15 ก.ย. วันประชาธิปไตยสากล: สำคัญกับคนไทยอย่างไร?
วันที่ 15 กันยายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันประชาธิปไตยสากล ซึ่งเป็นวันที่เปิดโอกาสให้ประชาคมโลกได้ร่วมกันทบทวนสถานการณ์และส่งเสริมคุณค่าของระบอบการปกครองที่ให้อำนาจสูงสุดแก่ประชาชน วันนี้จึงมีความสำคัญไม่เพียงแต่ในระดับนานาชาติ แต่ยังสะท้อนถึงเส้นทางการพัฒนาทางการเมืองและสังคมของแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
สาระสำคัญของวันประชาธิปไตยสากล
- ความสำคัญระดับโลก: วันที่ 15 กันยายน คือ “วันประชาธิปไตยสากล” (International Day of Democracy) ซึ่งก่อตั้งโดยสหประชาชาติ เพื่อส่งเสริมหลักการประชาธิปไตยและกระตุ้นให้รัฐบาลทั่วโลกยึดมั่นในระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
- หลักการพื้นฐาน: ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนรากฐานของความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม โดยเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งสามารถแสดงออกผ่านการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม
- ความเชื่อมโยงกับไทย: สำหรับสังคมไทย วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ถึงสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง และทบทวนเส้นทางการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ
- เป้าหมายเพื่ออนาคต: การทำความเข้าใจแก่นแท้ของประชาธิปไตยเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุข เคารพความแตกต่าง และเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน
บทความนี้จะสำรวจว่า 15 ก.ย. วันประชาธิปไตยสากล: สำคัญกับคนไทยอย่างไร? โดยจะเจาะลึกถึงที่มาและความหมายของวันดังกล่าว หลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งย้อนดูประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทย เพื่อให้เห็นภาพความเชื่อมโยงและความสำคัญของวันนี้ต่ออนาคตของประเทศ
การทำความเข้าใจความหมายของวันประชาธิปไตยสากล ช่วยให้พลเมืองตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง และเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและทิศทางการพัฒนาของประเทศ วันนี้จึงเป็นมากกว่าวันเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการปกป้องและเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง
ความหมายและที่มาของวันประชาธิปไตยสากล
วันประชาธิปไตยสากลไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีจุดเริ่มต้นจากความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศที่ต้องการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกครองโดยประชาชน การเข้าใจที่มาและเป้าหมายของวันสำคัญนี้จะช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของความพยายามในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทั่วโลก
มติจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
ในปี ค.ศ. 2007 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้วันที่ 15 กันยายนของทุกปีเป็น “วันประชาธิปไตยสากล” การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อส่งเสริมและรวบรวมหลักการประชาธิปไตยทั่วโลก และเชิญชวนให้รัฐสมาชิกทั้งหมด รวมถึงองค์กรภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของประชาธิปไตยในวันนี้
การกำหนดวันดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโอกาสให้ประเทศต่างๆ ได้ทบทวนและประเมินสถานะของระบอบประชาธิปไตยภายในประเทศของตนเอง และยังเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างสถาบันประชาธิปไตยให้มีความโปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
เป้าหมายหลักของการรำลึก
การเฉลิมฉลองวันประชาธิปไตยสากลมีเป้าหมายที่ชัดเจนหลายประการ ซึ่งล้วนแต่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนามนุษย์และสังคมอย่างยั่งยืน ได้แก่:
- การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน: ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ วันนี้จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิในการแสดงออก การรวมกลุ่มอย่างสันติ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน
- การสนับสนุนหลักนิติธรรม: ระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต้องตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม ที่ซึ่งกฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมกับทุกคน โดยไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
- การกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน: วันนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของพลเมืองทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรือการเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจของชุมชน
- การเน้นย้ำถึงสันติภาพและการพัฒนา: สหประชาชาติเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้เกิดการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติและสร้างสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วม
แก่นแท้ของ “ประชาธิปไตย” คืออะไร?
คำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่การทำความเข้าใจความหมายและหลักการที่อยู่เบื้องหลังอย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถประเมินและพัฒนาระบอบการปกครองนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมได้
นิยามและหลักการพื้นฐาน
ประชาธิปไตย (Democracy) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ “Demos” ที่แปลว่า “ประชาชน” และ “Kratos” ที่แปลว่า “อำนาจ” หรือ “การปกครอง” เมื่อรวมกันจึงหมายถึง “การปกครองโดยประชาชน” ซึ่งถูกสรุปไว้อย่างชัดเจนในวาทะอันโด่งดังของอับราฮัม ลินคอล์น ว่าเป็น “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน”
การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน (Government of the people, by the people, for the people)
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อพื้นฐานที่ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันและมีสิทธิเสรีภาพโดยธรรมชาติ อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ (อำนาจอธิปไตย) จึงควรเป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว
เสาหลักที่ค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย
ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จะประกอบด้วยเสาหลักสำคัญหลายประการที่ทำงานประสานกัน ดังนี้:
- อำนาจอธิปไตยของปวงชน (Popular Sovereignty): ประชาชนคือเจ้าของอำนาจสูงสุด สามารถใช้อำนาจนั้นผ่านการเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ กระบวนการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปอย่างอิสระ เสรี เป็นธรรม และจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองได้อย่างสันติ
- ความเสมอภาค (Equality): ทุกคนมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายและมีสิทธิทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน หลักการ “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” (One Person, One Vote) คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความเสมอภาคนี้ โดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม
- สิทธิและเสรีภาพ (Rights and Freedoms): รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยจะต้องรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น เสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น การพิมพ์ การชุมนุม และการนับถือศาสนา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐและมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างมีความหมาย
- หลักนิติธรรม (Rule of Law): ทุกคนในสังคม รวมถึงผู้มีอำนาจรัฐ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน การใช้อำนาจต้องเป็นไปตามตัวบทกฎหมายที่โปร่งใสและเป็นธรรม มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและถ่วงดุลอำนาจรัฐ
- การประนีประนอมและการยอมรับเสียงข้างมากควบคู่กับการเคารพเสียงข้างน้อย: ประชาธิปไตยคือกระบวนการตัดสินใจที่อาศัยเสียงข้างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มครองสิทธิและรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายข้างน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “เผด็จการโดยเสียงข้างมาก” และสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย: บทเรียนบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลง
เส้นทางประชาธิปไตยของประเทศไทยเต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงการต่อสู้ การเรียนรู้ และความพยายามในการสร้างระบอบการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วม การย้อนดูประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการทำความเข้าใจรากฐานของสังคมการเมืองในปัจจุบัน
จุดเริ่มต้น: การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคือเหตุการณ์การปฏิวัติในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้ได้วางรากฐานสำคัญหลายประการ เช่น การมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด การมีรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และการมีคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ
แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคล แต่ก็ได้เปิดประตูสู่แนวคิดใหม่ที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบใหม่
ยุคสมัยแห่งความท้าทายและการต่อสู้
หลังจาก พ.ศ. 2475 ประชาธิปไตยไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง การเมืองไทยมีลักษณะเป็นวงจรของรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการกลับสู่การเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความไม่ลงตัวระหว่างอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับโครงสร้างอำนาจเดิมและกลุ่มอำนาจใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม ในทุกช่วงเวลาของความผันผวนทางการเมือง แนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ค่อยๆ เติบโตและหยั่งรากลึกลงในสังคมมากขึ้น มีการก่อตั้งพรรคการเมือง การเลือกตั้งในระดับต่างๆ และการขยายตัวของสื่อมวลชน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของภูมิทัศน์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
พลังของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนสังคม
ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยไม่สามารถละเลยบทบาทของภาคประชาชนได้ เหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ได้แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชน นิสิต นักศึกษา และปัญญาชน ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและคัดค้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรม การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ แต่ยังปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการเป็นพลเมือง (Citizenship) และความสำคัญของการตรวจสอบอำนาจรัฐให้แก่คนในสังคม
เหตุการณ์เหล่านี้เป็นบทเรียนที่ย้ำเตือนว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย แต่ต้องอาศัยความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกป้องและพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป
วันประชาธิปไตยสากลในบริบทสังคมไทย
สำหรับประเทศไทย วันที่ 15 กันยายนจึงมีความหมายมากกว่าแค่วันที่ระลึกในปฏิทินสากล แต่เป็นโอกาสอันดีที่สังคมไทยจะได้หันกลับมามองตัวเองและตั้งคำถามถึงสถานะและอนาคตของประชาธิปไตยในประเทศ
การตระหนักรู้ถึงสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง
วันประชาธิปไตยสากลทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจให้พลเมืองไทยตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพที่ตนเองพึงมีตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ หรือสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การตระหนักรู้ในสิทธิเหล่านี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างสังคมที่พลเมืองสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและส่วนรวมได้
การส่งเสริมวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน วันประชาธิปไตยสากลจึงเป็นวาระที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยและกิจกรรมที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ นอกเหนือจากการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น:
- การติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและผู้แทน: การใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์เพื่อติดตามนโยบาย ตรวจสอบการใช้งบประมาณ และแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของนักการเมือง
- การเข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์: การแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายหรือโครงการต่างๆ ของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและประเทศ
- การรวมกลุ่มในภาคประชาสังคม: การทำงานผ่านองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGOs) หรือกลุ่มกิจกรรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมที่สนใจ
โอกาสในการทบทวนและพัฒนาประชาธิปไตย
วันสำคัญนี้เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยได้ร่วมกันทบทวนว่าเส้นทางประชาธิปไตยของประเทศกำลังเดินไปในทิศทางใด มีจุดแข็งที่ควรส่งเสริมและจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขอย่างไร สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และพรรคการเมือง สามารถใช้วาระนี้ในการจัดเสวนา อภิปราย หรือผลิตเนื้อหาเพื่อให้ความรู้และกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อคนทุกกลุ่มในสังคม
ประชาธิปไตยในโลกยุคใหม่: โอกาสและความท้าทาย
บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ได้สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ให้กับระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
เทคโนโลยีดิจิทัล: ดาบสองคมต่อประชาธิปไตย
ในด้านหนึ่ง เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการส่งเสริมประชาธิปไตย ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดพื้นที่ใหม่ๆ สำหรับการแสดงออกทางการเมือง การระดมความคิดเห็น และการรวมตัวเพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีเดียวกันนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทายที่น่ากังวล การแพร่กระจายของข่าวปลอม (Fake News) และข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) สามารถสร้างความแตกแยกและบั่นทอนความไว้วางใจในสถาบันประชาธิปไตย นอกจากนี้ การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเป้าหมายทางการเมือง และการสอดแนมของรัฐ ยังเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของประชาชน
บทบาทของคนรุ่นใหม่ในการกำหนดอนาคต
คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคดิจิทัลมีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและแสดงออก พวกเขามีความตื่นตัวต่อประเด็นทางสังคมและการเมืองสูง และมักจะมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง การทำความเข้าใจและเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดอนาคตของประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยให้ทันต่อยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของสังคม
บทสรุป: ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
15 ก.ย. วันประชาธิปไตยสากล ไม่ใช่เป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นวันแห่งการทบทวนและตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน สำหรับประเทศไทย วันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นเครื่องเตือนใจถึงหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชน ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ และหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองที่มุ่งสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนทุกคน
เส้นทางประชาธิปไตยของไทยที่ผ่านมาได้มอบบทเรียนอันล้ำค่าเกี่ยวกับความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและความจำเป็นในการสร้างสถาบันทางการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง และความมุ่งมั่นของพลเมืองทุกคนในการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย
ดังนั้น การส่งเสริมการศึกษาสำหรับพลเมือง (Civic Education) การเปิดพื้นที่สำหรับการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ และการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพกติกาและสิทธิของผู้อื่น คือภารกิจร่วมกันของคนในสังคม เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยสามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบที่สมบูรณ์และเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาประเทศในทุกมิติได้อย่างแท้จริง