Home » ทักษะมหาเทพ 2026: 5 สกิลที่ AI ก็แย่งงานคุณไม่ได้

ทักษะมหาเทพ 2026: 5 สกิลที่ AI ก็แย่งงานคุณไม่ได้

สารบัญ

ในขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาอย่างก้าวกระโดดและเข้ามามีบทบาทในโลกการทำงานมากขึ้น คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ทักษะใดที่จะยังคงเป็นที่ต้องการและไม่สามารถถูกแทนที่โดยเครื่องจักรได้โดยง่าย บทความนี้จะสำรวจเจาะลึกถึง ทักษะมหาเทพ 2026: 5 สกิลที่ AI ก็แย่งงานคุณไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบุคลากรที่ต้องการสร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่นี้

ทักษะสำคัญที่ควรมีในปี 2026

ทักษะมหาเทพ 2026: 5 สกิลที่ AI ก็แย่งงานคุณไม่ได้ - future-proof-skills-against-ai

การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตการทำงานในยุค AI ไม่ได้หมายถึงการแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่คือการพัฒนาศักยภาพในด้านที่มนุษย์ยังคงมีความโดดเด่น ซึ่งเป็นกลุ่มทักษะเชิงสังคม (Soft Skills) และทักษะการคิดขั้นสูงที่ AI ยังไม่สามารถเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์ ทักษะเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร

  • การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน: ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายมิติ ประเมินความน่าเชื่อถือ และตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน
  • ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม: การสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน การเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่แตกต่าง และการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
  • ความฉลาดทางอารมณ์และการทำงานร่วมกับผู้อื่น: การเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น การสร้างความสัมพันธ์ และการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
  • ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นทางความคิด: ความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (Reskill & Upskill) และปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • ทักษะการสื่อสารที่ซับซ้อนและการเล่าเรื่อง: ความสามารถในการถ่ายทอดแนวคิดที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย การเจรจาต่อรอง และการสร้างแรงบันดาลใจผ่านการเล่าเรื่อง

ยุคใหม่ของการทำงาน: เมื่อ AI กลายเป็นเพื่อนร่วมงาน

การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดแรงงานทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ งานที่ต้องทำซ้ำๆ และอาศัยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากกำลังถูกส่งมอบให้ระบบอัตโนมัติจัดการมากขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏการณ์ AI แย่งงาน กลายเป็นหัวข้อที่สร้างความกังวลให้แก่คนทำงานในหลากหลายสาขาอาชีพ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะมองว่า AI เป็นคู่แข่ง การมองว่า AI เป็นเครื่องมือหรือเพื่อนร่วมงานจะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะที่มีคุณค่าสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องจักรไม่สามารถทำได้

ภายในปี 2026 และหลังจากนั้น ความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ บุคลากรที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ขณะเดียวกันก็สามารถนำเสนอทักษะเฉพาะตัวของมนุษย์ที่ AI ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่มีความซับซ้อน การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่พลิกโฉมอุตสาหกรรม หรือการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน ดังนั้น การลงทุนเวลาและทรัพยากรเพื่อ พัฒนาตัวเอง 2026 โดยมุ่งเน้นไปที่ ทักษะที่จำเป็น เหล่านี้ จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าในโลกการทำงานแห่งอนาคต

1. การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Critical Thinking & Complex Problem-Solving)

ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนถือเป็นปราการด่านแรกที่ปกป้องมนุษย์จากการถูกแทนที่โดย AI ในขณะที่ AI สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลและค้นหารูปแบบได้อย่างรวดเร็ว แต่มันยังขาดความสามารถในการตั้งคำถามต่อข้อมูลเหล่านั้น การประเมินบริบททางสังคม จริยธรรม และผลกระทบในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

นิยามของการคิดเชิงวิพากษ์ในยุค AI

การคิดเชิงวิพากษ์ในยุคนี้ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์ข้อมูล แต่คือกระบวนการตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลต่อผลลัพธ์ที่ AI นำเสนอ เป็นความสามารถในการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และอคติที่อาจแฝงอยู่ในข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI ผู้ที่มีทักษะนี้จะสามารถมองเห็นภาพรวม ระบุสมมติฐานที่ซ่อนอยู่ และประเมินทางเลือกต่างๆ โดยพิจารณาจากปัจจัยที่นอกเหนือไปจากข้อมูลดิบ เช่น ค่านิยมขององค์กรและความรู้สึกของมนุษย์

เหตุผลที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่การคิดเชิงวิพากษ์ของมนุษย์ได้

AI ทำงานบนพื้นฐานของอัลกอริทึมและข้อมูลที่มีอยู่ มันสามารถให้คำตอบที่ดีที่สุดตามรูปแบบที่เคยเรียนรู้มา แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือปัญหาที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว AI จะมีข้อจำกัด มนุษย์สามารถใช้สัญชาตญาณ ประสบการณ์ และความเข้าใจในความซับซ้อนของโลกแห่งความเป็นจริงเพื่อหาทางออกที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีกว่า นี่คือจุดที่การตัดสินใจของมนุษย์ยังคงมีความสำคัญเหนือกว่า

AI สามารถบอกได้ว่า “อะไร” กำลังเกิดขึ้นจากข้อมูล แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถเข้าใจ “ทำไม” และตั้งคำถามว่า “ควรจะเป็นอย่างไรต่อไป” ได้อย่างลึกซึ้ง

แนวทางการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์

การพัฒนาทักษะนี้สามารถทำได้ผ่านการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากการตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับมาเสมอว่า “ข้อมูลนี้มาจากไหน?”, “มีความน่าเชื่อถือเพียงใด?”, “มีมุมมองอื่นอีกหรือไม่?” การฝึกวิเคราะห์กรณีศึกษา (Case Study) การเข้าร่วมการโต้วาที หรือการอภิปรายในประเด็นที่ซับซ้อนจะช่วยลับคมความคิด นอกจากนี้ การเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและพยายามทำความเข้าใจมุมมองของผู้อื่นก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างนักคิดเชิงวิพากษ์ที่มีประสิทธิภาพ

2. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity & Innovation)

แม้ Generative AI จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ บทกวี หรือดนตรีที่น่าทึ่งได้ แต่แก่นแท้ของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของมนุษย์นั้นหยั่งรากลึกกว่าการผสมผสานข้อมูลที่มีอยู่เดิม มันคือความสามารถในการสร้างสิ่งที่ “ใหม่” อย่างแท้จริง ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ จินตนาการ และแรงบันดาลใจ

ความแตกต่างระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์และ AI

ความคิดสร้างสรรค์ของ AI เป็นแบบ “สังเคราะห์” (Synthetic Creativity) กล่าวคือ มันเรียนรู้จากชุดข้อมูลขนาดใหญ่และสร้างผลงานใหม่โดยอิงจากรูปแบบที่เคยเห็น ในทางกลับกัน ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เป็นแบบ “ริเริ่ม” (Original Creativity) ซึ่งมักเกิดจากการเชื่อมโยงแนวคิดที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย การตั้งคำถามต่อสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) และการมองเห็นปัญหาที่ยังไม่มีใครมองเห็น สิ่งนี้ต้องการความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม อารมณ์ และความปรารถนาของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังเข้าไม่ถึง

ทำไมความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงจึงเป็นของมนุษย์

นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่หลายอย่างในประวัติศาสตร์ไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “การก้าวกระโดดทางความคิด” หรือ “ช่วงเวลาแห่งความเข้าใจอย่างถ่องแท้” (Aha! Moment) ซึ่งเป็นผลมาจากจิตใต้สำนึก ประสบการณ์ชีวิต และอารมณ์ความรู้สึก AI ไม่มีประสบการณ์ชีวิต ไม่มีความฝัน ไม่มีความกลัว และไม่มีความรัก ปัจจัยเหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญที่หล่อหลอมให้มนุษย์สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนความเป็นมนุษย์และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งได้

วิธีปลดล็อกและเสริมสร้างศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์

การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจากการสร้างความอยากรู้อยากเห็น ลองเรียนรู้ในศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานประจำ อ่านหนังสือหลากหลายประเภท เดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ และพูดคุยกับผู้คนจากต่างวงการ เทคนิคอย่างการระดมสมอง (Brainstorming) การสร้างแผนที่ความคิด (Mind Mapping) หรือการลองผิดลองถูกโดยไม่กลัวความล้มเหลว ล้วนเป็นวิธีการที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ การจัดสรรเวลาให้สมองได้พักผ่อนและปล่อยให้ความคิดล่องลอยอย่างอิสระก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์

3. ความฉลาดทางอารมณ์และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Emotional Intelligence & Collaboration)

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อผู้คน แต่ก็อาจสร้างระยะห่างทางความรู้สึกได้เช่นกัน ทักษะด้านความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และการทำงานร่วมกับผู้อื่นจึงทวีความสำคัญขึ้นอย่างยิ่ง นี่คือหนึ่งใน Soft Skills ที่ทรงพลังที่สุดและเป็นสิ่งที่ AI เลียนแบบได้ยากที่สุด

ความฉลาดทางอารมณ์คืออะไร และสำคัญอย่างไรในที่ทำงาน

ความฉลาดทางอารมณ์คือความสามารถในการรับรู้ ทำความเข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงความสามารถในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น (Empathy) ในที่ทำงาน ทักษะนี้ส่งผลโดยตรงต่อการสร้างภาวะผู้นำ การแก้ไขความขัดแย้ง การสร้างแรงจูงใจให้ทีม และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า บุคคลที่มี EQ สูงจะสามารถนำทางทีมผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายและสร้างบรรยากาศการทำงานที่เกื้อหนุนกันได้

ขีดจำกัดของ AI ในการเข้าใจและตอบสนองต่ออารมณ์มนุษย์

AI อาจสามารถวิเคราะห์น้ำเสียง การแสดงออกทางสีหน้า หรือคำที่ใช้เพื่อ “คาดเดา” อารมณ์ได้ แต่นี่เป็นเพียงการจดจำรูปแบบ ไม่ใช่ความเข้าใจที่แท้จริง AI ไม่สามารถรู้สึกถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง ไม่สามารถให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานที่กำลังท้อแท้ด้วยความเข้าใจจากประสบการณ์ร่วม หรืออ่านบรรยากาศที่ละเอียดอ่อนในห้องประชุมได้ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แท้จริงนั้นเต็มไปด้วยความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ (Nuances) ที่มีเพียงมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง

กลยุทธ์การสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์เพื่อความก้าวหน้า

การพัฒนา EQ เริ่มต้นจากการฝึกสติ (Mindfulness) เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองในแต่ละขณะ ฝึกการฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) โดยไม่ตัดสิน เพื่อทำความเข้าใจมุมมองของคู่สนทนาอย่างแท้จริง พยายามสังเกตและตีความภาษากายและน้ำเสียงของผู้อื่น และฝึกฝนการให้และรับข้อเสนอแนะ (Feedback) อย่างสร้างสรรค์ การเป็นอาสาสมัครหรือการเข้าร่วมโครงการที่ต้องทำงานเป็นทีมก็เป็นวิธีที่ดีในการฝึกฝนทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นในสถานการณ์จริง

4. ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นทางความคิด (Adaptability & Cognitive Flexibility)

สิ่งเดียวที่แน่นอนในอนาคตคือความไม่แน่นอน อนาคตการทำงาน จะเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และความคาดหวังของตลาด ความสามารถในการปรับตัวจึงไม่ใช่แค่ทักษะเสริม แต่เป็นทักษะเพื่อความอยู่รอด

ความหมายของความสามารถในการปรับตัวในโลกที่ไม่หยุดนิ่ง

ความสามารถในการปรับตัวหมายถึงความพร้อมที่จะละทิ้งวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้ผลอีกต่อไป และเปิดใจเรียนรู้เครื่องมือหรือกระบวนการใหม่ๆ ส่วนความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) คือความสามารถในการสลับมุมมองหรือแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คนที่มีทักษะนี้จะไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่จะมองหาโอกาสในการปรับปรุงและพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการ Reskill Upskill

การปรับตัว: ทักษะที่ AI ถูกตั้งโปรแกรมมา แต่ไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

AI สามารถ “ปรับตัว” ได้โดยการอัปเดตอัลกอริทึมหรือรับข้อมูลชุดใหม่ แต่นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามคำสั่งจากภายนอก การปรับตัวของมนุษย์นั้นซับซ้อนกว่ามาก มันเกี่ยวข้องกับการจัดการกับความไม่แน่นอน ความเครียด และการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางอาชีพ มนุษย์สามารถปรับเป้าหมายระยะยาวและหาความหมายใหม่ๆ ในการทำงานได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นกระบวนการทางจิตใจที่ AI ไม่มี

เทคนิคการฝึกฝนให้เป็นผู้ที่พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง

สร้างกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) โดยเชื่อว่าความสามารถสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม ตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างน้อยหนึ่งอย่างทุกๆ ไตรมาส ไม่ว่าจะเป็นภาษาโปรแกรมใหม่ๆ ทักษะการตลาดดิจิทัล หรือแม้แต่ทักษะที่ไม่เกี่ยวกับงานโดยตรง เช่น การทำอาหารหรือการเล่นดนตรี เพื่อฝึกสมองให้มีความยืดหยุ่น จงใจพาตัวเองออกจาก Comfort Zone บ่อยๆ เช่น การอาสารับผิดชอบโครงการที่ไม่คุ้นเคย หรือการทำงานร่วมกับทีมใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ต่อการเปลี่ยนแปลงและทำให้การปรับตัวกลายเป็นธรรมชาติ

5. ทักษะการสื่อสารที่ซับซ้อนและการเล่าเรื่อง (Complex Communication & Storytelling)

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ความสามารถในการสื่อสารให้ชัดเจน โน้มน้าวใจ และสร้างแรงบันดาลใจได้กลายเป็นทักษะที่มีค่ามหาศาล AI สามารถสร้างรายงานและสรุปข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถเล่าเรื่องที่จับใจคนได้

การสื่อสารที่เหนือกว่าการส่งต่อข้อมูล

การสื่อสารที่ซับซ้อนครอบคลุมถึงการเจรจาต่อรอง การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง การให้คำปรึกษา และการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทักษะเหล่านี้ต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในจิตวิทยาของมนุษย์ ความสามารถในการอ่านภาษากายและจับน้ำเสียง และการปรับเปลี่ยนสาส์นให้เข้ากับผู้ฟังแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความฉลาดทางอารมณ์ประกอบกัน

ศิลปะการเล่าเรื่องที่ AI ยังเข้าไม่ถึง

มนุษย์สื่อสารกันผ่านเรื่องเล่ามาตั้งแต่โบราณ การเล่าเรื่องที่ดีสามารถเปลี่ยนข้อมูลที่แห้งแล้งให้กลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำและสร้างความรู้สึกร่วมได้ ผู้นำที่ยอดเยี่ยม นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถระดมทุนได้ ล้วนเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจ พวกเขาสามารถสร้างโครงเรื่องที่น่าติดตาม เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์หรือแนวคิดเข้ากับค่านิยมและความปรารถนาของผู้ฟังได้ ศิลปะแขนงนี้ต้องการความเข้าใจในวัฒนธรรมและประสบการณ์ร่วมของมนุษย์ ซึ่ง AI ยังขาดอยู่

การขัดเกลาทักษะการสื่อสารในยุคดิจิทัล

ฝึกฝนการเขียนให้กระชับและชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอีเมลหรือรายงาน เข้าร่วมอบรมด้านการนำเสนอ (Public Speaking) เพื่อสร้างความมั่นใจและเรียนรู้เทคนิคการดึงดูดผู้ฟัง ศึกษาโครงสร้างของการเล่าเรื่องที่ดี เช่น โครงสร้างสามองก์ (Three-Act Structure) หรือการเดินทางของวีรบุรุษ (Hero’s Journey) และลองนำมาปรับใช้ในการนำเสนอผลงานหรือโปรเจกต์ของตนเอง การขอความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับสไตล์การสื่อสารของตนเองก็เป็นวิธีที่ดีในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บทสรุป: เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตการทำงานในปี 2026 และไกลกว่านั้น

การปฏิวัติทางเทคโนโลยีโดยมี AI เป็นตัวขับเคลื่อนไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของโอกาสในการทำงานของมนุษย์ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่ทักษะเฉพาะตัวของมนุษย์กลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด ทักษะมหาเทพ 2026 ทั้ง 5 ประการ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์, ความคิดสร้างสรรค์, ความฉลาดทางอารมณ์, ความสามารถในการปรับตัว, และการสื่อสารที่ซับซ้อน ล้วนเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทำได้เทียบเท่ามนุษย์ และจะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูสู่ความสำเร็จในอาชีพการงาน

การลงทุนในการพัฒนาทักษะเหล่านี้คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง ถึงเวลาแล้วที่บุคลากรทุกคนจะต้องเริ่มต้นเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เปิดรับการเปลี่ยนแปลง และมองหาหนทางที่จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แทนที่จะหวาดกลัวต่อการถูกแทนที่ อนาคตของการทำงานไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนกับเครื่องจักร แต่เป็นการร่วมมือกันระหว่างสติปัญญาของมนุษย์และพลังการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์ และผู้ที่เตรียมพร้อมเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้