Home » ไฟไหม้มาบตาพุด! สรุปเหตุ-สารเคมีอันตรายที่ควรรู้

ไฟไหม้มาบตาพุด! สรุปเหตุ-สารเคมีอันตรายที่ควรรู้

สารบัญ

เหตุการณ์เพลิงไหม้ถังเก็บสารเคมีขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ได้สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง บทความนี้จะสรุปเหตุการณ์ทั้งหมด พร้อมให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สรุปประเด็นสำคัญจากเหตุการณ์

  • ต้นเหตุ: เหตุการณ์เกิดจากการระเบิดและเพลิงไหม้ถังเก็บสารเคมี “ไพโรไลซิส แก๊สโซลีน” ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด
  • ความสูญเสีย: ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย จากการสูดดมควันและบาดแผลไฟไหม้
  • ความเสี่ยงเพิ่มเติม: เกิดความกังวลว่าเพลิงอาจลุกลามไปยังถังเก็บก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งอาจทำให้เกิดการระเบิดขนาดใหญ่ตามมา
  • การรับมือ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับที่ 2 ดำเนินการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และระดมรถโฟมเข้าควบคุมสถานการณ์
  • ข้อเรียกร้อง: นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มีการทบทวนแผนบริหารจัดการความเสี่ยงและมาตรการป้องกันอุบัติภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วน

ลำดับเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่มาบตาพุด

ลำดับเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่มาบตาพุด

เหตุการณ์ไฟไหม้มาบตาพุดครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลมาจากลำดับเหตุการณ์ที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจไทม์ไลน์ของเหตุการณ์จะช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์และความท้าทายที่ทีมรับมือเหตุฉุกเฉินต้องเผชิญ

การระเบิดครั้งแรกและการลุกลาม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 เมื่อถังเก็บสารไพโรไลซิส แก๊สโซลีน ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และกลุ่มควันพิษสีดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างหนาแน่น เปลวเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากสารเคมีดังกล่าวมีคุณสมบัติเป็นเชื้อเพลิงและไวไฟสูง เสียงระเบิดที่ดังสนั่นสร้างความตื่นตระหนกให้กับพนักงานและชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีรายงานผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสำลักควันพิษและบาดแผลจากไฟไหม้ ทีมดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยจากหลายหน่วยงานได้รีบเข้าพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่การเข้าถึงจุดเกิดเหตุเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากความร้อนที่รุนแรงและความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดซ้ำ

การปะทุซ้ำและความท้าทายในการควบคุมเพลิง

แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้ในเบื้องต้น แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการปะทุของไฟขึ้นมาอีกครั้งในเวลาต่อมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการจัดการกับสารเคมีไวไฟปริมาณมหาศาล ความร้อนที่สะสมอยู่ในถังเก็บสารเคมีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการปะทุซ้ำได้

ยิ่งไปกว่านั้น ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของเจ้าหน้าที่และประชาชนคือความเสี่ยงที่ไฟจะลุกลามไปยังถังเก็บสารเคมีและเชื้อเพลิงอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะถังเก็บก๊าซ LPG ซึ่งหากเกิดการระเบิดขึ้นจะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและรุนแรงกว่าหลายเท่าตัว สถานการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและทรัพยากรจำนวนมากในการควบคุมไม่ให้บานปลาย

ทำความรู้จัก ‘ไพโรไลซิส แก๊สโซลีน’ สารเคมีต้นเหตุ

ศูนย์กลางของเหตุการณ์ไฟไหม้มาบตาพุดครั้งนี้คือสารเคมีที่มีชื่อว่า “ไพโรไลซิส แก๊สโซลีน” (Pyrolysis Gasoline) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ไพแก๊ส” การทำความเข้าใจคุณสมบัติและอันตรายของสารชนิดนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้น

คุณสมบัติและความอันตราย

ไพโรไลซิส แก๊สโซลีน เป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ (by-product) จากกระบวนการผลิตโอเลฟินส์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีลักษณะเป็นของเหลวใสคล้ายน้ำมันเบนซิน ประกอบด้วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด เช่น เบนซีน โทลูอีน และไซลีน ซึ่งล้วนเป็นสารที่มีคุณสมบัติไวไฟสูงและเป็นพิษต่อร่างกาย

ไพโรไลซิส แก๊สโซลีน มีจุดเดือดต่ำและสามารถระเหยเป็นไอได้ง่ายที่อุณหภูมิห้อง เมื่อไอระเหยผสมกับอากาศในสัดส่วนที่เหมาะสมและมีประกายไฟ จะสามารถจุดติดไฟและเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงได้

นอกจากความไวไฟสูงแล้ว การเผาไหม้ของไพโรไลซิส แก๊สโซลีน ยังก่อให้เกิดกลุ่มควันพิษที่มีสารอันตรายปะปนอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหามลพิษทางอากาศและส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ที่สัมผัส

ตารางสรุปข้อมูลสำคัญของสารไพโรไลซิส แก๊สโซลีน
คุณสมบัติ/ความเสี่ยง รายละเอียด
สถานะทางกายภาพ ของเหลวไวไฟ มีกลิ่นคล้ายน้ำมันเบนซิน
ความเสี่ยงหลัก ไวไฟสูง เสี่ยงต่อการระเบิดเมื่อผสมกับอากาศ
ความเป็นพิษ มีสารประกอบที่เป็นพิษ เช่น เบนซีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
ผลกระทบจากการเผาไหม้ เกิดควันพิษและสารมลพิษทางอากาศ (Air Pollutants)

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

การรั่วไหลหรือเผาไหม้ของไพโรไลซิส แก๊สโซลีน ส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การสูดดมไอระเหยหรือควันพิษเข้าไปในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาจหมดสติได้ ดังที่ปรากฏในข่าวระยองว่ามีผู้บาดเจ็บจากการสูดดมควัน ในระยะยาว การสัมผัสสารประกอบอย่างเบนซีนอย่างต่อเนื่องมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ในด้านสิ่งแวดล้อม การรั่วไหลของสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำหรือดินจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนที่รุนแรงและยากต่อการฟื้นฟู ขณะที่การเผาไหม้จะปลดปล่อยมลพิษทางอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของชุมชนในบริเวณใกล้เคียง

มาตรการรับมือและจัดการภาวะฉุกเฉิน

เมื่อเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลและเพลิงไหม้ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด การตอบสนองที่รวดเร็วและเป็นระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยสำคัญในการจำกัดความเสียหายและปกป้องชีวิตของประชาชน

การประกาศภาวะฉุกเฉินและการอพยพ

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดระยองได้ประกาศยกระดับสถานการณ์เป็นภาวะฉุกเฉินระดับที่ 2 ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์มีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบในวงกว้างเกินกว่าที่หน่วยงานในพื้นที่จะรับมือได้โดยลำพัง การประกาศนี้ทำให้สามารถระดมสรรพกำลังและทรัพยากรจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงบริษัทเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียง เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่

มาตรการสำคัญอันดับแรกคือการอพยพประชาชน พนักงาน และผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงออกจากบริเวณเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสควันพิษและอันตรายจากการระเบิดที่อาจเกิดขึ้น การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การอพยพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจสอบคุณภาพอากาศและผลกระทบ

หนึ่งในความกังวลหลักของประชาชนคือปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดจากกลุ่มควันดำหนาทึบ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งทีมเข้าตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่โดยรอบอย่างต่อเนื่อง ผลการตรวจวัดในเบื้องต้นพบว่าคุณภาพอากาศในรัศมี 5 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยคลายความกังวลของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบในระยะยาวยังคงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

บทเรียนและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ

เหตุการณ์ไฟไหม้มาบตาพุดครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มีความหนาแน่นสูงและมีการจัดเก็บสารเคมีอันตรายจำนวนมาก นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตที่สำคัญหลายประการ

ข้อเรียกร้องหลักคือการทบทวนและปรับปรุงแผนบริหารจัดการความเสี่ยงและแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินของโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความทันสมัยและรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแบบซับซ้อน (cascading effects) เช่น การลุกลามของเพลิงไหม้จากถังหนึ่งไปยังอีกถังหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งในเหตุการณ์นี้

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะถังจัดเก็บสารเคมีที่มีอายุการใช้งานนาน รวมถึงการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายให้แก่พนักงานและชุมชนโดยรอบก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและความสูญเสียได้ในอนาคต

สรุปภาพรวมและแนวทางการป้องกันในอนาคต

เหตุการณ์ไฟไหม้ถังเก็บสารไพโรไลซิส แก๊สโซลีน ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แม้ว่าเหตุการณ์จะสร้างความสูญเสีย แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประสานงานและรับมือกับภาวะวิกฤตของหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ควรนำไปสู่การปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ การจัดทำแผนฉุกเฉินที่ครอบคลุม ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน การลงทุนในเทคโนโลยีการป้องกันและตรวจจับเหตุผิดปกติล่วงหน้า รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลและความร่วมมือกับชุมชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับนิคมอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป