ส่อง ‘Token หรู’ ลงทุนหลักร้อยในของแบรนด์เนมรับปี 26
- ประเด็นสำคัญของการลงทุนใน Token หรู
- ‘Token หรู’ คืออะไร และทำไมจึงเป็นเทรนด์ใหม่แห่งปี 2569
- หลักการทำงานของ Tokenization: เปลี่ยนของหรูให้เป็นหน่วยลงทุน
- ภูมิทัศน์ของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย
- ข้อดีและโอกาสในการลงทุน Token หรู
- ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
- อนาคตของการลงทุนในของแบรนด์เนมผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล
- บทสรุป: ก้าวต่อไปของการลงทุนทางเลือก
กระแสการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองสำหรับปี 2569 คือการมาถึงของ ‘Token หรู’ ซึ่งเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าสูงอย่างของแบรนด์เนมได้ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาท เทคโนโลยี Tokenization กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของการลงทุน ทำให้สินทรัพย์ที่เคยเข้าถึงยากกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้สำหรับนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น
ประเด็นสำคัญของการลงทุนใน Token หรู

- Fractional Ownership: Token หรู คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปลี่ยนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในของแบรนด์เนมหรือสินทรัพย์มูลค่าสูงให้กลายเป็นหน่วยลงทุนย่อยๆ ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของร่วมได้
- การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น: เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนในสินค้าหรู เช่น นาฬิกา กระเป๋า หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ใจกลางเมือง ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาท
- อยู่ภายใต้การกำกับดูแล: ในประเทศไทย โทเคนดิจิทัลที่มีลักษณะเป็นการลงทุน (Investment Token) จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา: การลงทุนมีความเสี่ยงที่หลากหลาย ทั้งในด้านกฎระเบียบ ความน่าเชื่อถือของผู้ออกโทเคน การบริหารจัดการสินทรัพย์อ้างอิง และสภาพคล่องของตลาดรอง
‘Token หรู’ คืออะไร และทำไมจึงเป็นเทรนด์ใหม่แห่งปี 2569
การลงทุนใน ‘Token หรู’ หรือ Luxury Token คือการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้เพื่อแปลงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น สินค้าแบรนด์เนมหายาก อสังหาริมทรัพย์ทำเลทอง งานศิลปะ หรือของสะสม ให้กลายเป็นหน่วยดิจิทัลที่เรียกว่า “โทเคน” ซึ่งสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้สะดวกเหมือนสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ แนวคิดนี้เป็นการทลายกำแพงการลงทุน ทำให้สินทรัพย์ที่เคยจำกัดอยู่แค่ในวงของนักลงทุนรายใหญ่ สามารถเข้าถึงได้โดยนักลงทุนรายย่อยที่มีเงินทุนจำกัด
เหตุผลที่แนวคิดนี้กลายเป็นเทรนด์สำคัญในปี 2569 (2026) มาจากการผสมผสานระหว่างความต้องการการลงทุนทางเลือกที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) คนรุ่นใหม่มองหาวิธีการสร้างผลตอบแทนที่หลากหลายนอกเหนือจากการลงทุนแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกัน สินค้าแบรนด์เนมก็พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าและมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว การทำ Tokenization จึงเป็นสะพานเชื่อมที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งสองฝั่งได้อย่างลงตัว
หลักการทำงานของ Tokenization: เปลี่ยนของหรูให้เป็นหน่วยลงทุน
หัวใจสำคัญที่ทำให้การลงทุนใน Token หรูเป็นไปได้คือกระบวนการที่เรียกว่า “Tokenization” ซึ่งเป็นกระบวนการทางเทคโนโลยีในการสร้างโทเคิดิจิทัลขึ้นมาเพื่อใช้แทนสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง โดยโทเคนเหล่านี้จะถูกบันทึกและจัดการผ่านระบบบล็อกเชน ทำให้มีความโปร่งใส ปลอดภัย และตรวจสอบได้
นิยามของ Token และประเภทที่ควรรู้
Token หรือ โทเคน คือหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นบนระบบบล็อกเชน เพื่อใช้แสดงสิทธิ์ต่างๆ ของผู้ถือครอง โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนได้ดังนี้:
- Investment Token (Security Token): โทเคนเพื่อการลงทุน เป็นโทเคนที่ให้สิทธิ์แก่ผู้ถือในการเข้าร่วมลงทุนและรับผลประโยชน์จากการลงทุนนั้นๆ เช่น สิทธิ์ในส่วนแบ่งรายได้หรือกำไร ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการถือหุ้นหรือหลักทรัพย์ ด้วยเหตุนี้ Investment Token จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐอย่าง ก.ล.ต. เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน
- Utility Token: โทเคนอรรถประโยชน์ เป็นโทเคนที่ให้สิทธิ์แก่ผู้ถือในการเข้าถึงหรือแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือฟังก์ชันต่างๆ บนแพลตฟอร์มของผู้พัฒนา ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการลงทุน แต่เป็นการใช้งานในระบบนิเวศนั้นๆ
สำหรับ “Token หรู” ส่วนใหญ่มักจะถูกจัดอยู่ในประเภท Investment Token เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักคือการให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์หรือจากรายได้ที่สินทรัพย์นั้นสร้างขึ้น
Fractional Ownership: หัวใจของการลงทุนหลักร้อย
แนวคิดเรื่อง Fractional Ownership หรือ “ความเป็นเจ้าของร่วมแบบเศษส่วน” คือกลไกสำคัญที่ทำให้การลงทุนหลักร้อยในของแบรนด์เนมเป็นจริงได้ แทนที่จะต้องใช้เงินหลายล้านบาทเพื่อซื้อนาฬิกาหรูหรือกระเป๋าแบรนด์เนมสักใบ เทคโนโลยี Tokenization จะแบ่งสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์นั้นออกเป็นโทเคนจำนวนมาก เช่น แบ่งนาฬิกามูลค่า 1 ล้านบาท ออกเป็น 10,000 โทเคน ทำให้แต่ละโทเคนมีมูลค่าเริ่มต้นเพียง 100 บาท
ด้วยวิธีนี้ นักลงทุนรายย่อยจึงสามารถซื้อโทเคนตามกำลังทรัพย์ของตนเองเพื่อเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นร่วมกับผู้อื่นได้ และเมื่อมูลค่าของสินทรัพย์นั้นเพิ่มสูงขึ้น มูลค่าของโทเคนที่ถือครองอยู่ก็จะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน ทำให้เกิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เช่นกัน
ภูมิทัศน์ของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย
แม้ว่า Token ที่ผูกกับสินค้าแบรนด์เนมโดยตรงจะยังเป็นเรื่องใหม่ในไทย แต่แนวคิดการทำ Tokenization กับสินทรัพย์มูลค่าสูงได้เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จแล้ว โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกลุ่ม Real Estate-backed Token หรือโทเคนที่ใช้สิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการลงทุนในรูปแบบนี้
กรณีศึกษา: Real Estate-backed Token ต้นแบบในไทย
ในประเทศไทย มีโครงการที่นำคอนโดมิเนียมหรืออาคารสำนักงานมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อย โดยโครงการเหล่านี้ได้รับการอนุญาตจาก ก.ล.ต. และเปิดขายผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ที่ได้รับความเห็นชอบ
ตัวอย่างเช่น โครงการ SiriHub Token ที่ถือเป็น Real Estate-backed Token ตัวแรกที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และโครงการ RealX ที่นำคอนโดมิเนียมจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่าง Origin มาทำเป็นโทเคนดิจิทัล โดยมีจุดเด่นคือการเสนอขายโทเคนในราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น มีการเสนอราคา ICO เริ่มต้นเพียงโทเคนละ 182 บาท ทำให้นักลงทุนสามารถเป็นเจ้าของร่วมในอสังหาริมทรัพย์ทำเลทองและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากค่าเช่าและส่วนต่างราคาในอนาคต โดยบางโครงการมีอายุกำหนดไว้ที่ 10 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาการลงทุนที่ชัดเจน
ความสำเร็จของ Real Estate-backed Token ในไทยได้ปูทางและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่อาจนำไปสู่การขยายผลสู่สินทรัพย์หรูประเภทอื่นๆ ในอนาคต
บทบาทของ ก.ล.ต. และกรอบการกำกับดูแล
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทยมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลโทเคนดิจิทัลที่มีลักษณะเป็นการลงทุน (Investment Token) เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาด การที่โครงการใดๆ ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. หมายความว่าโครงการนั้นได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ออก ความชัดเจนของโครงการ และการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อนักลงทุน
นอกจากนี้ ระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยยังมีผู้เล่นสำคัญอย่างผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) เช่น บริษัท Token X ภายใต้กลุ่ม SCBX ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการคัดกรองโครงการและเสนอขายโทเคนให้กับนักลงทุน ทำให้กระบวนการทั้งหมดมีความเป็นมาตรฐานและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน
ข้อดีและโอกาสในการลงทุน Token หรู
การลงทุนใน Token หรูมีข้อดีที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนยุคใหม่ที่มองหาการลงทุนทางเลือก:
- การเข้าถึงสินทรัพย์มูลค่าสูง: เปิดประตูสู่การลงทุนในสินทรัพย์ที่ก่อนหน้านี้สงวนไว้สำหรับผู้มีฐานะทางการเงินสูงเท่านั้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทใหม่ๆ ได้
- เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ: ด้วยแนวคิด Fractional Ownership ทำให้สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินจำนวนไม่มาก ลดความเสี่ยงในการนำเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนในสินทรัพย์ชิ้นเดียว
- โอกาสรับผลตอบแทนสองทาง: นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนทั้งจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์อ้างอิง (Capital Gain) และจากกระแสเงินสดที่สินทรัพย์นั้นสร้างขึ้น (ในกรณีของอสังหาริมทรัพย์คือค่าเช่า)
- สภาพคล่องที่อาจสูงกว่า: โดยทฤษฎีแล้ว โทเคนดิจิทัลสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ง่ายกว่าการซื้อขายสินทรัพย์จริง ซึ่งอาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับการลงทุนได้ หากมีตลาดรองที่มีประสิทธิภาพ
- ความโปร่งใสของเทคโนโลยีบล็อกเชน: การทำธุรกรรมทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชน ทำให้สามารถตรวจสอบได้และยากต่อการปลอมแปลง
ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
เช่นเดียวกับการลงทุนทุกประเภท Token หรูก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงทุน
ความเสี่ยงด้านกฎหมายและการกำกับดูแล
แม้ในไทยจะมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับ Investment Token แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่โครงการบางแห่งอาจดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีการจัดประเภทโทเคนที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจสร้างปัญหาทางกฎหมายในภายหลังได้ นักลงทุนจึงจำเป็นต้องตรวจสอบสถานะการอนุญาตของโครงการจากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. เสมอ
ความเสี่ยงจากผู้ออกโทเคนและตัวสินทรัพย์
ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของผู้ออกโทเคนเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง แผนการบริหารจัดการสินทรัพย์อ้างอิง การเก็บรักษาสินค้าหรูให้ปลอดภัย และความโปร่งใสในการดำเนินงานล้วนส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ หากผู้บริหารจัดการขาดความเป็นมืออาชีพ อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของสินทรัพย์และผลตอบแทนของนักลงทุนได้
ความเสี่ยงด้านตลาดและสภาพคล่อง
ราคาของโทเคนอาจมีความผันผวนสูงตามอุปสงค์และอุปทานในตลาด นอกจากนี้ สภาพคล่องยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ หากไม่มีตลาดรองที่แข็งแกร่งพอ หรือมีผู้ซื้อขายน้อย อาจทำให้นักลงทุนไม่สามารถขายโทเคนในราคาที่ต้องการหรือในเวลาที่ต้องการได้
อนาคตของการลงทุนในของแบรนด์เนมผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล
ปัจจุบัน การทำ Tokenization ในประเทศไทยยังคงเน้นหนักไปที่สินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นโมเดลที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงและอยู่ภายใต้การกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดโลกกำลังมุ่งไปสู่การแปลงสินทรัพย์หลากหลายประเภทมากขึ้น รวมถึงสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างนาฬิกา กระเป๋า ไวน์ หรือรถยนต์คลาสสิก
สำหรับประเทศไทย การขยับขยายจาก Real Estate-backed Token ไปสู่ Luxury Brand-backed Token ที่แท้จริงนั้นยังคงเป็นก้าวต่อไปที่ต้องจับตา การพัฒนาทางกฎหมาย ความพร้อมของแพลตฟอร์ม และความร่วมมือจากแบรนด์ต่างๆ จะเป็นปัจจัยชี้วัดว่าเทรนด์นี้จะเติบโตในไทยได้รวดเร็วเพียงใด แต่ด้วยศักยภาพในการเปิดโอกาสการลงทุนให้กว้างขึ้น แนวคิดนี้จึงมีอนาคตที่สดใสและน่าติดตามอย่างยิ่งในปี 2569 และปีต่อๆ ไป
บทสรุป: ก้าวต่อไปของการลงทุนทางเลือก
การลงทุนใน ‘Token หรู’ ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจซึ่งผสานโลกของสินค้าแบรนด์เนมเข้ากับการเงินดิจิทัลได้อย่างลงตัว มันคือการลงทุนทางเลือกที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงสินทรัพย์มูลค่าสูงได้ผ่านกลไก Fractional Ownership ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาท
แม้ว่าในปัจจุบันตัวอย่างที่ชัดเจนในไทยจะยังคงเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นไปได้ของโมเดลนี้ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้ การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ทำความเข้าใจในตัวสินทรัพย์อ้างอิง ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ออก และประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถก้าวทันเทรนด์การลงทุนแห่งอนาคตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย