ศธ. ประกาศยกเลิกสอบ O-NET ถาวร กระทบเด็กไทย
การตัดสินใจครั้งสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในการยกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบการศึกษาไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความกดดันของนักเรียน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคำถามและความท้าทายใหม่ๆ ให้กับแวดวงการศึกษา
- การยกเลิกการสอบ O-NET มีผลถาวรสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป
- เหตุผลหลักของการยกเลิกคือเพื่อลดความเครียดของนักเรียน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และให้อิสระแก่โรงเรียนในการประเมินผล
- สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 การสอบ O-NET ยังคงมีการจัดสอบและใช้สัดส่วนคะแนนตามเดิมในบางบริบท
- การเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งความท้าทายในการวัดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาในระดับชาติ และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาระบบการประเมินผลรูปแบบใหม่
- โรงเรียนและครูจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการออกแบบวิธีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับศักยภาพและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน
การที่ ศธ. ประกาศยกเลิกสอบ O-NET ถาวร กระทบเด็กไทย อย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นหมุดหมายการปฏิรูปการวัดผลการศึกษาของประเทศ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือหลักในการประเมินคุณภาพการศึกษาของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายต่างๆ รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระและความเครียดของนักเรียน พร้อมทั้งส่งเสริมให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่นในการประเมินผลที่สอดคล้องกับบริบทของตนเองมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงผลกระทบของการสอบที่มีต่อนักเรียนและระบบการศึกษามาอย่างยาวนาน กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นว่าการสอบมาตรฐานกลางแบบเดียวกันทั่วประเทศอาจไม่สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย และสร้างแรงกดดันที่ไม่จำเป็น การยกเลิก O-NET จึงเป็นการเปิดทางไปสู่ระบบการประเมินผลที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล และให้อำนาจแก่ครูและโรงเรียนในการสร้างสรรค์เครื่องมือวัดผลที่เหมาะสมกับนักเรียนของตนเองมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการวัดมาตรฐานการศึกษาของชาติในภาพรวม และจะทำอย่างไรให้คุณภาพการศึกษาของไทยยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของการศึกษาไทย
การประกาศยกเลิกการสอบ O-NET สำหรับนักเรียนชั้น ป.6 และ ม.3 อย่างถาวรโดยกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การศึกษาไทยยุคใหม่ การสอบ O-NET ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานกลางในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศมาเป็นเวลานาน การตัดสินใจยุติการสอบในสองระดับชั้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการยกเลิกข้อสอบ แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในการวัดและประเมินผลการศึกษาของชาติ จากเดิมที่เน้นการเปรียบเทียบด้วยมาตรฐานเดียว (Standardization) ไปสู่แนวทางที่เน้นความหลากหลายและความเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน (Contextualization) มากขึ้น
เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญ
การตัดสินใจยกเลิก O-NET มีปัจจัยประกอบหลายประการ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานานในระบบการศึกษาไทย ดังนี้:
- การลดความเครียดและความกดดันของนักเรียน: O-NET ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแหล่งที่มาสำคัญของความเครียดสำหรับนักเรียน การเตรียมตัวเพื่อทำคะแนนให้ดีในการสอบเพียงครั้งเดียวสร้างแรงกดดันมหาศาล ทั้งจากตนเอง ครอบครัว และโรงเรียน การยกเลิกการสอบนี้จึงมุ่งหวังที่จะคืนบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลายและสร้างสรรค์ให้กับผู้เรียน
- การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: โครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชนเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่เชื่อมโยงกับการยกเลิก O-NET โดยมีแนวคิดว่านักเรียนไม่ควรต้องแข่งขันกันเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในเมือง แต่ควรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน การมีอยู่ของ O-NET ซึ่งคะแนนมักถูกนำไปใช้ในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ ได้สร้างวัฒนธรรมการแข่งขันที่รุนแรงและอาจไม่เป็นธรรมสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีทรัพยากรจำกัด
- ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19: การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โรงเรียนจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบออนไลน์หรือผสมผสาน ซึ่งสร้างความท้าทายในการเข้าถึงการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกัน การจัดสอบระดับชาติในสถานการณ์เช่นนี้จึงอาจไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงและอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม
- การเพิ่มความเป็นอิสระให้สถานศึกษา: กระทรวงศึกษาธิการต้องการส่งเสริมให้โรงเรียนและครูมีอิสระในการออกแบบหลักสูตรและการประเมินผลที่สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียนในบริบทของตนเอง การยึดติดกับการสอบกลางทำให้การเรียนการสอนมุ่งเน้นไปที่การติวเพื่อสอบมากกว่าการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
- การลดภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทาง: สำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล การเดินทางไปยังสนามสอบอาจเป็นเรื่องยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูง การยกเลิกสอบจึงช่วยลดภาระในส่วนนี้ให้กับนักเรียนและผู้ปกครองได้โดยตรง
ขอบเขตและผลบังคับใช้ของการยกเลิก
ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการได้ระบุขอบเขตของการยกเลิกไว้อย่างชัดเจน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามให้มีผลบังคับใช้ถาวรตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป สำหรับระดับชั้นดังต่อไปนี้:
- ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 (ป.6)
- ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3)
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การยกเลิกนี้ไม่ได้ครอบคลุมทุกระดับชั้น โดยสำหรับ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) การสอบ O-NET ยังคงมีการจัดสอบต่อไป และในบางกรณีอาจยังมีการใช้สัดส่วนคะแนนตามเกณฑ์เดิม เช่น การพิจารณาคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาบางสาขา หรือการเทียบวุฒิการศึกษา ซึ่งยังคงใช้โครงสร้างการประเมินผลที่อิงคะแนน O-NET ควบคู่กับผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ในสัดส่วน 70:30 ตามลำดับ การคงไว้ซึ่งการสอบในระดับ ม.6 สะท้อนให้เห็นว่าระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยยังคงต้องการเครื่องมือวัดมาตรฐานกลางเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบผู้สมัครจากทั่วประเทศ
ผลกระทบจากการที่ ศธ. ประกาศยกเลิกสอบ O-NET ถาวร กระทบเด็กไทย
การตัดสินใจยกเลิกการสอบ O-NET ถาวรในระดับชั้น ป.6 และ ม.3 ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งระบบการศึกษาไทย ก่อให้เกิดผลกระทบที่หลากหลายทั้งในเชิงบวกและเชิงท้าทายต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และผู้วางนโยบายทางการศึกษา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เปรียบเสมือนดาบสองคมที่ด้านหนึ่งเป็นการปลดล็อกศักยภาพและลดความกดดัน แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างสุญญากาศและความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของประเทศ
การยกเลิกสอบ O-NET ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการวัดผล แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาระบบการประเมินผลรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
มิติเชิงบวกต่อผู้เรียนและสถานศึกษา
ผลกระทบในเชิงบวกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับนักเรียนและบรรยากาศในห้องเรียนโดยตรง การนำ “กำแพง” ของการสอบ O-NET ออกไป ได้เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์และมีความหมายมากขึ้น
- การปลดปล่อยจากความกดดัน: นักเรียนในระดับประถมและมัธยมต้นไม่ต้องเผชิญกับความวิตกกังวลและความเครียดสะสมจากการเตรียมตัวสอบระดับชาติ ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น และสามารถมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้เนื้อหาที่ตนเองสนใจได้อย่างเต็มที่ บรรยากาศการเรียนรู้ในห้องเรียนเปลี่ยนจาก “การเรียนเพื่อสอบ” ไปสู่ “การเรียนเพื่อรู้”
- การส่งเสริมการเรียนรู้ที่หลากหลาย: เมื่อครูและโรงเรียนไม่ต้องพะวงกับการติวเนื้อหาให้ตรงตามข้อสอบ O-NET พวกเขามีอิสระมากขึ้นในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และความคิดสร้างสรรค์ สามารถจัดการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based Learning) หรือการเรียนรู้จากปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ได้อย่างเต็มศักยภาพ
- การประเมินผลที่สะท้อนตัวตนผู้เรียน: โรงเรียนสามารถพัฒนาระบบการประเมินผลภายในที่หลากหลายและต่อเนื่อง (Formative Assessment) เช่น การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน การสังเกตพฤติกรรม การนำเสนอผลงาน หรือการทดสอบย่อยที่สอดคล้องกับสิ่งที่สอน ซึ่งสามารถสะท้อนพัฒนาการและความสามารถที่แท้จริงของนักเรียนได้ดีกว่าการสอบแบบปรนัยเพียงครั้งเดียว
- ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน: การยกเลิก O-NET ช่วยลดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างนักเรียนในเมืองที่มีโอกาสเข้าถึงสถาบันกวดวิชาได้มากกว่า กับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ทำให้การประเมินผลมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนเป็นหลัก
ความท้าทายและข้อกังวลในระบบการวัดผลภาพรวม
ในอีกด้านหนึ่ง การหายไปของเครื่องมือวัดมาตรฐานกลางอย่าง O-NET ก็ได้สร้างความท้าทายและข้อกังวลที่สำคัญ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องหาแนวทางรับมืออย่างเร่งด่วน
- ปัญหาการเปรียบเทียบคุณภาพการศึกษา: O-NET เคยเป็นข้อมูลชุดเดียวที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถมองเห็นภาพรวมและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนในแต่ละพื้นที่หรือระหว่างโรงเรียนได้ เมื่อไม่มีเกณฑ์มาตรฐานกลางนี้แล้ว การประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับชาติ การระบุพื้นที่ที่ต้องการการพัฒนาเร่งด่วน หรือการติดตามผลของนโยบายต่างๆ อาจทำได้ยากขึ้น
- ความน่าเชื่อถือของเกรดในโรงเรียน: อาจเกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของผลการเรียนที่โรงเรียนเป็นผู้ออกให้เองทั้งหมด หากไม่มีมาตรฐานกลางมาอ้างอิง อาจมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหา “เกรดเฟ้อ” หรือมาตรฐานการให้คะแนนที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างโรงเรียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
- การขาดข้อมูลเพื่อการพัฒนา: ข้อมูลผลการสอบ O-NET ในอดีตไม่ได้ถูกใช้เพื่อตัดสินนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับโรงเรียนในการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของตนเอง การขาดข้อมูลเชิงเปรียบเทียบนี้อาจทำให้โรงเรียนบางแห่งขาดตัวชี้วัดในการพัฒนาคุณภาพ
- ความเสี่ยงในการสร้างระบบวัดผลที่ไม่มีทิศทาง: แม้การให้อิสระแก่โรงเรียนจะเป็นเรื่องดี แต่หากขาดการสนับสนุนและการกำกับดูแลที่ดีพอ อาจนำไปสู่การพัฒนาระบบการวัดผลที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่สอดคล้องกับมาตรฐานที่ควรจะเป็น เกิดความแตกต่างของคุณภาพการประเมินระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อมสูงกับโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากร
| มิติที่พิจารณา | ผลกระทบเชิงบวก (โอกาส) | ความท้าทาย (ข้อกังวล) |
|---|---|---|
| นักเรียน | ลดความเครียดและความกดดัน มีสุขภาพจิตดีขึ้น มุ่งเน้นการเรียนรู้ที่ตนเองสนใจ | อาจเผชิญกับระบบการประเมินของโรงเรียนที่หลากหลายและไม่มีมาตรฐานกลางในการเปรียบเทียบ |
| โรงเรียนและครู | มีอิสระในการออกแบบหลักสูตรและการประเมินผลที่สร้างสรรค์และสอดคล้องกับผู้เรียน | ต้องพัฒนาศักยภาพในการสร้างเครื่องมือวัดผลที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ อาจขาดข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อการพัฒนา |
| ระบบการศึกษาชาติ | ส่งเสริมการศึกษาที่เน้นพัฒนาการรอบด้าน ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน | ขาดเครื่องมือวัดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาในภาพรวม ทำให้การกำกับดูแลและวางนโยบายทำได้ยากขึ้น |
| ผู้ปกครอง | ลดภาระค่าใช้จ่ายในการกวดวิชาและการเดินทางไปสอบของบุตรหลาน | อาจเกิดความไม่มั่นใจในมาตรฐานการประเมินของโรงเรียน และการเปรียบเทียบคุณภาพการศึกษา |
ทิศทางการประเมินผลการศึกษาแห่งชาติในยุคใหม่
หลังจากการยกเลิกสอบ O-NET ในระดับ ป.6 และ ม.3 ระบบการศึกษาไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ทิศทางต่อไปนี้มุ่งเน้นการกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา พร้อมกับการแสวงหาเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่สะท้อนคุณภาพการศึกษาในภาพรวม โดยไม่สร้างภาระหรือความกดดันให้กับผู้เรียนเช่นในอดีต
อิสระในการออกแบบการวัดผลของโรงเรียน
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการมอบความไว้วางใจและอิสระให้กับโรงเรียนในการเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านการประเมินผลนักเรียน โรงเรียนแต่ละแห่งจะสามารถพัฒนาระบบการประเมินของตนเองที่สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษา วิสัยทัศน์ และบริบทของชุมชน แนวทางนี้จะเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมการวัดผลที่หลากหลาย เช่น:
- การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment): เน้นการประเมินทักษะและความสามารถของนักเรียนในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง ผ่านการทำโครงงาน การทดลอง หรือการนำเสนอผลงาน
- การประเมินเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment): ครูจะทำการประเมินอย่างสม่ำเสมอตลอดภาคการศึกษา เพื่อให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียนและนำไปปรับปรุงการสอนของตนเอง แทนที่จะรอตัดสินผลจากการสอบปลายภาคเพียงครั้งเดียว
- แฟ้มสะสมงานดิจิทัล (Digital Portfolio): นักเรียนรวบรวมผลงานที่ดีที่สุดของตนเองในรูปแบบดิจิทัล เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการการเรียนรู้และความสามารถในด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม
- การประเมินสมรรถนะ (Competency-based Assessment): มุ่งวัดผลว่านักเรียนสามารถนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ได้จริงหรือไม่ แทนที่จะเน้นการท่องจำเนื้อหาเพื่อตอบข้อสอบ
อย่างไรก็ตาม การจะทำให้แนวทางนี้ประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนในการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการออกแบบและใช้เครื่องมือวัดผลที่หลากหลายและมีคุณภาพ
บทบาทของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หลังการเปลี่ยนแปลง
แม้ว่าการสอบ O-NET ในระดับ ป.6 และ ม.3 จะถูกยกเลิกไป แต่บทบาทของ สทศ. ในฐานะองค์กรกลางด้านการทดสอบของชาติยังคงมีความสำคัญอยู่ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่ โดย สทศ. อาจมีบทบาทในด้านต่างๆ ดังนี้:
- การจัดสอบระดับชาติเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ: สทศ. ยังคงมีการจัดสอบ O-NET ในระดับชั้น ม.6 เพื่อใช้ในระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากนี้ อาจมีการจัดสอบในลักษณะของการสุ่มตัวอย่าง (Sampling) ในระดับชั้นอื่นๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัย หรือเพื่อประเมินผลนโยบายการศึกษาในภาพรวม โดยไม่ผูกโยงกับผลการเรียนของนักเรียนรายบุคคล
- การพัฒนาคลังข้อสอบมาตรฐาน: สทศ. สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการพัฒนาและให้บริการคลังข้อสอบมาตรฐานแก่โรงเรียนต่างๆ เพื่อนำไปปรับใช้ในการประเมินภายใน ซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพและมาตรฐานการวัดผลในระดับหนึ่ง
- การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการวัดผล: สทศ. สามารถทุ่มเททรัพยากรไปกับการวิจัยและพัฒนารูปแบบการประเมินใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และให้บริการทางวิชาการแก่สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- การเทียบเคียงมาตรฐานระดับนานาชาติ: สทศ. ยังคงมีบทบาทในการประสานงานและดำเนินการทดสอบระดับนานาชาติ เช่น PISA (Programme for International Student Assessment) เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพการศึกษากับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
อนาคตการศึกษาไทยหลังการยกเลิก O-NET
สรุปได้ว่า การที่ ศธ. ประกาศยกเลิกสอบ O-NET ถาวร สำหรับนักเรียนชั้น ป.6 และ ม.3 เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กล้าหาญและมีเป้าหมายเพื่อปฏิรูประบบการศึกษาให้ก้าวไปข้างหน้า โดยมุ่งเน้นที่การลดความเครียด ความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบุคคล การเปลี่ยนแปลงนี้ได้มอบอิสระและความรับผิดชอบให้แก่สถานศึกษาในการสร้างสรรค์วิธีการประเมินผลของตนเอง ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาที่หลากหลาย
ทว่าความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้ขึ้นอยู่กับความท้าทายที่สำคัญ นั่นคือการสร้างกลไกใหม่ขึ้นมาทดแทนเพื่อประกันคุณภาพและติดตามมาตรฐานการศึกษาของชาติในภาพรวม การพัฒนาศักยภาพครูให้พร้อมรับมือกับบทบาทใหม่ในการเป็นผู้ออกแบบการวัดผล และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมต่อระบบการประเมินผลที่หลากหลายและกระจายศูนย์ อนาคตของการศึกษาไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยกเลิกสิ่งเก่าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมขึ้นมาทดแทน เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพและพร้อมสำหรับโลกในวันข้างหน้าอย่างแท้จริง