กฎหมาย AI ใหม่! กระทบชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง?
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบแนะนำสินค้าออนไลน์ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อน การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ทำให้ภาครัฐทั่วโลกต้องเร่งสร้างกรอบกติกาเพื่อกำกับดูแลการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ประเทศไทยเองก็กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่นี้อย่างยั่งยืน
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- กฎหมาย AI ฉบับใหม่ของไทยมุ่งเน้นการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Approach) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการส่งเสริมนวัตกรรม
- ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองสิทธิด้านความโปร่งใส โดยสามารถขอคำอธิบายเหตุผลการตัดสินใจจาก AI ที่ส่งผลกระทบโดยตรง เช่น การอนุมัติสินเชื่อ
- มีการกำหนดกรอบความรับผิดชอบที่ชัดเจนสำหรับความเสียหายที่เกิดจากระบบ AI เช่น อุบัติเหตุจากรถยนต์ไร้คนขับ
- ภาคธุรกิจและนักพัฒนาจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการรายงานเหตุการณ์ที่เข้มงวดขึ้น
- กฎหมายนี้ได้รับอิทธิพลจาก EU AI Act แต่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนา AI ที่มีจริยธรรมและป้องกันอคติ
สาระสำคัญของกฎหมาย AI ฉบับใหม่
การมาถึงของ กฎหมาย AI ใหม่! กระทบชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง? เป็นคำถามสำคัญที่ทุกภาคส่วนกำลังให้ความสนใจ ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยี แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจน ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยจะกำหนดแนวทางการพัฒนาและการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้อย่างเหมาะสม คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง แทนที่จะสร้างปัญหาใหม่ๆ ที่ซับซ้อนและแก้ไขได้ยากในอนาคต
แก่นแท้ของกฎหมายนี้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ใช้งาน ผู้พัฒนา และสังคมโดยรวม ว่าระบบ AI ที่นำมาใช้งานในประเทศนั้นมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ การวางรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคงจะช่วยดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศของ AI ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกต่อไป
หลักการกำกับดูแล AI: แนวทางใหม่ของประเทศไทย
หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. AI ฉบับใหม่ของไทยคือการนำหลักการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Approach) มาใช้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลักการนี้หมายความว่าระบบ AI จะไม่ถูกกำกับดูแลภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด แต่จะมีการจำแนกประเภทและกำหนดมาตรการควบคุมที่แตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน ความปลอดภัย และสังคมโดยรวม
แนวทางกำกับดูแลตามความเสี่ยงนี้ช่วยสร้างความสมดุลที่จำเป็นระหว่างการปกป้องสังคมจากอันตรายของเทคโนโลยี และการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมสามารถเติบโตได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินความจำเป็น
แนวทางการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง
การจำแนกประเภทของ AI ตามความเสี่ยงช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุม AI ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ในขณะที่ AI ที่มีความเสี่ยงต่ำจะเผชิญกับกฎระเบียบที่น้อยกว่า ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพสามารถพัฒนาและทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปแล้ว การแบ่งระดับความเสี่ยงสามารถจำแนกได้เป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้
AI ที่มีความเสี่ยงต้องห้าม (Prohibited-Risk AI)
นี่คือกลุ่ม AI ที่มีระดับความเสี่ยงสูงสุดและถือว่าเป็นการคุกคามต่อคุณค่าและสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน กฎหมายจะไม่อนุญาตให้มีการพัฒนาหรือใช้งาน AI ประเภทนี้ในประเทศโดยเด็ดขาด ตัวอย่างของ AI ในกลุ่มนี้อาจรวมถึงระบบการให้คะแนนทางสังคม (Social Scoring) โดยภาครัฐที่ส่งผลต่อการเข้าถึงสิทธิและบริการต่างๆ หรือระบบที่มุ่งร้ายเพื่อชักจูงพฤติกรรมของบุคคลในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายหรือจิตใจ การห้าม AI กลุ่มนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของจริยธรรมและมนุษยธรรม
AI ที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk AI)
AI ในกลุ่มนี้ไม่ถึงกับถูกห้าม แต่เนื่องจากอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย สุขภาพ หรือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดตลอดวงจรชีวิตของระบบ ตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้งานและการตรวจสอบหลังการใช้งาน ตัวอย่างเช่น AI ที่ใช้ในการวินิจฉัยทางการแพทย์, ระบบคัดกรองผู้สมัครงาน, การประเมินเพื่ออนุมัติสินเชื่อ, หรือ AI ที่ใช้ในกระบวนการยุติธรรม
ผู้พัฒนาและผู้ให้บริการ AI ความเสี่ยงสูงจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ เช่น:
- การจัดตั้งระบบบริหารจัดการความเสี่ยง: ต้องมีการประเมินและลดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
- คุณภาพของชุดข้อมูล: ข้อมูลที่ใช้ฝึกสอน AI ต้องมีคุณภาพสูงและปราศจากอคติเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติ
- ความโปร่งใสและการให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้: ผู้ใช้ต้องรับทราบว่ากำลังโต้ตอบกับระบบ AI และต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสามารถและข้อจำกัดของระบบ
- การมีมนุษย์กำกับดูแล (Human Oversight): ต้องมีกลไกให้มนุษย์สามารถเข้ามาตรวจสอบ แทรกแซง หรือสั่งหยุดการทำงานของ AI ได้เมื่อจำเป็น
- การแต่งตั้งตัวแทนทางกฎหมายในประเทศ: สำหรับผู้ให้บริการจากต่างประเทศ จะต้องมีตัวแทนในประเทศไทยเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อและรับผิดชอบ
- การรายงานเหตุการณ์ผิดปกติ: ต้องมีการรายงานเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดจากระบบ AI ไปยังหน่วยงานกำกับดูแลอย่างทันท่วงที
การปรับใช้แนวทางจาก EU AI Act
เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวทางการกำกับดูแลของไทยได้รับแรงบันดาลใจสำคัญมาจากกฎหมาย AI ของสหภาพยุโรป หรือ EU AI Act ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่พยายามวางกรอบการควบคุม AI อย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตาม การร่างกฎหมายของไทยไม่ได้เป็นการคัดลอกมาทั้งหมด แต่เป็นการนำหลักการสำคัญมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยยังคงเน้นย้ำในหลักการสากล เช่น ความโปร่งใส, ความสามารถในการตรวจสอบได้, การป้องกันอคติ และการพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรม
| ระดับความเสี่ยง | ตัวอย่างการใช้งาน | แนวทางการกำกับดูแลหลัก |
|---|---|---|
| ความเสี่ยงต้องห้าม (Prohibited Risk) | ระบบให้คะแนนทางสังคม, AI ที่ชักจูงพฤติกรรมที่เป็นอันตราย | ไม่อนุญาตให้พัฒนาหรือใช้งานโดยเด็ดขาด |
| ความเสี่ยงสูง (High Risk) | AI ทางการแพทย์, การคัดเลือกบุคคล, การอนุมัติสินเชื่อ, ระบบในกระบวนการยุติธรรม | ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวด เช่น การบริหารความเสี่ยง, การมีมนุษย์กำกับ, ความโปร่งใส, และการรายงานผล |
| ความเสี่ยงจำกัด/ต่ำ (Limited/Low Risk) | แชทบอท, ระบบแนะนำเนื้อหา, ตัวกรองสแปม | มีข้อกำหนดด้านความโปร่งใสเป็นหลัก เช่น ผู้ใช้ต้องรับรู้ว่ากำลังสื่อสารกับ AI |
กฎหมาย AI ใหม่! กระทบชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง?
การบังคับใช้กฎหมาย AI ฉบับใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนไทยในหลากหลายมิติ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างเกราะคุ้มกันเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และปลอดภัย การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสามารถสรุปได้ดังนี้
การคุ้มครองสิทธิและความโปร่งใสในการตัดสินใจ
หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจของระบบ AI ที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิและโอกาสของประชาชน ในปัจจุบัน หลายครั้งที่การตัดสินใจสำคัญๆ เช่น การอนุมัติสินเชื่อ, การคัดเลือกผู้สมัครเข้าทำงาน, หรือแม้แต่การพิจารณาเบี้ยประกัน ถูกดำเนินการโดยระบบ AI โดยที่ผู้ถูกประเมินไม่เคยทราบถึงเกณฑ์หรือเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนั้นเลย
กฎหมายใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการระบบ AI (เช่น ธนาคาร หรือบริษัทประกัน) ต้องสามารถเปิดเผยหรืออธิบายเหตุผลที่สมเหตุสมผลเบื้องหลังการตัดสินใจของ AI ได้ หากมีการร้องขอ ตัวอย่างเช่น หากบุคคลใดถูกปฏิเสธสินเชื่อโดยระบบ AI บุคคลนั้นจะมีสิทธิขอคำอธิบายว่าการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยใดบ้าง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเป็นธรรม แต่ยังเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขข้อมูลที่อาจผิดพลาดได้ ซึ่งเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนและลดลักษณะการทำงานแบบ “กล่องดำ” (Black Box) ของ AI ลง
ความรับผิดชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหาย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กฎหมาย AI จะเข้ามาจัดการคือเรื่องของความรับผิดชอบ (Liability) เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความเสียหายจากระบบ AI ในปัจจุบันยังคงมีความคลุมเครือว่าใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบระหว่างผู้ผลิต, ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์, ผู้ให้บริการ หรือผู้ใช้งาน
กฎหมายฉบับใหม่จะสร้างกรอบความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของรถยนต์ไร้คนขับ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น กฎหมายจะช่วยระบุได้ว่าความรับผิดชอบควรตกอยู่ที่ฝ่ายใดตามลำดับชั้นของความผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นความบกพร่องของเซ็นเซอร์จากผู้ผลิต, ข้อผิดพลาดของอัลกอริทึมจากผู้พัฒนา, หรือการบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสมของผู้ให้บริการ การมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนนี้จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและรวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนเพิ่มความระมัดระวังและใส่ใจในมาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ยกระดับความปลอดภัยและความเป็นธรรมในบริการสำคัญ
กฎหมายจะควบคุม AI ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ละเอียดอ่อน เช่น การแพทย์และการยุติธรรม ในด้านการแพทย์ ระบบ AI ช่วยวินิจฉัยโรคจะต้องผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่ามีความแม่นยำและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย ลดความเสี่ยงจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด
ในทำนองเดียวกัน หากมีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม เช่น การประเมินความเสี่ยงของผู้กระทำความผิด กฎหมายจะกำหนดให้ระบบดังกล่าวต้องปราศจากอคติทางเชื้อชาติ, เพศ หรือสถานะทางสังคม เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและรับประกันความเป็นธรรมแก่ทุกคนในสังคม การควบคุมที่เข้มงวดนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้เชี่ยวชาญและยกระดับคุณภาพของบริการสาธารณะ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์ในเรื่องที่สำคัญอย่างสมบูรณ์
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและนักพัฒนาเทคโนโลยี
สำหรับภาคธุรกิจและกลุ่มนักพัฒนาเทคโนโลยี การมาถึงของ พ.ร.บ. AI ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทาย องค์กรต่างๆ จะต้องทบทวนกระบวนการพัฒนาและปรับใช้ AI ของตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายใหม่
การส่งเสริมนวัตกรรมอย่างสมดุล
แม้ว่ากฎหมายจะเน้นการควบคุมความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะปิดกั้นการเติบโตของนวัตกรรม ในทางกลับกัน กฎหมายพยายามสร้างสมดุลโดยใช้แนวทางที่ยืดหยุ่น หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “พื้นที่กำกับดูแลที่ผ่อนปรน” หรือ Regulatory Sandbox ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมเพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพสามารถทดลองและพัฒนาระบบ AI ใหม่ๆ ได้โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด
Regulatory Sandbox ช่วยให้นักพัฒนามีอิสระในการทดสอบแนวคิดใหม่ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะละเมิดกฎระเบียบเต็มรูปแบบในทันที ซึ่งจะช่วยเร่งการเกิดนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบและปลอดภัย ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลก็สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนากฎเกณฑ์ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์จริงได้ต่อไป
ข้อกำหนดและความท้าทายใหม่สำหรับองค์กร
ในอีกด้านหนึ่ง องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่พัฒนาหรือใช้งาน AI ความเสี่ยงสูง จะต้องเผชิญกับความท้าทายในการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้นในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในระบบบริหารจัดการความเสี่ยง การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล การจัดทำเอกสารทางเทคนิคอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส และการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย
ความท้าทายเหล่านี้จะผลักดันให้องค์กรต้องยกระดับมาตรฐานการพัฒนา AI ของตนเองให้มีความเป็นมืออาชีพและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น บริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป ในขณะที่บริษัทที่สามารถสร้าง AI ที่น่าเชื่อถือและสอดคล้องกับกฎหมายได้ ก็จะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว
บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลในยุค AI
กฎหมาย AI ฉบับใหม่จะไม่ได้ทำงานแบบรวมศูนย์เพียงหน่วยงานเดียว แต่จะมีการกระจายอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละภาคส่วน (Sectoral Regulators) เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับภาคการเงิน หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสำหรับเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ AI เข้ามามีบทบาทในการออกมาตรการและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นๆ
แนวทางนี้มีความยืดหยุ่นและช่วยให้การกำกับดูแลสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากหน่วยงานในแต่ละภาคส่วนมีความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในบริบทของตนเองดีที่สุด ทำให้สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ที่ปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยอยู่ภายใต้กรอบใหญ่ของ พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์
สรุป: อนาคตของ AI ภายใต้กรอบกฎหมายใหม่
การเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ. ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรกของประเทศไทย ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ กฎหมายนี้ไม่ใช่การสร้างอุปสรรค แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อให้อนาคตของ AI ในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องสิทธิของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี และส่งเสริมนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ
สำหรับประชาชนทั่วไป กฎหมายนี้จะมอบความคุ้มครองและความโปร่งใสที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้อย่างสบายใจและมั่นคงยิ่งขึ้น ในขณะที่ภาคธุรกิจและนักพัฒนา การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่นี้อาจเป็นความท้าทายในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว นี่คือโอกาสในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ AI ที่มีคุณภาพและได้รับความไว้วางใจจากสังคม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต ทุกภาคส่วนจึงควรเตรียมพร้อมศึกษาและทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืนต่อไป