Home » ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล? 7 วิธีป้องกันง่ายๆ ทำได้ทันที

ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล? 7 วิธีป้องกันง่ายๆ ทำได้ทันที

สารบัญ

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปัญหา ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล? 7 วิธีป้องกันง่ายๆ ทำได้ทันที จึงกลายเป็นข้อกังวลสำคัญสำหรับทุกคน การรั่วไหลของข้อมูลไม่เพียงสร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวในระยะยาว การทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงและเรียนรู้วิธีป้องกันจึงเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย

ภาพรวมของความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล

  • การตั้งรหัสผ่านที่ซับซ้อนและเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) เป็นปราการด่านแรกที่สำคัญในการป้องกันบัญชีออนไลน์
  • การตระหนักรู้ถึงกลโกงฟิชชิงและมัลแวร์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูลได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การตรวจสอบและจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงของแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยไม่จำเป็น
  • การหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการเข้าสู่ระบบบัญชีที่สำคัญผ่านเครือข่าย Wi-Fi สาธารณะที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นวิธีปฏิบัติพื้นฐานเพื่อความปลอดภัย
  • การอัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ ช่วยปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจถูกโจมตีได้

สถานการณ์ปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากข้อมูลได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสำหรับองค์กรและเป็นเป้าหมายหลักของผู้ไม่หวังดี อาชญากรไซเบอร์ใช้เทคนิคที่ซับซ้อนมากขึ้นในการเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล ตั้งแต่ข้อมูลระบุตัวตนพื้นฐานไปจนถึงข้อมูลทางการเงินและข้อมูลสุขภาพที่ละเอียดอ่อน การป้องกันเชิงรุกจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคน เพื่อปกป้องตนเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มองไม่เห็นและอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล

การทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ที่ยั่งยืน ข้อมูลไม่ใช่เป็นเพียงชุดตัวอักษรหรือตัวเลข แต่เป็นสิ่งที่สามารถระบุตัวตน เชื่อมโยง และส่งผลกระทบต่อชีวิตของบุคคลได้โดยตรง การตระหนักถึงคุณค่าและผลกระทบของข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไรและเหตุใดจึงมีค่า?

ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) หมายถึงข้อมูลใดๆ ที่สามารถใช้ระบุตัวตนของบุคคลได้ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานไปจนถึงข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง ตัวอย่างเช่น:

  • ข้อมูลระบุตัวตนโดยตรง: ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน, หมายเลขหนังสือเดินทาง, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล
  • ข้อมูลลักษณะเฉพาะบุคคล: วันเดือนปีเกิด, สัญชาติ, ข้อมูลชีวภาพ (ลายนิ้วมือ, การสแกนม่านตา)
  • ข้อมูลทางการเงิน: หมายเลขบัญชีธนาคาร, หมายเลขบัตรเครดิต, ประวัติการทำธุรกรรม
  • ข้อมูลออนไลน์: ชื่อผู้ใช้งาน (Username), รหัสผ่าน, ที่อยู่ IP Address, ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ (Cookies)
  • ข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data): ข้อมูลทางการแพทย์, ความเชื่อทางศาสนา, รสนิยมทางเพศ, ประวัติอาชญากรรม

ข้อมูลเหล่านี้มีค่าอย่างมหาศาลสำหรับอาชญากรไซเบอร์ เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสวมรอยเพื่อฉ้อโกงทางการเงิน, การเปิดบัญชีปลอม, การเข้าถึงบัญชีโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง, ไปจนถึงการขู่กรรโชกทรัพย์ (Ransomware) นอกจากนี้ ในเชิงธุรกิจ ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคยังเป็นที่ต้องการของตลาดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด ทำให้เกิดตลาดมืดสำหรับการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างผิดกฎหมาย

ผลกระทบจากข้อมูลรั่วไหลที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลออกไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงและซับซ้อนกว่าที่คาดคิด สามารถแบ่งออกเป็นหลายมิติ:

  • ความเสียหายทางการเงิน: เป็นผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เช่น เงินในบัญชีธนาคารถูกขโมย, การนำข้อมูลบัตรเครดิตไปใช้จ่าย, หรือการถูกหลอกให้โอนเงิน
  • การสวมรอยตัวตน (Identity Theft): ผู้ไม่หวังดีอาจใช้ข้อมูลที่ได้มาเพื่อสร้างตัวตนปลอมในการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การกู้ยืมเงิน, การทำธุรกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้เจ้าของข้อมูลตัวจริงต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย
  • ความเสียหายต่อชื่อเสียงและสังคม: การถูกเข้าถึงบัญชีโซเชียลมีเดียและนำไปโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสม หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่น่าอับอาย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และหน้าที่การงาน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางกายภาพ: ในกรณีที่ข้อมูลที่อยู่หรือแผนการเดินทางรั่วไหล อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามหรือการลักทรัพย์ได้
  • ผลกระทบทางจิตใจ: การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์มักสร้างความเครียด, ความวิตกกังวล, และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน

ด้วยเหตุนี้ การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการปกป้องความปลอดภัยในทุกมิติของชีวิต

7 วิธีป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลที่ทุกคนทำได้

7 วิธีป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลที่ทุกคนทำได้

การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนเสมอไป การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและนำวิธีปฏิบัติพื้นฐานมาใช้ในชีวิตประจำวันก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก นี่คือ 7 แนวทางที่สามารถทำได้ทันที

1. การสร้างรหัสผ่านที่แข็งแกร่งและไม่ซ้ำใคร

รหัสผ่านคือปราการด่านแรกในการเข้าถึงบัญชีต่างๆ การใช้รหัสผ่านที่เดาง่ายหรือใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกบริการเปรียบเสมือนการใช้กุญแจดอกเดียวไขประตูทุกบาน หากกุญแจดอกนั้นหายไป ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเสี่ยงทันที หลักการสร้างรหัสผ่านที่แข็งแกร่งประกอบด้วย:

  • ความยาว: ควรมีความยาวอย่างน้อย 12 ตัวอักษรขึ้นไป ยิ่งยาว ยิ่งคาดเดาได้ยาก
  • ความซับซ้อน: ผสมผสานระหว่างตัวอักษรพิมพ์ใหญ่, พิมพ์เล็ก, ตัวเลข, และสัญลักษณ์พิเศษ (!, @, #, $, %)
  • ความเป็นเอกลักษณ์: หลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลส่วนตัวที่เดาง่าย เช่น วันเกิด, ชื่อเล่น, หมายเลขโทรศัพท์, หรือคำศัพท์ทั่วไปในพจนานุกรม
  • ไม่ซ้ำกัน: ตั้งรหัสผ่านที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละบัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้การรั่วไหลจากบริการหนึ่งส่งผลกระทบต่อบัญชีอื่นๆ

การใช้เครื่องมือจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) เป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างและจัดเก็บรหัสผ่านที่ซับซ้อนและแตกต่างกันของแต่ละบัญชีอย่างปลอดภัย โดยผู้ใช้จดจำเพียงรหัสผ่านหลัก (Master Password) เพียงรหัสเดียว

ตารางเปรียบเทียบระหว่างรหัสผ่านที่อ่อนแอและรหัสผ่านที่แข็งแกร่ง
คุณสมบัติ รหัสผ่านที่อ่อนแอ (ไม่ควรใช้) รหัสผ่านที่แข็งแกร่ง (แนะนำ)
ตัวอย่าง password, 12345678, name1990 J$t4rT-w1Th-a-Phr@se!
ความยาว สั้นกว่า 8 ตัวอักษร 12 ตัวอักษรขึ้นไป
ส่วนประกอบ ใช้เพียงตัวอักษรหรือตัวเลข ผสมอักษรใหญ่-เล็ก, ตัวเลข, สัญลักษณ์
ความเกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัว

2. เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication – 2FA)

2FA เป็นการเพิ่มชั้นความปลอดภัยให้บัญชี นอกเหนือจากรหัสผ่าน ต่อให้ผู้ไม่หวังดีรู้รหัสผ่าน ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้หากไม่มีปัจจัยที่สองในการยืนยันตัวตน ซึ่งโดยทั่วไปมีหลายรูปแบบ:

  • รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ผ่าน SMS: ระบบจะส่งรหัส 4-6 หลักไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ วิธีนี้สะดวก แต่มีความเสี่ยงหากซิมการ์ดถูกโคลน
  • แอปพลิเคชันยืนยันตัวตน (Authenticator App): แอปพลิเคชัน เช่น Google Authenticator หรือ Microsoft Authenticator จะสร้างรหัสที่เปลี่ยนแปลงทุก 30-60 วินาที ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่า SMS
  • กุญแจความปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security Key): อุปกรณ์คล้าย USB ที่ต้องเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์หรือแตะกับสมาร์ทโฟนเพื่อยืนยันตัวตน เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน

3. รู้เท่าทันกลโกงฟิชชิง (Phishing) และมัลแวร์ (Malware)

ฟิชชิงคือการหลอกลวงผ่านอีเมล, SMS หรือข้อความ เพื่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น รหัสผ่าน หรือข้อมูลบัตรเครดิต โดยมักจะปลอมตัวเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ เช่น ธนาคาร หรือบริษัทขนส่ง ส่วนมัลแวร์คือซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายที่ออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลหรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์ วิธีป้องกันคือ:

  • ตรวจสอบผู้ส่ง: สังเกตอีเมลผู้ส่งว่ามาจากโดเมนที่ถูกต้องหรือไม่ เช่น อีเมลจากธนาคารควรลงท้ายด้วยชื่อโดเมนของธนาคารนั้นๆ ไม่ใช่ @gmail.com หรือโดเมนแปลกๆ
  • อย่าคลิกลิงก์น่าสงสัย: ใช้เมาส์วางเหนือลิงก์ (Hover) เพื่อดู URL ปลายทางก่อนคลิก ว่าตรงกับที่แสดงหรือไม่
  • ระวังไฟล์แนบ: หลีกเลี่ยงการเปิดไฟล์แนบจากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะไฟล์ที่มีนามสกุล .exe, .zip, หรือ .scr
  • สังเกตข้อความที่เร่งรีบหรือคุกคาม: ฟิชชิงมักใช้ข้อความที่สร้างความตกใจ เช่น “บัญชีของคุณจะถูกระงับ” เพื่อกดดันให้เหยื่อรีบดำเนินการโดยไม่ไตร่ตรอง

4. จัดการสิทธิ์การเข้าถึงของแอปพลิเคชันและโซเชียลมีเดีย

แอปพลิเคชันจำนวนมากมักขอสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ บนสมาร์ทโฟน เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง, รายชื่อผู้ติดต่อ, ไมโครโฟน, และคลังภาพ ซึ่งบางครั้งเป็นการขอสิทธิ์เกินความจำเป็น ควรตรวจสอบและจัดการสิทธิ์เหล่านี้เป็นประจำ:

  • ตรวจสอบสิทธิ์ของแอป: เข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัว (Privacy) บนสมาร์ทโฟน เพื่อดูว่าแอปใดบ้างที่เข้าถึงข้อมูลส่วนใด และพิจารณาปิดกั้นสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น
  • ลบแอปที่ไม่ได้ใช้งาน: แอปที่ไม่ได้ใช้งานแล้วอาจยังคงมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและอาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย การลบออกจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
  • ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย: จำกัดการมองเห็นโพสต์และข้อมูลส่วนตัวให้เห็นเฉพาะเพื่อน และระวังการเชื่อมต่อบัญชีโซเชียลมีเดียกับแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม

5. การใช้เครือข่าย Wi-Fi สาธารณะอย่างปลอดภัย

Wi-Fi สาธารณะตามร้านกาแฟ, สนามบิน, หรือห้างสรรพสินค้า มักไม่มีการเข้ารหัสข้อมูล ทำให้ผู้ไม่หวังดีที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันสามารถดักจับข้อมูลที่ส่งผ่านได้ง่าย (Man-in-the-Middle Attack) ข้อควรปฏิบัติคือ:

  • หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมสำคัญ: ไม่ควรเข้าสู่ระบบบัญชีธนาคาร, ซื้อของออนไลน์, หรือส่งข้อมูลที่ละเอียดอ่อนผ่าน Wi-Fi สาธารณะ
  • ใช้ VPN (Virtual Private Network): VPN จะสร้างอุโมงค์ที่เข้ารหัสข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ต ทำให้ข้อมูลปลอดภัยจากการถูกดักจับ แม้จะใช้เครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย
  • ปิดการเชื่อมต่ออัตโนมัติ: ปิดฟังก์ชันเชื่อมต่อ Wi-Fi อัตโนมัติบนอุปกรณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือโดยอัตโนมัติ

6. อัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ

ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ (เช่น iOS, Android, Windows) มักออกอัปเดตเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่เพิ่งถูกค้นพบ การไม่อัปเดตเปรียบเสมือนการเปิดประตูทิ้งไว้ให้ผู้บุกรุก ดังนั้นควรเปิดใช้งานการอัปเดตอัตโนมัติ หรือตรวจสอบและติดตั้งอัปเดตด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งบนคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน, และแอปพลิเคชันต่างๆ

7. การแชร์ข้อมูลออนไลน์อย่างมีสติ

ทุกสิ่งที่แชร์บนโลกออนไลน์สามารถคงอยู่ตลอดไปและถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ การสร้าง “รอยเท้าดิจิทัล” (Digital Footprint) อย่างรอบคอบจึงเป็นเรื่องสำคัญ:

  • คิดก่อนโพสต์: หลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ที่อยู่บ้าน, หมายเลขโทรศัพท์, หรือแผนการเดินทางอย่างละเอียดบนโซเชียลมีเดีย
  • ระวังข้อมูลในภาพถ่าย: ภาพถ่ายอาจเปิดเผยข้อมูลมากกว่าที่คิด เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง (Geotagging) หรือรายละเอียดภายในบ้าน
  • ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว: ตั้งค่าให้บัญชีโซเชียลมีเดียเป็นส่วนตัว และตรวจสอบรายชื่อเพื่อนหรือผู้ติดตามเป็นประจำ

จะทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าข้อมูลรั่วไหล

แม้จะป้องกันอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลอาจรั่วไหล การรับมืออย่างรวดเร็วและถูกต้องสามารถช่วยจำกัดความเสียหายได้

ขั้นตอนการตรวจสอบและรับมือเบื้องต้น

  1. เปลี่ยนรหัสผ่านทันที: เริ่มจากบัญชีที่สงสัยว่าถูกเจาะระบบ รวมถึงบัญชีอื่นๆ ที่ใช้รหัสผ่านเดียวกันหรือคล้ายกัน ควรเปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมดให้มีความแข็งแกร่งและไม่ซ้ำกัน
  2. เปิดใช้งาน 2FA: หากยังไม่ได้เปิดใช้งาน 2FA ในบัญชีที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการทันทีเพื่อเพิ่มชั้นความปลอดภัย
  3. ตรวจสอบกิจกรรมในบัญชี: ตรวจสอบประวัติการเข้าสู่ระบบ, กิจกรรมการใช้งานล่าสุด, และการตั้งค่าที่เปลี่ยนแปลงไป หากพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบดำเนินการแก้ไข
  4. ตรวจสอบข้อมูลทางการเงิน: เฝ้าระวังรายการเดินบัญชีธนาคารและใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตอย่างใกล้ชิด หากพบรายการที่น่าสงสัย ให้รีบติดต่อสถาบันการเงินเพื่ออายัดบัตรหรือบัญชีทันที
  5. แจ้งเตือนผู้ติดต่อ: หากบัญชีโซเชียลมีเดียหรืออีเมลถูกแฮก ควรแจ้งเตือนเพื่อนหรือผู้ที่อยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อให้ทราบ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวงที่อาจเกิดขึ้นผ่านบัญชีนั้น

การแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีที่เกิดความเสียหายทางการเงินหรือการสวมรอยตัวตน ควรเก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น ภาพหน้าจอ, อีเมล, หรือข้อความที่น่าสงสัย แล้วนำไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ นอกจากนี้ยังสามารถปรึกษาหรือแจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

สรุป: สร้างเกราะป้องกันดิจิทัลให้แข็งแกร่ง

การป้องกันปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน การปฏิบัติตาม 7 วิธีที่นำเสนอ ตั้งแต่การสร้างรหัสผ่านที่แข็งแกร่ง, การเปิดใช้งาน 2FA, การระวังฟิชชิง, การจัดการสิทธิ์แอป, การใช้ Wi-Fi อย่างปลอดภัย, การอัปเดตซอฟต์แวร์, ไปจนถึงการแชร์ข้อมูลอย่างมีสติ จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรงและลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์ได้อย่างมาก

ความปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง การสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ คือหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างปลอดภัยและมั่นคง เริ่มต้นสร้างเกราะป้องกันดิจิทัลของตนเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อปกป้องสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด นั่นคือข้อมูลส่วนบุคคล