ถอดบทเรียนกราดยิงโคราช! วิธีเอาตัวรอด Active Shooter
เหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา การเรียนรู้และเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น เหตุกราดยิง หรือที่เรียกว่า Active Shooter ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในการเอาตัวรอดอย่างถูกวิธี
- หลักการ “หนี-ซ่อน-สู้” (Run-Hide-Fight) เป็นแนวทางปฏิบัติสากลที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากสถานการณ์ Active Shooter
- การตัดสินใจอย่างรวดเร็วและมีสติคือกุญแจสำคัญ โดย “การหนี” ออกจากพื้นที่อันตรายถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอหากสามารถทำได้
- หากไม่สามารถหลบหนีได้ การ “ซ่อนตัว” ในที่ปลอดภัยและเงียบที่สุดเป็นลำดับถัดไป และการ “ต่อสู้” จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่
- การเรียนรู้จากเหตุการณ์ในอดีต เช่น โศกนาฏกรรมกราดยิงโคราช ช่วยให้สังคมสามารถถอดบทเรียนและสร้างแนวทางการป้องกันและรับมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การถอดบทเรียนกราดยิงโคราช! วิธีเอาตัวรอด Active Shooter เป็นประเด็นสำคัญที่สังคมไทยต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง สถานการณ์ Active Shooter หมายถึงเหตุการณ์ที่มีบุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปพยายามสังหารผู้คนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น โดยใช้อาวุธปืนเป็นหลัก เหตุการณ์ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ ทำให้การเตรียมความพร้อมและมีความรู้ในการปฏิบัติตนที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น โศกนาฏกรรมที่เทอร์มินอล 21 โคราช ในปี พ.ศ. 2563 ได้สร้างความตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามนี้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักการเอาตัวรอดที่เป็นสากล
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลและแนวทางการปฏิบัติตนเพื่อเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์กราดยิง โดยอ้างอิงจากหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและบทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เนื้อหาจะครอบคลุมตั้งแต่ความหมายของ Active Shooter, การวิเคราะห์สถานการณ์, ไปจนถึงการลงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของหลักการ “หนี-ซ่อน-สู้” (Run-Hide-Fight) เพื่อให้ผู้อ่านทุกกลุ่มสามารถเข้าใจและนำไปปรับใช้ได้หากต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายดังกล่าว การมีความรู้ติดตัวไว้ย่อมดีกว่าการเผชิญหน้ากับอันตรายโดยปราศจากความเข้าใจใดๆ เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ทุกวินาทีมีความหมายต่อการรอดชีวิต
ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานการณ์กราดยิง
ก่อนจะเข้าสู่แนวทางการปฏิบัติตน การทำความเข้าใจธรรมชาติของสถานการณ์ Active Shooter เป็นสิ่งแรกที่ควรทราบ เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์จริง
นิยามของ Active Shooter
Active Shooter หรือ “ผู้ก่อเหตุกราดยิง” คือบุคคลที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการสังหารหรือพยายามสังหารผู้คนในพื้นที่จำกัดและมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น โดยส่วนใหญ่มักใช้อาวุธปืน สถานการณ์เหล่านี้ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนในการเลือกเหยื่อ ซึ่งหมายความว่าผู้ก่อเหตุจะโจมตีแบบไม่เลือกหน้า เป้าหมายหลักคือการสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุดในระยะเวลาอันสั้น ลักษณะสำคัญของเหตุการณ์ประเภทนี้คือมักจะจบลงก่อนที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ ดังนั้น การเอาชีวิตรอดในช่วงเวลาวิกฤตินั้นจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นสำคัญ
โศกนาฏกรรมเทอร์มินอล 21 โคราช: บทเรียนครั้งสำคัญ
เหตุการณ์กราดยิงโคราชที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ณ ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 จังหวัดนครราชสีมา นับเป็นโศกนาฏกรรมกราดยิงที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้อาวุธสงครามก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยม ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 31 ราย (รวมผู้ก่อเหตุ) และมีผู้บาดเจ็บอีก 58 ราย เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่สาธารณะต่อภัยคุกคามในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย
จากโศกนาฏกรรมดังกล่าว ได้เกิดการถอดบทเรียนครั้งสำคัญในหลายมิติ ทั้งในด้านยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่และการเตรียมความพร้อมของประชาชนทั่วไป ทำให้หลักการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ Active Shooter ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและเผยแพร่อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะหลักการ “หนี-ซ่อน-สู้” ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
หลักการเอาตัวรอดสากล: หนี-ซ่อน-สู้ (Run-Hide-Fight)
หลักการ “หนี-ซ่อน-สู้” หรือ Run-Hide-Fight เป็นยุทธศาสตร์การตอบสนองต่อสถานการณ์ Active Shooter ที่พัฒนาขึ้นโดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศ และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก หลักการนี้ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจตามลำดับความสำคัญ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเอาชีวิตรอด
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การมีสติและตัดสินใจอย่างรวดเร็วตามหลัก “หนี-ซ่อน-สู้” คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการปกป้องชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง
ขั้นตอนที่ 1: วิ่งหนี (Run) – ทางเลือกแรกเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
เมื่อตระหนักว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์กราดยิง สิ่งแรกที่ควรทำหากมีโอกาสคือการ “วิ่งหนี” ออกจากพื้นที่อันตรายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ การนำพาตัวเองออกจากจุดเกิดเหตุคือการรับประกันความปลอดภัยที่ดีที่สุด
- ประเมินเส้นทาง: ก่อนจะวิ่ง ต้องมีเส้นทางหลบหนีที่ชัดเจนในใจ พยายามมองหาทางออกฉุกเฉิน ประตู หรือหน้าต่างที่สามารถใช้เป็นทางออกได้
- ทิ้งของทุกอย่าง: อย่าลังเลหรือเสียเวลากับทรัพย์สินหรือของใช้ส่วนตัว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิต
- หนีให้เร็วที่สุด: เมื่อตัดสินใจแล้ว ให้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วที่สุด การวิ่งเป็นเส้นตรงอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการวิ่งซิกแซ็กในบางสถานการณ์ เนื่องจากลักษณะการยิงแบบกราดมักเป็นการส่ายปืนไปด้านข้าง อย่างไรก็ตาม หากผู้ก่อเหตุเล็งยิงมาที่เป้าหมายโดยตรง การวิ่งซิกแซ็กอาจช่วยเพิ่มโอกาสรอดได้
- ช่วยเหลือผู้อื่นถ้าเป็นไปได้: หากสามารถทำได้ ให้ช่วยเหลือคนรอบข้างให้หนีไปด้วยกัน แต่ต้องไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยงที่มากขึ้น
- โทรแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อปลอดภัย: เมื่อหนีออกมายังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว ให้รีบโทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินทันที โดยให้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น ตำแหน่งของผู้ก่อเหตุ ลักษณะ และจำนวนผู้บาดเจ็บ
ขั้นตอนที่ 2: ซ่อนตัว (Hide) – เมื่อการหลบหนีไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้
ในกรณีที่ไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย ทางเลือกถัดมาคือการ “ซ่อนตัว” เป้าหมายคือการหาที่กำบังที่มิดชิดและทำให้ผู้ก่อเหตุไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าถึงตัวได้
- หาที่กำบังที่แข็งแรง: มองหาห้องที่สามารถล็อกประตูได้ เช่น ห้องเก็บของ สำนักงาน หรือห้องน้ำ พยายามใช้สิ่งของขนาดใหญ่และหนัก เช่น โต๊ะ ตู้ มาขวางประตูไว้เพื่อเพิ่มความแข็งแรง
- อยู่นอกสายตา: ซ่อนตัวในจุดที่พ้นจากสายตาของผู้ก่อเหตุ เช่น ใต้โต๊ะ ในตู้ หรือมุมมืด หลีกเลี่ยงการซ่อนหลังสิ่งของที่ไม่สามารถป้องกันกระสุนได้ เช่น ผนังยิปซั่ม หรือประตูไม้บางๆ
- ปิดเสียงและแสง: ปิดไฟในห้อง ปิดม่าน และที่สำคัญที่สุดคือปิดเสียงโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดให้เป็นระบบสั่นหรือปิดเครื่องไปเลย เพื่อไม่ให้มีเสียงหรือแสงเล็ดลอดออกไปดึงดูดความสนใจ
- กระจายตัวกันซ่อน: หากซ่อนตัวอยู่กับคนกลุ่มใหญ่ พยายามกระจายตัวกันซ่อนตามจุดต่างๆ อย่ารวมกันเป็นกลุ่มก้อน เพราะจะทำให้ตกเป็นเป้าได้ง่าย
- 保持冷静和安静: พยายามอยู่ในความสงบและเงียบที่สุด การส่งเสียงหรือเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นอาจทำให้ตำแหน่งที่ซ่อนถูกเปิดเผย
- สื่อสารอย่างระมัดระวัง: หากจำเป็นต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ควรใช้วิธีส่งข้อความแทนการโทรศัพท์ พร้อมทั้งแชร์ตำแหน่งที่ตั้งของตนเองเมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว
ขั้นตอนที่ 3: ต่อสู้ (Fight) – ทางเลือกสุดท้ายเพื่อยับยั้งภัยคุกคาม
การ “ต่อสู้” ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายอย่างแท้จริง ซึ่งจะนำมาใช้เมื่อชีวิตตกอยู่ในอันตรายถึงขีดสุด และไม่มีทางเลือกในการหนีหรือซ่อนอีกต่อไป เป้าหมายของการต่อสู้คือการหยุดยั้งหรือทำให้ผู้ก่อเหตุเสียความสามารถในการโจมตี เพื่อสร้างโอกาสในการหลบหนี
- ลงมือเมื่อจำเป็นเท่านั้น: ตัดสินใจต่อสู้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุในระยะประชิดและไม่มีทางหนี
- ใช้อาวุธเท่าที่หาได้: มองหาสิ่งของรอบตัวที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ เช่น เก้าอี้ ถังดับเพลิง กรรไกร หรือของแข็งต่างๆ เพื่อใช้ขว้างปาหรือทุบตี
- โจมตีจุดอ่อน: เล็งโจมตีไปที่จุดอ่อนของผู้ก่อเหตุ เช่น ดวงตา ใบหน้า หรือลำคอ เพื่อให้เกิดผลสูงสุด
- ร่วมมือกันสู้: หากอยู่กับคนอื่น ให้ร่วมมือกันต่อสู้ การโจมตีพร้อมกันจากหลายทิศทางจะเพิ่มโอกาสในการหยุดยั้งผู้ก่อเหตุได้มากขึ้น
- ทำอย่างเต็มที่และเด็ดขาด: เมื่อตัดสินใจสู้แล้ว ต้องทำอย่างเต็มกำลังและมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอด การลังเลอาจหมายถึงความเป็นความตาย
| หลักการ | แนวทางการปฏิบัติ | ข้อควรจำ |
|---|---|---|
| หนี (Run) | วิ่งออกจากพื้นที่อันตรายให้เร็วที่สุด ทิ้งของทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และโทรแจ้งเหตุเมื่อปลอดภัย | เป็นทางเลือกแรกและดีที่สุดเสมอหากมีโอกาส |
| ซ่อน (Hide) | หาที่กำบังที่ปลอดภัย ล็อกประตู ปิดไฟและเสียงโทรศัพท์ อยู่ให้เงียบและพ้นจากสายตา | ใช้เมื่อไม่สามารถหลบหนีได้ และต้องแน่ใจว่าที่ซ่อนนั้นปลอดภัยจริง |
| สู้ (Fight) | ใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อเผชิญหน้าโดยตรง ใช้สิ่งของรอบตัวเป็นอาวุธ และร่วมมือกันต่อสู้ | ต้องทำอย่างเด็ดขาดและเต็มกำลังเพื่อหยุดยั้งผู้ก่อเหตุ |
การวิเคราะห์เชิงปฏิบัติและแนวทางการเตรียมความพร้อม
นอกเหนือจากการเรียนรู้หลักการเอาตัวรอดแล้ว การทำความเข้าใจยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่และการสร้างความตระหนักรู้ในภาคประชาชนก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยลดความสูญเสียจากเหตุการณ์กราดยิงได้
ยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ในการรับมือเหตุการณ์
ในเหตุการณ์กราดยิงโคราช เจ้าหน้าที่ได้ใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า “จากเบาไปหาหนัก” ในการควบคุมสถานการณ์ ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนและระงับเหตุ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการวางแผนและการปฏิบัติการที่เป็นขั้นตอน อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญคือความรวดเร็วในการเข้าถึงที่เกิดเหตุของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เนื่องจากเป้าหมายหลักของผู้ก่อเหตุคือการสังหารให้ได้มากที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด การตอบสนองที่รวดเร็วจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการลดจำนวนผู้เสียชีวิต
การเตรียมความพร้อมของภาคประชาชน: เหตุใดจึงสำคัญ?
ดังที่กล่าวไปข้างต้น เหตุการณ์ Active Shooter มักจะเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์จึงเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ การมีความรู้และทักษะในการเอาตัวรอดจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หลังเหตุการณ์ที่โคราช หน่วยงานต่างๆ และสื่อมวลชนได้หันมาให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ความรู้เหล่านี้มากขึ้น เช่น คลิปวิดีโอจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาที่อธิบายหลักการ “วิ่ง-ซ่อน-สู้” อย่างละเอียด เพื่อสร้างความเข้าใจและความพร้อมให้กับสังคมในวงกว้าง การเตรียมตัวที่ดีที่สุดคือการฝึกซ้อมในใจ (Mental Rehearsal) ลองจินตนาการว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในสถานที่ที่เราอยู่เป็นประจำ เช่น ที่ทำงาน หรือห้างสรรพสินค้า เราจะหนีไปทางไหน มีที่ซ่อนที่ใดบ้าง การคิดเตรียมไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง
สรุปแนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเผชิญเหตุ
เหตุการณ์กราดยิงเป็นภัยคุกคามที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่การปฏิเสธที่จะเรียนรู้และเตรียมพร้อมไม่ใช่ทางออกที่ดี การถอดบทเรียนกราดยิงโคราชและทำความเข้าใจวิธีเอาตัวรอด Active Shooter ผ่านหลักการสากล “หนี-ซ่อน-สู้” คือสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในยุคปัจจุบัน การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง การมีสติเมื่อเผชิญเหตุ และการตัดสินใจอย่างรวดเร็วตามลำดับความสำคัญ คือหัวใจของการเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่จะ “หนี” ไปยังที่ปลอดภัย, การ “ซ่อน” ตัวอย่างมิดชิดและเงียบที่สุด, หรือการ “สู้” กลับอย่างสุดกำลังในสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ ทุกการกระทำล้วนมีผลต่อผลลัพธ์สุดท้าย การเผยแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขวางและการฝึกฝนทำความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ช่วยให้สังคมโดยรวมสามารถรับมือกับโศกนาฏกรรมที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้