Home » กนง. จ่อขึ้นดอกเบี้ย? กระทบค่าบ้าน-ค่ารถเราแค่ไหน

กนง. จ่อขึ้นดอกเบี้ย? กระทบค่าบ้าน-ค่ารถเราแค่ไหน

สารบัญ

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประชาชนทั่วไปที่มีภาระหนี้สินเชื่อระยะยาว คำถามที่ว่า กนง. จ่อขึ้นดอกเบี้ย? กระทบค่าบ้าน-ค่ารถเราแค่ไหน จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการวางแผนทางการเงินของครัวเรือนจำนวนมาก แม้ว่าในการประชุมครั้งล่าสุด กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่การทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการปรับขึ้นในอนาคต ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม กนง.

  • คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: กนง. มีมติด้วยเสียง 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.75 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบาง
  • รักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย: การคงดอกเบี้ยเป็นการรักษา “พื้นที่” หรือความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต
  • ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP: กนง. ได้ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 เป็นร้อยละ 2.3 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 2.0
  • ความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง: แม้เศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะขยายตัวดีกว่าคาด แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปี
  • ผลกระทบหากขึ้นดอกเบี้ย: หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต จะส่งผลโดยตรงให้ต้นทุนทางการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจสูงขึ้น โดยเฉพาะภาระการผ่อนชำระสินเชื่อบ้านและรถยนต์

การตัดสินใจของ กนง. ในแต่ละครั้งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อหาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาเสถียรภาพราคา และการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม

ทำความเข้าใจกลไกการตัดสินใจของ กนง.

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงผลกระทบในเชิงลึก การทำความเข้าใจบทบาทของ กนง. และความสำคัญของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะช่วยให้เห็นภาพรวมของกลไกการทำงานของนโยบายการเงินที่ส่งผลมาถึงชีวิตประจำวันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คือใคร?

คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. (Monetary Policy Committee: MPC) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหลักของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งภายในและภายนอก ธปท. มีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทางของนโยบายการเงินของประเทศ โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการคือ:

  1. การรักษาเสถียรภาพด้านราคา (Price Stability): ควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นเร็วเกินไป
  2. การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (Sustainable Economic Growth): กำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว
  3. การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน (Financial Stability): ดูแลให้ระบบสถาบันการเงินของประเทศมีความมั่นคงและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุมของ กนง. เพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะจัดขึ้นประมาณ 8 ครั้งต่อปี ซึ่งผลการประชุมแต่ละครั้งจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยนักลงทุน ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไป

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย: เครื่องมือสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจ

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เป็นเครื่องมือหลักในการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินไปยังสถาบันการเงินต่างๆ เปรียบเสมือน “ต้นทุน” ที่ธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายเมื่อกู้ยืมเงินจากธนาคารกลาง

เมื่อ กนง. ประกาศปรับขึ้นหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์ก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยของตนเองตามไปด้วย ทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR), อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้คือสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน

  • การขึ้นดอกเบี้ย: มักทำในช่วงที่เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปหรือเงินเฟ้อสูง เพื่อชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และจูงใจให้คนออมเงินมากขึ้น
  • การลดดอกเบี้ย: มักทำในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมถูกลง และลดแรงจูงใจในการออม

วิเคราะห์ผลการประชุมล่าสุด: คงดอกเบี้ยที่ 1.75%

ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 กนง. ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.75 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่ระมัดระวังและให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

เหตุผลเบื้องหลังมติคงอัตราดอกเบี้ย

การตัดสินใจของ กนง. สะท้อนให้เห็นถึงการประเมินภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง แม้ว่าตัวเลขบางอย่างจะดูดีขึ้นก็ตาม เหตุผลสำคัญเบื้องหลังมติ “คง” ดอกเบี้ย สามารถสรุปได้ดังนี้

การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาพื้นที่ทางนโยบายทางการเงิน (Policy Space) ไว้สำหรับปรับลดในอนาคตเมื่อสถานการณ์มีความเหมาะสม และเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ กนง. ยังแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย การรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสภาวะเช่นนี้อาจเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปอีก

มุมมองต่อเศรษฐกิจไทย: ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2568

ประเด็นที่น่าสนใจจากการประชุมครั้งล่าสุดคือ การปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 ขึ้นเป็น ร้อยละ 2.3 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2.0 การปรับเพิ่มนี้มีสาเหตุหลักมาจากการที่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงมุมมองที่ระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองว่ามีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งปัจจัยภายนอกจากเศรษฐกิจโลก และปัจจัยภายในประเทศ เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายของประชาชนในระยะต่อไป

สถานการณ์สมมติ: หาก กนง. ขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดอะไรขึ้น?

สถานการณ์สมมติ: หาก กนง. ขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดอะไรขึ้น?

แม้ว่าปัจจุบัน กนง. จะยังไม่มีแผนขึ้นดอกเบี้ย แต่การทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจนนำไปสู่การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต จะช่วยให้ภาคครัวเรือนสามารถเตรียมตัวรับมือได้ดียิ่งขึ้น

ผลกระทบโดยตรงต่อภาระสินเชื่อบ้านและรถยนต์

ผลกระทบที่ชัดเจนและรวดเร็วที่สุดคือ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น เมื่อ กนง. ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR และ MLR ตามมา ซึ่งจะส่งผลให้:

  • ค่างวดผ่อนชำระเพิ่มขึ้น: สำหรับผู้ที่มีสินเชื่อบ้านหรือรถยนต์ โดยเฉพาะสินเชื่อที่ใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ภาระการผ่อนชำระต่อเดือนสูงขึ้นทันทีในรอบการปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป
  • ภาระดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญาสูงขึ้น: แม้ค่างวดจะเท่าเดิมในบางสัญญา แต่สัดส่วนของเงินที่จ่ายไปเพื่อชำระดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ทำให้การตัดเงินต้นทำได้ช้าลง และส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยโดยรวมที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาสูงขึ้น

การเพิ่มขึ้นของภาระหนี้สินนี้จะกระทบต่อสภาพคล่องและกำลังซื้อของครัวเรือนโดยตรง อาจทำให้ต้องลดการใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ลงเพื่อนำเงินมาโปะค่างวดที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และยานยนต์

การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ผู้ที่มีหนี้สินอยู่แล้ว แต่ยังส่งผลต่อผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อบ้านหรือรถยนต์ด้วยเช่นกัน เมื่อต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น จะทำให้ความสามารถในการกู้ของผู้บริโภคลดลง และทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอออกไป สิ่งนี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง:

  • ความต้องการสินเชื่อชะลอตัว: ธนาคารจะพบว่าความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถแบกรับภาระค่างวดที่สูงขึ้นได้
  • ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา: ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อาจต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลง และอาจทำให้ราคาบ้านและคอนโดมิเนียมทรงตัวหรือเติบโตช้าลง เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ
  • ตลาดยานยนต์ชะลอตัว: เช่นเดียวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยอดขายรถยนต์อาจได้รับผลกระทบจากการที่ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถคันใหม่ออกไป

กลุ่มที่ต้องจับตา: ผู้มีสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว

ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและเร็วที่สุดจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยคือกลุ่มผู้กู้ที่ทำสัญญา สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan) เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้จะถูกปรับขึ้นลงตามประกาศของธนาคาร ซึ่งอ้างอิงมาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกทอดหนึ่ง

สำหรับสินเชื่อบ้าน โดยทั่วไปมักจะมีช่วงอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ในช่วง 1-3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ดังนั้น ผู้ที่ผ่อนบ้านเกิน 3 ปีขึ้นไปจึงเป็นกลุ่มที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอยู่เสมอ

ตารางเปรียบเทียบผลกระทบ: คงดอกเบี้ย vs. ขึ้นดอกเบี้ย

ตารางสรุปเปรียบเทียบผลกระทบจากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยที่แตกต่างกันต่อภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจโดยรวม
ปัจจัยที่พิจารณา กรณีคงอัตราดอกเบี้ย (สถานการณ์ปัจจุบัน) กรณีขึ้นอัตราดอกเบี้ย (สถานการณ์สมมติ)
ภาระผ่อนบ้าน/รถ ภาระผ่อนชำระทรงตัว ช่วยรักษาสภาพคล่องของครัวเรือน ภาระผ่อนชำระสูงขึ้นทันที (สำหรับดอกเบี้ยลอยตัว) ลดกำลังซื้อ
การขอสินเชื่อใหม่ ต้นทุนการกู้ยืมคงที่ กระตุ้นให้ผู้ที่มีความพร้อมตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ทำให้การตัดสินใจขอสินเชื่อใหม่ชะลอตัว
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดค่อยๆ ฟื้นตัว ผู้ประกอบการยังคงเดินหน้าโครงการได้ ความต้องการซื้อลดลง ตลาดอาจซบเซา ราคาอสังหาฯ เติบโตช้า
ดอกเบี้ยเงินฝาก อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ ผลตอบแทนจากการออมน้อย อัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จูงใจให้คนออมมากขึ้น
ภาพรวมเศรษฐกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อหรือความร้อนแรง

ปัจจัยชี้วัดทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต

การตัดสินใจของ กนง. ในการประชุมครั้งต่อๆ ไป จะขึ้นอยู่กับข้อมูลและแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามองดังนี้

อัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สองปัจจัยนี้ถือเป็นหัวใจหลักในการพิจารณา หากอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกินกรอบเป้าหมาย อาจสร้างแรงกดดันให้ กนง. ต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ในทางกลับกัน หากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ กนง. ก็อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไป หรือแม้กระทั่งพิจารณาปรับลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เสถียรภาพระบบการเงินและปัญหาหนี้ครัวเรือน

ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วอาจเพิ่มความเสี่ยงที่หนี้เสีย (NPL) ในระบบจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินได้ ดังนั้น กนง. จึงต้องพิจารณาผลกระทบในส่วนนี้อย่างรอบคอบ เพื่อให้การปรับนโยบายไม่สร้างปัญหาใหม่ให้กับระบบการเงิน

ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ดังนั้น สภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป จึงมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินของธนาคารกลางอื่นๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่ กนง. ต้องนำมาประเมินความเสี่ยงและพิจารณาประกอบการตัดสินใจเสมอ

บทสรุปและแนวทางการเตรียมความพร้อม

ณ ปัจจุบัน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบางและเผชิญความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในอนาคตยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเข้ามาใหม่ ทั้งอัตราเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

แม้จะยังไม่มีสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ แต่การตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการปรับขึ้นในอนาคตถือเป็นสิ่งสำคัญ การเตรียมความพร้อมทางการเงินจึงเป็นแนวทางที่รอบคอบสำหรับภาคครัวเรือน การวางแผนทางการเงินอย่างมีระบบ การทบทวนโครงสร้างหนี้สินของตนเอง โดยเฉพาะการตรวจสอบประเภทของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ (คงที่หรือลอยตัว) และการสร้างเงินออมสำรองเผื่อฉุกเฉิน จะช่วยสร้างเกราะป้องกันทางการเงินและลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวได้เป็นอย่างดี