Home » ไข้หวัดใหญ่-โควิดพันธุ์ใหม่ระบาดหนัก! 7 วิธีป้องกันตัวเอง

ไข้หวัดใหญ่-โควิดพันธุ์ใหม่ระบาดหนัก! 7 วิธีป้องกันตัวเอง

สารบัญ

สถานการณ์การระบาดของโรคทางเดินหายใจในช่วงปลายปี 2568 ทวีความซับซ้อนขึ้น เมื่อประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับการระบาดซ้อนของทั้งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า ‘FLiRT’ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการที่แตกต่างและการเรียนรู้ 7 วิธีป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะการณ์ปัจจุบัน

  • การระบาดซ้อน (Twindemic): ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การระบาดพร้อมกันของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ‘FLiRT’ ในช่วงปลายฝนต้นหนาวปี 2568 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุข
  • ความสำคัญของวัคซีน: การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี 2568 และวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น เป็นมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต
  • มาตรการป้องกันส่วนบุคคล: การป้องกันพื้นฐานยังคงมีความสำคัญสูงสุด ประกอบด้วยการสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยครั้ง และการรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อลดโอกาสในการรับและแพร่กระจายเชื้อ
  • การสังเกตอาการและแยกตัว: การทราบถึงความแตกต่างของอาการระหว่างสองโรคและการแยกตัวเมื่อมีอาการป่วย เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้างสู่ครอบครัวและชุมชน

ภาพรวมสถานการณ์การระบาดปี 2568

ในช่วงเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ประเด็นเรื่องไข้หวัดใหญ่-โควิดพันธุ์ใหม่ระบาดหนัก! 7 วิธีป้องกันตัวเอง ได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญด้านสาธารณสุข ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวล โดยจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่จำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในปีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมโรคติดต่อทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและเป็นภาระหนักต่อระบบบริการสุขภาพของประเทศ

ความท้าทายจาก “Twindemic”: การระบาดซ้อนของสองโรค

ความท้าทายจาก "Twindemic": การระบาดซ้อนของสองโรค

ปรากฏการณ์ “Twindemic” หรือการระบาดซ้อน ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความรุนแรงในปี 2568 เกิดจากการกลับมาของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่รุนแรง ควบคู่ไปกับการอุบัติของโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยใหม่ที่มีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น การทำความเข้าใจธรรมชาติของไวรัสทั้งสองชนิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A: ภัยเงียบที่กลายพันธุ์ทุกปี

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ A (เช่น H1N1 และ H3N2) มีลักษณะเด่นคือความสามารถในการกลายพันธุ์ที่สูงและรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นบริเวณโปรตีนผิวของไวรัสที่เรียกว่า Hemagglutinin (H) และ Neuraminidase (N) ทำให้ภูมิคุ้มกันเดิมที่ร่างกายเคยมีจากการติดเชื้อหรือวัคซีนในปีก่อนๆ อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ องค์กรอนามัยโลกจึงต้องมีการคาดการณ์และแนะนำสายพันธุ์สำหรับผลิตวัคซีนใหม่ในแต่ละปี เพื่อให้สอดคล้องกับไวรัสที่กำลังระบาดในฤดูกาลนั้นๆ มากที่สุด การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีจึงเปรียบเสมือนการอัปเดตเกราะป้องกันร่างกายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของไวรัสอยู่เสมอ

โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ‘FLiRT’: กับความสามารถในการแพร่เชื้อ

ในขณะเดียวกัน ไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 ก็ยังคงมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2568 สายพันธุ์ย่อยในกลุ่มที่เรียกว่า ‘FLiRT’ ได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่น่าจับตามอง แม้ว่าข้อมูลเชิงลึกยังคงอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ลักษณะเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์นี้อาจมีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายขึ้น และอาจหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนรุ่นก่อนหน้าได้ดีกว่าเดิม การระบาดของสายพันธุ์ FLiRT ย้ำเตือนว่าการ์ดต้องไม่ตก และการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคลยังคงเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะเคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาแล้วก็ตาม

เปรียบเทียบอาการเบื้องต้น: ไข้หวัดใหญ่ vs. โควิด-19 (FLiRT)