Home » ขายออนไลน์ต้องรู้! กฎหมาย E-commerce ใหม่ คุมเข้มคนโกง

ขายออนไลน์ต้องรู้! กฎหมาย E-commerce ใหม่ คุมเข้มคนโกง

สารบัญ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยนำมาซึ่งความท้าทายด้านความปลอดภัยและความโปร่งใส เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภาครัฐจึงเตรียมบังคับใช้กฎหมาย E-commerce ฉบับใหม่ที่มุ่งเน้นการป้องกันการฉ้อโกงและเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ประกอบการทุกระดับ

สรุปประเด็นสำคัญของกฎหมาย E-commerce ฉบับใหม่

  • เพิ่มความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม: แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อสินค้าผิดกฎหมายหรือการหลอกลวง และต้องจัดให้มีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ
  • บทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ขาย: กำหนดโทษปรับและจำคุกสำหรับความผิดต่างๆ เช่น การไม่แสดงราคาสินค้า การขายของปลอม หรือการให้ข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค
  • ป้องกันการผูกขาดด้านขนส่ง: แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเสนอตัวเลือกผู้ให้บริการขนส่งแก่ลูกค้าอย่างน้อย 3-5 ราย เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค: สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อด้วยมาตรการที่เข้มงวดขึ้น และมีหน่วยงานอย่าง ETDA เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียน
  • บังคับใช้การยืนยันตัวตน: ผู้ขายและแพลตฟอร์มต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการสร้างบัญชีปลอมเพื่อฉ้อโกง

ภาพรวมของกฎหมาย E-commerce ใหม่และผลกระทบต่อผู้ขาย

ภาพรวมของกฎหมาย E-commerce ใหม่และผลกระทบต่อผู้ขาย

สำหรับผู้ที่ขายออนไลน์ต้องรู้! กฎหมาย E-commerce ใหม่ คุมเข้มคนโกงฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดระเบียบตลาดการค้าออนไลน์ของไทยให้มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยยิ่งขึ้น กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังสร้างกลไกป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยกำหนดให้ทั้งแพลตฟอร์มและผู้ขายรายย่อยต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับวงการค้าขายออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการทุกคนจำเป็นต้องศึกษาและปรับตัวเพื่อดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน

ความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้เพิ่มขึ้นตามสถิติการร้องเรียนปัญหาการซื้อขายออนไลน์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ 1212 (1212 OCC) ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พบว่าจำนวนผู้ร้องเรียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในปี 2564 ที่มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 2,221 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์ฯ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการมีกฎเกณฑ์ที่เข้มแข็งเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างมาตรฐานให้กับตลาดอีคอมเมิร์ซ ดังนั้น ผู้ขายทุกคนจึงควรทำความเข้าใจในสาระสำคัญของกฎหมายใหม่นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายโดยไม่เจตนา

กฎระเบียบใหม่สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

กฎหมาย E-commerce ฉบับใหม่ได้กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้นสำหรับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อวิธีการดำเนินงานและความสัมพันธ์กับผู้ขายและผู้ซื้อ มาตรการเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดช่องโหว่ที่เคยทำให้แพลตฟอร์มสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้

การป้องกันการผูกขาดด้านการขนส่ง

หนึ่งในข้อกำหนดที่น่าสนใจคือมาตรการป้องกันการผูกขาดในธุรกิจขนส่งสินค้า โดยกฎระเบียบใหม่บังคับให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเสนอทางเลือกผู้ให้บริการขนส่งแก่ลูกค้าอย่างน้อย 3-5 ราย เพื่อให้ผู้บริโภคมีอิสระในการเลือกใช้บริการที่เหมาะสมกับความต้องการและราคาที่พึงพอใจมากที่สุด มาตรการนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่บางแพลตฟอร์มมีความร่วมมือพิเศษกับบริษัทขนส่งเพียงรายเดียว เช่น กรณีความร่วมมือระหว่าง TikTok Shop กับ J&T Express ซึ่งอาจนำไปสู่การจำกัดการแข่งขันในตลาด กฎเกณฑ์นี้คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2025 เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในระยะยาว

ความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย DPS

ภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform Service) หรือกฎหมาย DPS แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่สามารถอ้างว่าเป็นเพียง “ตัวกลาง” ได้อีกต่อไป โดยมีข้อบังคับสำคัญดังนี้:

  • การรับเรื่องร้องเรียน: แพลตฟอร์มต้องจัดตั้งช่องทางและกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • การจัดการสินค้าผิดกฎหมาย: มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและดำเนินการลบหรือระงับการขายสินค้าที่ผิดกฎหมาย ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือไม่ได้มาตรฐานออกจากแพลตฟอร์มทันทีที่ตรวจพบหรือได้รับแจ้ง
  • การรายงานข้อมูล: ต้องรายงานข้อมูลการดำเนินงานที่สำคัญแก่หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล เพื่อความโปร่งใสและเป็นข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและออกมาตรการเยียวยาผู้บริโภคเพิ่มเติม

กฎหมาย DPS ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าแพลตฟอร์มจะเข้ามามีบทบาทในการคัดกรองและรับผิดชอบต่อคุณภาพของสินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมของตลาดขายของออนไลน์

ข้อบังคับและบทลงโทษสำหรับผู้ขายออนไลน์

นอกเหนือจากแพลตฟอร์มแล้ว ผู้ขายออนไลน์รายย่อยก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมาย E-commerce ใหม่นี้ โดยมีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้นสำหรับการกระทำความผิดต่างๆ เพื่อป้องปรามการฉ้อโกงและสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการทุกคน

การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานการค้าออนไลน์ ผู้ขายจึงต้องใส่ใจในรายละเอียดของการนำเสนอสินค้าและบริการ ตั้งแต่การให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนไปจนถึงการเคารพในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจปลอดภัยจากบทลงโทษ แต่ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและฐานลูกค้าที่ยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

ตารางสรุปข้อหาและบทลงโทษสำหรับผู้ขายออนไลน์ตามกฎหมาย E-commerce ใหม่
ประเภทการกระทำความผิด รายละเอียด บทลงโทษ
ไม่แสดงราคาสินค้า การไม่ติดป้ายแสดงราคาและรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ การจำหน่ายสินค้าปลอม สินค้าลอกเลียนแบบ หรือสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โทษจำคุก 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับ 50,000 – 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การหลอกลวงหรือให้ข้อมูลเท็จ การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการเพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อขาย (เช่น อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง) โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์)

การคุ้มครองผู้บริโภคและสถานการณ์การร้องเรียน

เป้าหมายหลักประการหนึ่งของกฎหมาย E-commerce ใหม่ คือการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล จากข้อมูลของ ETDA พบว่าปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการกำกับดูแลและความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องเผชิญ

ในปี 2564 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ (1212 OCC) ของ ETDA ได้รับเรื่องร้องเรียนเฉลี่ยสูงถึง 2,221 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งศูนย์ฯ ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความจำเป็นในการมีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มแข็งเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

กฎหมายใหม่จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างกลไกให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนและได้รับการเยียวยาอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเป็นด่านแรกในการรับผิดชอบและแก้ไขปัญหา ซึ่งช่วยลดภาระและสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี

กลโกงที่พบบ่อยในการซื้อขายออนไลน์

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายควรตระหนักถึงกลโกงที่มิจฉาชีพนิยมใช้บนโลกออนไลน์ โดยหน่วยงานภาครัฐได้รวบรวม 10 กลโกงยอดนิยมที่ควรระวัง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงโดยใช้ข้อมูลเท็จ เช่น

  • การสร้างร้านค้าปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกให้โอนเงิน
  • การโฆษณาสินค้าเกินจริงหรือไม่ตรงกับภาพที่แสดง
  • การส่งสินค้าไม่ตรงตามที่สั่งซื้อ หรือส่งของที่ไม่มีมูลค่ามาแทน
  • การหลอกลวงให้กรอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน
  • การหลอกขายสินค้าในราคาถูกผิดปกติเพื่อจูงใจ

การมีความรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้ ประกอบกับมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างสภาพแวดล้อมการซื้อขายออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

บทสรุป และแนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ค้าออนไลน์

การบังคับใช้กฎหมาย E-commerce ฉบับใหม่ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานตลาดการค้าออนไลน์ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มความรับผิดชอบของทั้งแพลตฟอร์มและผู้ขาย เพื่อป้องกันการฉ้อโกงและสร้างความโปร่งใส ซึ่งจะนำไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและนำไปปรับใช้กับการดำเนินงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่การแสดงข้อมูลสินค้าและราคาให้ถูกต้องชัดเจน การตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าเพื่อไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ ไปจนถึงการให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่ลูกค้า การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากบทลงโทษทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว ผู้ขายที่สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้