Home » ภาษีที่ดิน 2568: ส่องอัตราใหม่ ใครกระทบ ต้องจ่ายเท่าไหร่?

ภาษีที่ดิน 2568: ส่องอัตราใหม่ ใครกระทบ ต้องจ่ายเท่าไหร่?

สารบัญ

การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ที่จะมีการกลับมาบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราเต็มรูปแบบอีกครั้ง บทความนี้จะเจาะลึกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ภาษีที่ดิน 2568: ส่องอัตราใหม่ ใครกระทบ ต้องจ่ายเท่าไหร่? เพื่อให้เจ้าของทรัพย์สินสามารถทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้อง

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีที่ดินปี 2568

  • การกลับมาใช้อัตราภาษีเต็มรูปแบบ: ปี 2568 จะไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีเหมือนช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาระภาษีของผู้ถือครองที่ดินบางประเภทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • บ้านหลังหลักยังคงได้รับสิทธิประโยชน์: บุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินมูลค่ารวมไม่เกิน 50 ล้านบาท และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเช่นเดิม
  • ผลกระทบต่อผู้ถือครองหลายแปลงและเชิงพาณิชย์: ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านหลังที่สองขึ้นไป, ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในนามนิติบุคคล, และเจ้าของที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการกลับมาใช้อัตราภาษีปกติมากที่สุด
  • ที่ดินรกร้างมีอัตราภาษีเชิงลงโทษ: การปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่าติดต่อกันเกิน 3 ปี จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นทุกๆ 3 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน
  • กำหนดการชำระภาษี: กำหนดเวลาสิ้นสุดสำหรับการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี 2568 คือวันที่ 31 กรกฎาคม 2568

ภาพรวมและวัตถุประสงค์ของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ ภาษีที่จัดเก็บจากผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เพื่อแทนที่กฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ฉบับเดิม การทำความเข้าใจถึงรายละเอียดของกฎหมายนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกคน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงหัวข้อ ภาษีที่ดิน 2568: ส่องอัตราใหม่ ใครกระทบ ต้องจ่ายเท่าไหร่? ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้น

เหตุผลและความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้

วัตถุประสงค์หลักของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มีหลายประการด้วยกัน ประการแรกคือ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดปัญหาการถือครองที่ดินว่างเปล่าเพื่อเก็งกำไรโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ประการที่สองคือ เพื่อสร้างรายได้ที่เป็นธรรมและยั่งยืนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในพื้นที่นั้นๆ นอกจากนี้ กฎหมายยังมุ่งสร้างความเป็นธรรมในการกระจายภาระภาษี โดยให้ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินมูลค่าสูงมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2568

ความพิเศษของปี 2568 คือการสิ้นสุดลงของมาตรการบรรเทาภาระภาษีที่เคยมีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การจัดเก็บภาษีจะกลับเข้าสู่หลักการและอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าผู้เสียภาษีบางกลุ่มอาจต้องชำระภาษีในจำนวนที่สูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกประเภทจำเป็นต้องทบทวนมูลค่าทรัพย์สินของตนเอง ทำความเข้าใจประเภทการใช้ประโยชน์ และคำนวณภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น เพื่อวางแผนทางการเงินและหลีกเลี่ยงค่าปรับจากการชำระล่าช้า

เจาะลึกอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 2568

อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกกำหนดโดยแบ่งตามประเภทการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สินเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ที่อยู่อาศัย, พาณิชยกรรม/อุตสาหกรรม, เกษตรกรรม และที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยแต่ละประเภทจะมีเพดานและขั้นบันไดของอัตราภาษีที่แตกต่างกันออกไป

กลุ่มที่ 1: ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อการอยู่อาศัย

การจัดเก็บภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยจะพิจารณาจากความเป็นเจ้าของและสถานะของบ้านว่าเป็น “บ้านหลังหลัก” หรือไม่ ซึ่งส่งผลต่อสิทธิ์ในการยกเว้นภาษีอย่างมาก

กรณีบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของบ้านหลังหลัก

สำหรับบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังนั้น (บ้านหลังหลัก) จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นมูลค่าฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก ซึ่งหมายความว่าหากมูลค่าทรัพย์สินรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จะไม่ต้องเสียภาษีเลย

ตารางอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับบ้านหลังหลัก (บุคคลธรรมดา) ปี 2568
มูลค่าทรัพย์สินรวม (บาท) อัตราภาษีต่อปี (ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท)
ไม่เกิน 50 ล้าน ได้รับการยกเว้นภาษี
50 – 75 ล้าน 0.03%
75 – 100 ล้าน 0.05%
100 ล้านขึ้นไป 0.10%

กรณีบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของบ้านหลังที่สองขึ้นไป

หากบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของบ้านหลังที่สองขึ้นไป หรือเป็นเจ้าของเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง (ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน) จะไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้น 50 ล้านบาทแรก และต้องเริ่มเสียภาษีตั้งแต่บาทแรกตามอัตราที่กำหนด

ตารางอัตราภาษีสำหรับบ้านหลังที่สองขึ้นไป (บุคคลธรรมดา) ปี 2568
มูลค่าทรัพย์สินรวม (บาท) อัตราภาษีต่อปี
ไม่เกิน 50 ล้าน 0.02%
50 – 200 ล้าน 0.03%
200 – 1,000 ล้าน 0.05%
1,000 – 5,000 ล้าน 0.07%
5,000 ล้านขึ้นไป 0.10%

กลุ่มที่ 2: ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม (กรณีนิติบุคคล)

สำหรับทรัพย์สินที่ถือครองโดยนิติบุคคล (บริษัท, ห้างหุ้นส่วน) หรือทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น สำนักงานให้เช่า โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่อยู่อาศัย และไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้น 50 ล้านบาทแรก

ตารางอัตราภาษีสำหรับที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม/อุตสาหกรรม (นิติบุคคล) ปี 2568
มูลค่าทรัพย์สินรวม (บาท) อัตราภาษีต่อปี
ไม่เกิน 50 ล้าน 0.3%
50 – 200 ล้าน 0.4%
200 – 1,000 ล้าน 0.5%
1,000 – 5,000 ล้าน 0.6%
5,000 ล้านขึ้นไป 0.7%

กลุ่มที่ 3: ที่ดินเพื่อการเกษตร

ที่ดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมจะได้รับการผ่อนปรนด้านภาษีมากที่สุด เพื่อสนับสนุนภาคเกษตรกรรมของประเทศ โดยบุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินเกษตรกรรมจะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่า 50 ล้านบาทแรก

ตารางอัตราภาษีสำหรับที่ดินเพื่อการเกษตร (บุคคลธรรมดา) ปี 2568
มูลค่าทรัพย์สิน (บาท) อัตราภาษีต่อปี (ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท)
ไม่เกิน 50 ล้าน ได้รับการยกเว้นภาษี
50 – 75 ล้าน 0.01%
75 – 100 ล้าน 0.03%
100 – 500 ล้าน 0.05%
500 – 1,000 ล้าน 0.07%
1,000 ล้านขึ้นไป 0.10%

กลุ่มที่ 4: ที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ใช้ประโยชน์

นี่คือกลุ่มที่กฎหมายมุ่งเป้าเพื่อกระตุ้นการใช้ประโยชน์มากที่สุด ที่ดินที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ จะถูกเก็บภาษีในอัตราเริ่มต้นที่ 0.3% และจะปรับเพิ่มขึ้น 0.3% ในทุกๆ 3 ปีที่ยังคงปล่อยรกร้าง แต่สูงสุดไม่เกิน 3% ของมูลค่าที่ดิน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เจ้าของนำที่ดินมาพัฒนาหรือใช้ประโยชน์ต่อไป

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีและผู้ที่ได้รับการยกเว้น

การทำความเข้าใจว่าใครคือผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีและใครที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้น เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการเตรียมความพร้อม

ใครบ้างที่ต้องเตรียมชำระภาษี

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ เจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ณ วันที่ 1 มกราคม ของปีภาษีนั้นๆ ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้:

  • บุคคลธรรมดา: ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัย, ให้เช่า, หรือใช้ประโยชน์อื่น
  • นิติบุคคล: บริษัท, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, หรือองค์กรอื่นใดที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง
  • ผู้เช่าซื้อ: ในกรณีที่มีสัญญาเช่าซื้อระยะยาว ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนบ้านอาจมีหน้าที่เสียภาษีแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม
  • ผู้ครอบครองที่ดิน: สำหรับที่ดินที่ใช้เพื่อการเกษตรซึ่งมีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท

เงื่อนไขการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

แม้ว่าผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินจะมีหน้าที่เสียภาษี แต่กฎหมายก็ได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับทรัพย์สินบางประเภทเพื่อลดภาระและส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ได้แก่:

ทรัพย์สินที่เป็น “บ้านหลังหลัก” ซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดามีชื่อในทะเบียนบ้าน และมีมูลค่ารวมของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นภาษีเต็มจำนวน

นอกจากนี้ ทรัพย์สินอื่นๆ ที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่:

  • ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมที่ถือครองโดยบุคคลธรรมดา ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • ทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น วัด, โบสถ์, โรงเรียน, โรงพยาบาลของรัฐ, หรือที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
  • ทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศตามที่กฎหมายกำหนด

วิธีคำนวณและกำหนดการชำระภาษี

เมื่อทราบอัตราภาษีและประเภทของทรัพย์สินแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคำนวณภาระภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้สูตรพื้นฐานและทำความเข้าใจกำหนดการที่เกี่ยวข้อง

สูตรการคำนวณภาษีเบื้องต้น

การคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายสามารถทำได้โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้:

ภาษีที่ต้องจ่าย = (มูลค่าที่ดิน + มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง – มูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้น) × อัตราภาษี

โดย มูลค่าที่ดิน และ มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง จะถูกประเมินโดยกรมธนารักษ์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะใช้ราคาประเมินนี้เป็นฐานในการคำนวณภาษี

ตัวอย่างการคำนวณภาษีสำหรับบ้านพักอาศัย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างการคำนวณสำหรับบ้านหลังหลักของบุคคลธรรมดา:

  • สถานการณ์: นาย ก. เป็นเจ้าของที่ดินมูลค่า 60 ล้านบาท และบ้านพักอาศัยมูลค่า 30 ล้านบาท โดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังนี้
  • มูลค่าทรัพย์สินรวม: 60,000,000 + 30,000,000 = 90,000,000 บาท
  • มูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้น: 50,000,000 บาท (สำหรับบ้านหลังหลัก)
  • ฐานภาษีที่ต้องคำนวณ: 90,000,000 – 50,000,000 = 40,000,000 บาท
  • อัตราภาษีที่ใช้: จากตารางบ้านหลังหลัก มูลค่าส่วนที่เกิน 50 ล้านแต่ไม่เกิน 75 ล้าน (ซึ่ง 40 ล้านบาทอยู่ในช่วงนี้) จะใช้อัตราภาษี 0.05% สำหรับมูลค่าที่เกิน 75 ล้าน แต่ในกรณีนี้มูลค่าเกิน 50 ล้านมา 40 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในช่วง 50-75 ล้าน ดังนั้นจะใช้อัตรา 0.03% (ตามตารางที่ระบุว่ามูลค่า 50-75 ล้าน ใช้อัตรา 0.03%) ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อมูลต้นฉบับ ที่ระบุว่ามูลค่า 75-100 ล้านใช้อัตรา 0.05% ดังนั้นมูลค่า 90 ล้านจะตกอยู่ในช่วงนี้
    ตามข้อมูลต้นฉบับที่ถูกต้อง บ้านมูลค่า 90 ล้าน จะอยู่ในช่วง 75-100 ล้านบาท และใช้อัตราภาษี 0.05%
  • ภาษีที่ต้องจ่าย: (90,000,000 – 50,000,000) × 0.05% = 40,000,000 × 0.0005 = 20,000 บาท

กำหนดเวลาและช่องทางการชำระภาษีปี 2568

สำหรับปีภาษี 2568 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องดำเนินการชำระภาษีให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยสามารถชำระได้ผ่านช่องทางต่างๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่ของทรัพย์สินนั้นๆ กำหนด เช่น การชำระโดยตรงที่สำนักงานเทศบาลหรือ อบต., ชำระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร, ที่ทำการไปรษณีย์ หรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่หน่วยงานราชการประกาศ

สรุปและแนวทางการเตรียมความพร้อม

การกลับมาบังคับใช้ภาษีที่ดิน 2568 ในอัตราเต็มรูปแบบถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญซึ่งเจ้าของทรัพย์สินทุกคนควรให้ความสนใจ โดยสรุปแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือเจ้าของบ้านหลังหลักที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งยังคงได้รับการยกเว้นภาษีตามเดิม ในทางกลับกัน กลุ่มที่ต้องเตรียมรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือนิติบุคคล, ผู้ถือครองบ้านหลังที่สองขึ้นไป, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของที่ดินรกร้างว่างเปล่า

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม เจ้าของทรัพย์สินควรเริ่มจากการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์และราคาประเมินล่าสุดของตนเอง ทำความเข้าใจประเภทการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สินว่าเข้าข่ายประเภทใด และทดลองคำนวณภาระภาษีเบื้องต้น การวางแผนทางการเงินล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อย่างราบรื่นและหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับที่ไม่จำเป็น การศึกษาข้อมูลและติดตามประกาศจากหน่วยงานภาครัฐอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเจ้าของบ้านและนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทุกคน