พลังสารสกัดกระเทียม ลดไขมัน-ความดัน ได้จริงหรือ?
กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับในสรรพคุณทางยามาอย่างยาวนานทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด คำถามที่ว่า พลังสารสกัดกระเทียม ลดไขมัน-ความดัน ได้จริงหรือ? เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในแวดวงการแพทย์และผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ บทความนี้จะเจาะลึกข้อมูลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อไขข้อข้องใจถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของกระเทียมในการจัดการกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- สารสกัดกระเทียมมีสารประกอบซัลเฟอร์ที่สำคัญคือ อัลลิซิน (Allicin) ซึ่งมีบทบาทหลักในการขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นและส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง
- งานวิจัยทางคลินิกหลายชิ้นยืนยันว่าการบริโภคสารสกัดกระเทียมอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ พร้อมทั้งเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ผลการศึกษาชี้ว่าสารสกัดกระเทียมมีศักยภาพในการลดความดันโลหิตตัวบน (Systolic) ได้เฉลี่ย 7-8 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic) ได้เฉลี่ย 5 มิลลิเมตรปรอท โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง
- นอกเหนือจากการลดไขมันและความดันโลหิต สารสกัดกระเทียมยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม
- การเลือกใช้สารสกัดกระเทียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรพิจารณาถึงความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาอื่น ๆ
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรโลก ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญประกอบด้วยภาวะความดันโลหิตสูงและระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจทางเลือกจากธรรมชาติเพื่อใช้เสริมการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน กระเทียม (Allium sativum) ถูกนำมาใช้เป็นทั้งเครื่องเทศและยาสมุนไพรมานานนับพันปี ด้วยความเชื่อในสรรพคุณที่หลากหลาย โดยเฉพาะคุณสมบัติด้านการบำรุงหัวใจ ทำให้สารสกัดกระเทียมกลายเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การทำความเข้าใจถึงกลไกการออกฤทธิ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภค เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างมีข้อมูลและปลอดภัย
ความสำคัญของประเด็นนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวิถีชีวิตสมัยใหม่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มีไขมันสูง การขาดการออกกำลังกาย และความเครียด การค้นหาวิธีการจัดการความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงเป็นเป้าหมายหลักด้านสาธารณสุข สารสกัดกระเทียมได้นำเสนอศักยภาพในการเป็นตัวช่วยจากธรรมชาติที่เข้าถึงง่าย แต่ประสิทธิภาพที่แท้จริงและความปลอดภัยในการใช้งานยังคงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ
เจาะลึกกลไกการทำงานของสารสกัดกระเทียม
ประสิทธิภาพของสารสกัดกระเทียมในการส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากสารประกอบชีวภาพหลายชนิดที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนภายในร่างกาย การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเหตุใดสมุนไพรชนิดนี้จึงได้รับการยกย่องในด้านการลดไขมันและความดันโลหิต
อัลลิซิน (Allicin): สารออกฤทธิ์หัวใจสำคัญ
หัวใจสำคัญของสรรพคุณกระเทียมอยู่ที่สารประกอบกำมะถัน หรือ ซัลเฟอร์ ที่ชื่อว่า อัลลิซิน (Allicin) สารชนิดนี้ไม่ได้มีอยู่โดยตรงในกระเทียมทั้งหัว แต่จะเกิดขึ้นเมื่อเนื้อกระเทียมถูกทุบ สับ หรือเคี้ยว เอนไซม์อัลลิอิเนส (Alliinase) จะทำปฏิกิริยากับสารอัลลิอิน (Alliin) และเปลี่ยนให้กลายเป็นอัลลิซิน ซึ่งเป็นสารที่ให้กลิ่นฉุนอันเป็นเอกลักษณ์และเป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญที่สุด
กลไกหลักของอัลลิซินในการลดความดันโลหิตคือการกระตุ้นให้ร่างกายผลิต ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide – NO) มากขึ้น ไนตริกออกไซด์เป็นโมเลกุลส่งสัญญาณที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้กล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือดคลายตัว (Vasodilation) เมื่อหลอดเลือดขยายตัวขึ้น ความต้านทานต่อการไหลเวียนของเลือดจะลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้ กระบวนการนี้เปรียบเสมือนการขยายท่อส่งน้ำให้กว้างขึ้นเพื่อลดแรงดันภายในท่อนั่นเอง การไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้นยังช่วยให้ออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
การต่อสู้กับไขมันในหลอดเลือด
ภาวะไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะการมีระดับ ไขมันเลว (LDL – Low-Density Lipoprotein) ที่สูงเกินไป เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ไขมันและคราบพลัคสะสมตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็ง ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้
สารสกัดกระเทียมเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้โดยมีกลไกการทำงานหลายอย่าง งานวิจัยพบว่าสารประกอบในกระเทียมสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางชนิดในตับที่มีหน้าที่ในการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล เมื่อการผลิตคอเลสเตอรอลจากตับลดลง ระดับคอเลสเตอรอลรวมและ LDL ในกระแสเลือดก็จะลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่ากระเทียมช่วยเพิ่มระดับ ไขมันดี (HDL – High-Density Lipoprotein) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน “รถเก็บขยะ” ที่คอยเก็บคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ การมีระดับ HDL ที่สูงขึ้นจึงช่วยให้หลอดเลือดสะอาดยิ่งขึ้นและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจในระยะยาว
คุณสมบัติต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ
กระบวนการอักเสบเรื้อรังและความเครียดจากออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ เป็นอีกสองปัจจัยสำคัญที่ทำลายสุขภาพหลอดเลือดและเร่งกระบวนการเกิดโรคหัวใจ อนุมูลอิสระสามารถทำลายเซลล์ผนังหลอดเลือดและทำให้ไขมัน LDL ถูกออกซิไดซ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการก่อตัวของคราบพลัค
กระเทียมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด รวมถึงสารประกอบฟีนอลิกและสารประกอบกำมะถันต่างๆ สารเหล่านี้จะเข้าไปช่วยต่อต้านและกำจัดอนุมูลอิสระ ลดความเสียหายต่อเซลล์และลดการอักเสบภายในหลอดเลือด นอกจากนี้ กระเทียมยังมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด (Anti-platelet aggregation) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดได้อีกทางหนึ่ง คุณสมบัติที่หลากหลายเหล่านี้ทำงานเสริมกันเพื่อปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างครอบคลุม
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์: พลังสารสกัดกระเทียม ลดไขมัน-ความดัน ในงานวิจัย

ข้อกล่าวอ้างถึงสรรพคุณของสมุนไพรใดๆ จะขาดความน่าเชื่อถือหากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สำหรับสารสกัดกระเทียมนั้น มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกและการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review & Meta-analysis) จำนวนมากที่พยายามประเมินประสิทธิภาพของมันอย่างจริงจัง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นค่อนข้างสอดคล้องกันในทิศทางบวก
ผลกระทบต่อระดับความดันโลหิต
หนึ่งในคุณสมบัติที่ได้รับการวิจัยมากที่สุดของกระเทียมคือผลต่อความดันโลหิต การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ซึ่งเป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ผลจากงานวิจัยหลายชิ้นเข้าด้วยกัน ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการบริโภคอาหารเสริมกระเทียมสามารถลดความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension)
ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า การรับประทานสารสกัดกระเทียมอย่างต่อเนื่องสามารถลด ความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) ได้โดยเฉลี่ยประมาณ 7.7 มิลลิเมตรปรอท และลด ความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) ได้ประมาณ 5 มิลลิเมตรปรอท แม้ตัวเลขเหล่านี้อาจดูไม่มาก แต่ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นการลดลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
มีการประเมินว่า การลดลงของความดันโลหิตในระดับนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Heart Attack) ลงได้มากถึง 16-40% ซึ่งเทียบเท่าได้กับประสิทธิภาพของยาลดความดันโลหิตบางชนิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ ประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตของกระเทียมจะเด่นชัดที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้ที่มีความดันโลหิตปกติอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากระเทียมอาจมีกลไกการปรับสมดุลความดันโลหิตในร่างกาย
การเปลี่ยนแปลงของระดับคอเลสเตอรอล
ในส่วนของผลต่อระดับไขมันในเลือด หลักฐานก็มีความชัดเจนเช่นกัน การทบทวนวรรณกรรมจำนวนมากสรุปว่าการบริโภคสารสกัดกระเทียมเป็นประจำสามารถช่วยปรับสมดุลของไขมันในเลือดให้ดีขึ้นได้ ผลการวิจัยชี้ว่ากระเทียมสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ได้ประมาณ 10-15% ในผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง
ผลกระทบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการชะลอการ進行ของภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง การลดลงของ LDL แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถลดการสะสมของคราบพลัคในหลอดเลือดได้ในระยะยาว นอกจากนี้ งานวิจัยบางชิ้นยังพบว่ากระเทียมอาจมีส่วนช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ได้เล็กน้อย ซึ่งเป็นการเสริมสร้างสุขภาพหลอดเลือดให้แข็งแรงยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อ HDL อาจไม่เด่นชัดเท่ากับผลต่อ LDL
รูปแบบการบริโภคและข้อควรพิจารณา
เมื่อมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนประสิทธิภาพของสารสกัดกระเทียมแล้ว คำถามถัดมาคือควรบริโภคในรูปแบบใดจึงจะได้รับประโยชน์สูงสุดและมีความปลอดภัย บทความนี้จะเปรียบเทียบระหว่างการบริโภคกระเทียมสดและการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พร้อมทั้งให้ข้อควรระวังที่สำคัญ
กระเทียมสด ปะทะ สารสกัดกระเทียม
ทั้งกระเทียมสดและสารสกัดกระเทียมต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความสะดวกของแต่ละบุคคล
กระเทียมสด: เป็นแหล่งของอัลลิซินตามธรรมชาติ การบริโภคกระเทียมสดที่ผ่านการทุบหรือสับจะทำให้ได้รับสารออกฤทธิ์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ปริมาณอัลลิซินในกระเทียมสดอาจไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แหล่งเพาะปลูก และวิธีการเตรียม นอกจากนี้ อัลลิซินเป็นสารที่ไม่คงตัวและสลายไปได้ง่ายเมื่อโดนความร้อน การนำกระเทียมไปปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานานอาจทำให้สูญเสียสรรพคุณทางยาไปเกือบทั้งหมด
สารสกัดกระเทียม: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบสารสกัดมักผ่านกระบวนการผลิตที่ควบคุมมาตรฐานเพื่อให้ได้ปริมาณสารออกฤทธิ์ที่แน่นอนและคงตัว เช่น การสกัดแบบ Aged Garlic Extract (AGE) ที่ช่วยลดกลิ่นฉุนและเพิ่มความคงตัวของสารประกอบที่มีประโยชน์ ทำให้ผู้บริโภคได้รับปริมาณสารสำคัญที่สม่ำเสมอในแต่ละครั้งที่รับประทาน ซึ่งเป็นข้อดีอย่างยิ่งเมื่อต้องการผลทางยาที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังสะดวกกว่าและหลีกเลี่ยงปัญหากลิ่นปากและกลิ่นตัวได้ดีกว่าการบริโภคกระเทียมสดในปริมาณมาก
| คุณสมบัติ | กระเทียมสด | สารสกัดกระเทียม (อาหารเสริม) |
|---|---|---|
| ปริมาณสารออกฤทธิ์ | ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง | คงที่และมีการควบคุมมาตรฐาน |
| ความคงตัว | อัลลิซินไม่คงตัว สลายง่ายเมื่อโดนความร้อน | มีความคงตัวสูงกว่า ผ่านกระบวนการผลิตเฉพาะ |
| ความสะดวก | ต้องเตรียม (ทุบ/สับ) ก่อนบริโภค | สะดวกในการรับประทานและพกพา |
| ผลข้างเคียง (กลิ่น) | อาจทำให้เกิดกลิ่นปากและกลิ่นตัวรุนแรง | ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ไร้กลิ่น |
| การใช้เพื่อหวังผลทางยา | อาจไม่เหมาะเพราะควบคุมปริมาณสารได้ยาก | เหมาะสมกว่าเนื่องจากได้รับสารสำคัญในปริมาณที่แน่นอน |
ปริมาณที่แนะนำและข้อควรระวัง
แม้กระเทียมจะมีความปลอดภัยสูง แต่การบริโภคในรูปแบบอาหารเสริมเพื่อหวังผลทางยานั้นจำเป็นต้องมีข้อควรระวัง ปริมาณที่ใช้ในการศึกษาวิจัยมักอยู่ในช่วง 600-1,200 มิลลิกรัมของสารสกัดต่อวัน โดยแบ่งรับประทาน 1-2 ครั้ง ผู้บริโภคควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด คือ กระเทียมมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด (blood-thinning effect) ดังนั้น ผู้ที่กำลังรับประทานยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือแอสไพริน ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนเริ่มรับประทานสารสกัดกระเทียม เพราะอาจเสริมฤทธิ์กันจนทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติได้ นอกจากนี้ ควรหยุดรับประทานสารสกัดกระเทียมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการผ่าตัดหรือทำฟันเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้บ้างคืออาการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรืออาการแพ้ในบางราย
ใครบ้างที่ควรพิจารณาใช้สารสกัดกระเทียม?
สารสกัดกระเทียมอาจเป็นทางเลือกเสริมที่เป็นประโยชน์สำหรับบุคคลกลุ่มต่อไปนี้:
- ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ที่ต้องการทางเลือกเสริมจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์สูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
- ผู้ที่มองหาทางเลือกจากธรรมชาติเพื่อส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ สารสกัดกระเทียมไม่สามารถใช้ทดแทนยารักษาโรคที่แพทย์สั่งได้ แต่ควรใช้เป็นส่วนเสริมของการดูแลสุขภาพหลัก ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์
บทสรุป: สารสกัดกระเทียมเป็นคำตอบสำหรับสุขภาพหัวใจหรือไม่?
จากข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รวบรวมมา สามารถสรุปได้ว่าคำถามที่ว่า “พลังสารสกัดกระเทียม ลดไขมัน-ความดัน ได้จริงหรือ?” นั้น มีคำตอบที่ชัดเจนในทางบวก งานวิจัยจำนวนมากยืนยันถึงประสิทธิภาพของสารสกัดกระเทียมในการช่วยลดความดันโลหิตและปรับสมดุลของระดับไขมันในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านกลไกการทำงานของสารสำคัญอย่างอัลลิซินและสารประกอบอื่นๆ ที่ช่วยขยายหลอดเลือด ลดการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ
อย่างไรก็ตาม สารสกัดกระเทียมไม่ใช “ยาวิเศษ” ที่จะรักษาทุกปัญหาของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้โดยลำพัง แต่เป็น “เครื่องมือเสริม” ที่ทรงพลังจากธรรมชาติในการดูแลสุขภาพเชิงรุกและเชิงป้องกัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมและป้องกันปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่น ๆ เป็นแนวทางที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
ดังนั้น การพิจารณาเลือกใช้สารสกัดกระเทียมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ความเข้าใจในกลไกการทำงานและข้อควรระวัง เมื่อนำมาใช้ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดีขึ้น จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพในระยะยาวและช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงได้อย่างยั่งยืน