณอื่น) | เป็นไปตามข้อบังคับของแต่ละกองทุน |
| ประกันชีวิตแบบบำนาญ | สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 200,000 บาท (ส่วนนี้จะถูกนับรวมในเพดาน 500,000 บาทด้วย) | ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป จ่ายผลประโยชน์เมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป |
| กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) | ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาทต่อปี (นับรวมในเพดาน 500,000 บาท) | เป็นไปตามเงื่อนไขของ กอช. |
เงื่อนไขการถือครองที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างสมบูรณ์และไม่ต้องเผชิญกับภาระทางภาษีย้อนหลัง ผู้ลงทุนใน RMF ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลัก 2 ประการ คือ:
- การลงทุนต่อเนื่อง: ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนใน RMF อย่างต่อเนื่อง โดยหลักการคือต้องซื้อหน่วยลงทุนทุกปี อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์อนุโลมให้สามารถเว้นการลงทุนได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน (ปีเว้นปี) หากผิดเงื่อนไขข้อนี้ จะไม่สามารถนับระยะเวลาการลงทุนต่อเนื่องได้ และอาจต้องคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไป
- ระยะเวลาการถือครอง: ผู้ลงทุนจะต้องถือครองหน่วยลงทุน RMF จนกระทั่งมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องมีระยะเวลาการลงทุนใน RMF มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน) จึงจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขและได้รับยกเว้นภาษีจากกำไรที่เกิดขึ้น
การผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจะส่งผลให้ต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไปทั้งหมด พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย และหากมีกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน กำไรส่วนนั้นจะต้องถูกนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีในปีที่ขายคืนอีกด้วย
ทางเลือกใหม่: กองทุน ThaiESG อีกหนึ่งเครื่องมือลดหย่อนภาษี
นอกเหนือจาก RMF แล้ว ในปี 2568 ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม นั่นคือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ของไทยที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance) กองทุนประเภทนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระภาษี แต่ยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม
จุดเด่นของ ThaiESG คือเป็นสิทธิลดหย่อนภาษีที่แยกออกมาจากเพดาน 500,000 บาทของกลุ่มกองทุนเพื่อการเกษียณ โดยผู้ลงทุนสามารถนำค่าซื้อหน่วยลงทุน ThaiESG มาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี โดยมีเงื่อนไขการถือครองหน่วยลงทุนเป็นเวลา 8 ปีเต็ม (นับตามปีปฏิทิน) จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่ม หรือผู้ที่ลงทุนในกลุ่ม RMF เต็มเพดานแล้ว และยังมองหาโอกาสการลงทุนระยะยาวในธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน
กลยุทธ์การเลือกกองทุน RMF ให้เหมาะสมกับตนเอง
ด้วยความหลากหลายของกองทุน RMF ในตลาด การเลือกกองทุนที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ระยะเวลาที่เหลือจนถึงวัยเกษียณ และสภาวะตลาดในปัจจุบัน
การกระจายความเสี่ยงสู่ตลาดโลก
สำหรับนักลงทุนที่ยังมีระยะเวลาลงทุนอีกยาวนาน (มากกว่า 10-15 ปี) การเลือกลงทุนใน RMF ที่มีนโยบายกระจายการลงทุนไปทั่วโลก (Global Allocation) ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์และภูมิภาคที่หลากหลายช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงแห่งเดียว ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก การมีพอร์ตการลงทุนที่กระจายตัวดีจะช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันในบางภูมิภาค และเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนจากการเติบโตของเศรษฐกิจในส่วนอื่น ๆ ของโลก
กองทุนหุ้นปันผลสูงสำหรับผู้ใกล้วัยเกษียณ
สำหรับผู้ที่ใกล้ถึงวัยเกษียณ (อายุ 50 ปีขึ้นไป) ซึ่งมีระยะเวลาการลงทุนสั้นลงและต้องการลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม การเลือก RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผลสูง (High Dividend Stocks) หรือกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เช่น กองทุนผสมหรือกองทุนตราสารหนี้ อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า หุ้นปันผลสูงมักเป็นหุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยสร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างคงที่และลดความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุนได้ดีกว่าหุ้นเติบโต (Growth Stocks) ทำให้พอร์ตการลงทุนมีความมั่นคงมากขึ้นในช่วงก่อนเกษียณ
ข้อควรระวังในช่วงโค้งสุดท้ายของการซื้อกองทุน
การตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาที่จำกัดมักมาพร้อมกับความเสี่ยงและความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้น จึงมีข้อควรระวังหลายประการที่นักลงทุนต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ข้อควรจำ: การสั่งซื้อกองทุน RMF หรือ ThaiESG ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนเวลาปิดรับคำสั่งซื้อ (cut-off time) ของวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่เกิน 14:00 น. เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกรรมจะถูกบันทึกทันภายในปีภาษี การทำรายการล่าช้าอาจทำให้เงินเข้ากองทุนไม่ทันและพลาดสิทธิลดหย่อนภาษีในปีนี้ไป
กำหนดเวลาปิดรับคำสั่งซื้อ (Cut-off Time)
แต่ละบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะมีกำหนดเวลาปิดรับคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนที่แตกต่างกันไป การซื้อกองทุนหลังจากเวลาที่กำหนดจะถูกนับเป็นรายการของวันทำการถัดไป ซึ่งหากเกิดขึ้นในวันทำการสุดท้ายของปี ก็จะหมายถึงการพลาดสิทธิลดหย่อนภาษีของปี 2568 ไปโดยปริยาย ดังนั้น ควรตรวจสอบเวลา cut-off ของ บลจ. ที่ต้องการลงทุนให้แน่ชัด และเผื่อเวลาในการทำธุรกรรมเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ระบบขัดข้อง หรือการโอนเงินล่าช้า
การตรวจสอบเพดานลดหย่อนรวมอย่างละเอียด
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการลืมคำนวณยอดเงินสะสมจากกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ เช่น PVD หรือ กบข. ก่อนที่จะซื้อ RMF ทำให้ซื้อเกินเพดาน 500,000 บาท ส่วนที่เกินจะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ และยังอาจทำให้เสียโอกาสในการนำเงินส่วนนั้นไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ดังนั้น ก่อนคลิกยืนยันคำสั่งซื้อ ควรตรวจสอบตัวเลขทั้งหมดอีกครั้ง ทั้งยอดเงินได้ทั้งปี และยอดเงินสะสมในกองทุนเกษียณอื่น ๆ
การจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นภาษี
หลังจากทำรายการซื้อกองทุนเรียบร้อยแล้ว บลจ. จะส่งเอกสารยืนยันการซื้อขายและหนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนมาให้ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ในช่วงต้นปีถัดไป ควรจัดเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้งานและป้องกันการสูญหาย
บทสรุปและการเตรียมความพร้อมก่อนสิ้นปีภาษี 2568
โค้งสุดท้ายของการลดหย่อนภาษีปี 2568 มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ของกองทุน SSF ซึ่งผลักดันให้ RMF กลายเป็นเครื่องมือหลักในการวางแผนภาษีและการเกษียณอายุอย่างเต็มตัว ผู้ลงทุนจำเป็นต้องประเมินสถานะทางการเงินและเป้าหมายของตนเองอย่างรอบคอบ ตรวจสอบเพดานลดหย่อนภาษีที่ยังเหลืออยู่ โดยคำนึงถึงยอดรวมจากกองทุนเกษียณอื่น ๆ และตัดสินใจเลือกกองทุน RMF หรือ ThaiESG ที่มีนโยบายสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ และการดำเนินการก่อนถึงวันสุดท้ายของปี จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดและทำให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การวางแผนภาษีที่ดีไม่เพียงช่วยประหยัดเงินในปัจจุบัน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินเพื่ออนาคตในระยะยาวอีกด้วย