Home » ไฟไหม้มาบตาพุด! รู้จักสารเคมีอันตราย-วิธีป้องกันตัว

ไฟไหม้มาบตาพุด! รู้จักสารเคมีอันตราย-วิธีป้องกันตัว

สารบัญ

เหตุการณ์เพลิงไหม้ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ ไฟไหม้มาบตาพุด! รู้จักสารเคมีอันตราย-วิธีป้องกันตัว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสารเคมีที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สรุปประเด็นสำคัญจากเหตุการณ์

  • เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ถังเก็บสารไพรโรไลสิสแก๊สโซลีน ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567
  • สารเคมีอันตรายที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ สไตรีนโมโนเมอร์ (Styrene Monomer) ซึ่งเป็นสารไวไฟสูงและเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2B
  • เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย โดยสาเหตุหลักมาจากการสูดดมควันพิษ
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 และสั่งอพยพประชาชนในชุมชนใกล้เคียงไปยังพื้นที่ปลอดภัย
  • การป้องกันตนเองที่สำคัญที่สุดคือการสวมหน้ากากป้องกันสารเคมี และปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

เหตุการณ์ ไฟไหม้มาบตาพุด! รู้จักสารเคมีอันตราย-วิธีป้องกันตัว เป็นอุบัติภัยร้ายแรงที่เน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการดำเนินงานในเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการจัดเก็บและขนส่งสารเคมีอันตรายจำนวนมาก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของสารเคมีที่เกี่ยวข้อง อันตรายที่อาจเกิดขึ้น และวิธีป้องกันตนเองที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อาศัยและทำงานในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและชีวิต

เจาะลึกเหตุการณ์ไฟไหม้ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของประเทศ การเกิดอุบัติภัยในพื้นที่จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและต้องการการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งล่าสุดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการควบคุมสถานการณ์ที่มีสารเคมีอันตรายเข้ามาเกี่ยวข้อง

ลำดับเหตุการณ์เพลิงไหม้ถังเก็บสารเคมี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงสายของวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 10:45 น. โดยมีรายงานการเกิดเพลิงไหม้ที่ถังเก็บสารเคมีขนาดใหญ่ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด สารเคมีที่ถูกจัดเก็บในถังดังกล่าวคือ ไพรโรไลสิสแก๊สโซลีน (Pyrolysis Gasoline) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากกระบวนการผลิตโอเลฟินส์ และเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการผลิตสารเคมีอื่นๆ รวมถึงเป็นส่วนผสมในน้ำมันเบนซิน

เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วและทวีความรุนแรงขึ้นจนเกิดการระเบิดตามมา ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สร้างความตื่นตระหนกให้กับพนักงานและประชาชนในชุมชนโดยรอบ ทีมดับเพลิงและหน่วยตอบโต้ภาวะฉุกเฉินของนิคมอุตสาหกรรมได้ระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน แต่ด้วยความรุนแรงของเพลิงไหม้ ทำให้การควบคุมเป็นไปอย่างยากลำบาก ผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีพนักงานเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งได้รับการยืนยันว่าสาเหตุมาจากการสำลักควันพิษ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ 4 รายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

การตอบสนองและมาตรการฉุกเฉิน

ภายหลังเกิดเหตุไม่นาน ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ประเมินสถานการณ์และประกาศภาวะฉุกเฉินในระดับที่ 1 ก่อนจะยกระดับเป็นภาวะฉุกเฉินระดับที่ 2 ในเวลาต่อมา ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์มีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบออกไปนอกพื้นที่ของโรงงาน การยกระดับดังกล่าวทำให้หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาสนับสนุนการควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

หนึ่งในมาตรการที่สำคัญที่สุดคือการสั่งอพยพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะชุมชนหนองแฟบ และชุมชนตากวน-อ่าวประดู่ ซึ่งตั้งอยู่ใต้ลมและมีโอกาสได้รับผลกระทบจากกลุ่มควันพิษโดยตรง ทางการได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร เพื่อรองรับผู้อพยพและให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น การตัดสินใจอพยพประชาชนอย่างทันท่วงทีถือเป็นการป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารเคมีอันตรายที่เกี่ยวข้อง: รู้จัก ‘สไตรีนโมโนเมอร์’

สารเคมีอันตรายที่เกี่ยวข้อง: รู้จัก 'สไตรีนโมโนเมอร์'

แม้ว่าถังที่เกิดเหตุจะเก็บสารไพรโรไลสิสแก๊สโซลีน แต่สารเคมีอันตรายอีกชนิดหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องและสร้างความกังวลอย่างมากคือ สไตรีนโมโนเมอร์ (Styrene Monomer) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญและมีคุณสมบัติที่น่ากังวลทั้งในด้านความไวไฟและผลกระทบต่อสุขภาพ

สไตรีนโมโนเมอร์คืออะไร?

สไตรีนโมโนเมอร์ เป็นสารประกอบอินทรีย์ในกลุ่มไฮโดรคาร์บอน มีสถานะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี และมีกลิ่นเฉพาะตัว ในภาคอุตสาหกรรม สารชนิดนี้ถูกใช้เป็นสารตั้งต้นหลักในการผลิตพลาสติกโพลีสไตรีน (Polystyrene) ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ โฟม ฉนวนกันความร้อน และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้ในการผลิตยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) เช่น ยาง SBR (Styrene-Butadiene Rubber) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์

ด้วยคุณสมบัติที่เป็นสารตั้งต้นสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้สไตรีนโมโนเมอร์มีการผลิตและขนส่งในปริมาณมาก โดยเฉพาะในเขตนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างมาบตาพุด

คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี

คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของสไตรีนโมโนเมอร์คือ ความไวไฟสูง โดยมีจุดวาบไฟ (Flash Point) อยู่ที่ประมาณ 31°C ซึ่งหมายความว่าไอระเหยของสารสามารถติดไฟได้ง่ายเมื่อมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดนี้และมีแหล่งประกายไฟ การจัดเก็บสารชนิดนี้จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการเกิดอัคคีภัย นอกจากนี้ สไตรีนโมโนเมอร์ยังสามารถเกิดปฏิกิริยาโพลิเมอไรเซชัน (Polymerization) ได้เองอย่างรุนแรงหากได้รับความร้อน ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนและแรงดันสูงจนอาจนำไปสู่การระเบิดได้

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการเผาไหม้

เมื่อสไตรีนโมโนเมอร์เกิดการเผาไหม้ จะเกิดการปล่อยสารพิษออกมาหลายชนิด ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพโดยรวม สารพิษหลักที่เกิดจากการเผาไหม้ประกอบด้วย:

  • ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10 และ PM2.5): อนุภาคฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้โดยตรง ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้โรคหอบหืดหรือโรคปอดกำเริบ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO): เป็นก๊าซพิษที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เมื่อสูดดมเข้าไปจะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจน ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนเฉียบพลัน อาจมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ และหากได้รับในปริมาณมากอาจทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้
  • สารก่อมะเร็ง: องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้สไตรีนโมโนเมอร์เป็นสารในกลุ่ม 2B ซึ่งหมายถึง “อาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์” (Possibly carcinogenic to humans) การสัมผัสหรือสูดดมสารนี้และผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้ในระยะยาวจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้

นอกเหนือจากผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์แล้ว การรั่วไหลและการเผาไหม้ของสารเคมียังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ดิน และแหล่งน้ำ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟู

แนวทางการป้องกันตนเองและรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

การเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองและแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสารเคมีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยหรือทำงานในพื้นที่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรม การเตรียมความพร้อมสามารถช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบต่อสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อปฏิบัติสำหรับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

เมื่อมีประกาศแจ้งเตือนเหตุสารเคมีรั่วไหลหรือเพลิงไหม้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:

  1. ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ: รับฟังประกาศจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อรับทราบข้อมูลสถานการณ์ที่ถูกต้องและคำแนะนำในการปฏิบัติตัว
  2. สวมหน้ากากป้องกัน: หากอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากควันพิษ ควรใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากป้องกันสารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการกรองไอระเหยและฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพื่อป้องกันการสูดดมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
  3. หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง: ควรอยู่ในอาคารที่ปิดมิดชิด ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท และเปิดเครื่องปรับอากาศในระบบหมุนเวียนภายใน เพื่อลดการรับสัมผัสกับมลพิษทางอากาศจากภายนอก
  4. เตรียมพร้อมอพยพ: หากมีคำสั่งอพยพจากทางการ ควรปฏิบัติตามทันทีโดยไม่มีการลังเล เตรียมเอกสารสำคัญและของใช้ที่จำเป็น และเดินทางไปยังศูนย์พักพิงที่กำหนดตามเส้นทางที่ปลอดภัย
  5. สังเกตอาการผิดปกติ: หากมีอาการระคายเคืองตา จมูก หรือทางเดินหายใจ เช่น แสบตา แสบจมูก ไอ หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การเฝ้าระวังผลกระทบในระยะยาว

ผลกระทบจากสารเคมีอาจไม่ปรากฏในทันที การเฝ้าระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรตระหนักถึงระยะการกระจายตัวของสารเคมี ซึ่งอาจลอยไปกับลมได้ไกลถึง 5-10 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมีและความเร็วลม การตรวจสอบคุณภาพอากาศและน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ตารางเปรียบเทียบข้อควรปฏิบัติและข้อควรเลี่ยงในการรับมือเหตุเพลิงไหม้สารเคมีสำหรับประชาชน
หัวข้อ สิ่งที่ควรปฏิบัติ (Do) สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ (Don’t)
การรับข้อมูลข่าวสาร ติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการที่เชื่อถือได้ เชื่อหรือเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน
การป้องกันตนเอง สวมหน้ากากป้องกันสารเคมีหรือหน้ากากอนามัย และอยู่ในอาคารที่ปิดมิดชิด ออกไปสังเกตการณ์ในที่โล่งแจ้ง หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าธรรมดาปิดจมูก
การอพยพ ปฏิบัติตามคำสั่งอพยพของเจ้าหน้าที่ทันที และไปยังสถานที่ปลอดภัยที่กำหนด ลังเลที่จะอพยพ หรือเดินทางกลับเข้าพื้นที่เสี่ยงก่อนได้รับอนุญาต
การดับเพลิง (เบื้องต้น) ใช้ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง, CO2, หรือโฟม หากผ่านการฝึกอบรมและประเมินว่าปลอดภัย ใช้น้ำฉีดโดยตรงไปยังแหล่งเพลิงไหม้สารเคมี เพราะอาจทำให้ไฟลุกลาม

บทสรุปและข้อควรตระหนักเพื่อความปลอดภัยในอนาคต

เหตุการณ์ ไฟไหม้มาบตาพุด เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่อยู่คู่กับความเจริญทางอุตสาหกรรม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายอย่างสไตรีนโมโนเมอร์และผลกระทบจากการเผาไหม้ เป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญในการป้องกันตนเอง การรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติด้านความปลอดภัย ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพของตนเอง แต่ยังเป็นการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในการซ้อมแผนฉุกเฉิน การให้ความรู้ และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและสามารถรับมือกับอุบัติภัยทางอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต การติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดคือสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันตนเองและครอบครัวจากภัยพิบัติทางอุตสาหกรรม