Home » กฎหมาย AI ใหม่! กระทบชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง?

กฎหมาย AI ใหม่! กระทบชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง?

สารบัญ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบแนะนำสินค้าออนไลน์ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อน การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ทำให้ภาครัฐทั่วโลกต้องเร่งสร้างกรอบกติกาเพื่อกำกับดูแลการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ประเทศไทยเองก็กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่นี้อย่างยั่งยืน

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง

  • กฎหมาย AI ฉบับใหม่ของไทยมุ่งเน้นการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Approach) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการส่งเสริมนวัตกรรม
  • ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองสิทธิด้านความโปร่งใส โดยสามารถขอคำอธิบายเหตุผลการตัดสินใจจาก AI ที่ส่งผลกระทบโดยตรง เช่น การอนุมัติสินเชื่อ
  • มีการกำหนดกรอบความรับผิดชอบที่ชัดเจนสำหรับความเสียหายที่เกิดจากระบบ AI เช่น อุบัติเหตุจากรถยนต์ไร้คนขับ
  • ภาคธุรกิจและนักพัฒนาจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการรายงานเหตุการณ์ที่เข้มงวดขึ้น
  • กฎหมายนี้ได้รับอิทธิพลจาก EU AI Act แต่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนา AI ที่มีจริยธรรมและป้องกันอคติ

สาระสำคัญของกฎหมาย AI ฉบับใหม่

การมาถึงของ กฎหมาย AI ใหม่! กระทบชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง? เป็นคำถามสำคัญที่ทุกภาคส่วนกำลังให้ความสนใจ ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยี แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจน ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยจะกำหนดแนวทางการพัฒนาและการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้อย่างเหมาะสม คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง แทนที่จะสร้างปัญหาใหม่ๆ ที่ซับซ้อนและแก้ไขได้ยากในอนาคต

แก่นแท้ของกฎหมายนี้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ใช้งาน ผู้พัฒนา และสังคมโดยรวม ว่าระบบ AI ที่นำมาใช้งานในประเทศนั้นมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ การวางรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคงจะช่วยดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศของ AI ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกต่อไป

หลักการกำกับดูแล AI: แนวทางใหม่ของประเทศไทย

หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. AI ฉบับใหม่ของไทยคือการนำหลักการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Approach) มาใช้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลักการนี้หมายความว่าระบบ AI จะไม่ถูกกำกับดูแลภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด แต่จะมีการจำแนกประเภทและกำหนดมาตรการควบคุมที่แตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน ความปลอดภัย และสังคมโดยรวม

แนวทางกำกับดูแลตามความเสี่ยงนี้ช่วยสร้างความสมดุลที่จำเป็นระหว่างการปกป้องสังคมจากอันตรายของเทคโนโลยี และการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมสามารถเติบโตได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินความจำเป็น

แนวทางการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง

การจำแนกประเภทของ AI ตามความเสี่ยงช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุม AI ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ในขณะที่ AI ที่มีความเสี่ยงต่ำจะเผชิญกับกฎระเบียบที่น้อยกว่า ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพสามารถพัฒนาและทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปแล้ว การแบ่งระดับความเสี่ยงสามารถจำแนกได้เป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้

AI ที่มีความเสี่ยงต้องห้าม (Prohibited-Risk AI)

นี่คือกลุ่ม AI ที่มีระดับความเสี่ยงสูงสุดและถือว่าเป็นการคุกคามต่อคุณค่าและสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน กฎหมายจะไม่อนุญาตให้มีการพัฒนาหรือใช้งาน AI ประเภทนี้ในประเทศโดยเด็ดขาด ตัวอย่างของ AI ในกลุ่มนี้อาจรวมถึงระบบการให้คะแนนทางสังคม (Social Scoring) โดยภาครัฐที่ส่งผลต่อการเข้าถึงสิทธิและบริการต่างๆ หรือระบบที่มุ่งร้ายเพื่อชักจูงพฤติกรรมของบุคคลในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายหรือจิตใจ การห้าม AI กลุ่มนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของจริยธรรมและมนุษยธรรม

AI ที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk AI)

AI ในกลุ่มนี้ไม่ถึงกับถูกห้าม แต่เนื่องจากอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย สุขภาพ หรือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดตลอดวงจรชีวิตของระบบ ตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้งานและการตรวจสอบหลังการใช้งาน ตัวอย่างเช่น AI ที่ใช้ในการวินิจฉัยทางการแพทย์, ระบบคัดกรองผู้สมัครงาน, การประเมินเพื่ออนุมัติสินเชื่อ, หรือ AI ที่ใช้ในกระบวนการยุติธรรม

ผู้พัฒนาและผู้ให้บริการ AI ความเสี่ยงสูงจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ เช่น:

  • การจัดตั้งระบบบริหารจัดการความเสี่ยง: ต้องมีการประเมินและลดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  • คุณภาพของชุดข้อมูล: ข้อมูลที่ใช้ฝึกสอน AI ต้องมีคุณภาพสูงและปราศจากอคติเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติ
  • ความโปร่งใสและการให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้: ผู้ใช้ต้องรับทราบว่ากำลังโต้ตอบกับระบบ AI และต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสามารถและข้อจำกัดของระบบ
  • การมีมนุษย์กำกับดูแล (Human Oversight): ต้องมีกลไกให้มนุษย์สามารถเข้ามาตรวจสอบ แทรกแซง หรือสั่งหยุดการทำงานของ AI ได้เมื่อจำเป็น
  • การแต่งตั้งตัวแทนทางกฎหมายในประเทศ: สำหรับผู้ให้บริการจากต่างประเทศ จะต้องมีตัวแทนในประเทศไทยเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อและรับผิดชอบ
  • การรายงานเหตุการณ์ผิดปกติ: ต้องมีการรายงานเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดจากระบบ AI ไปยังหน่วยงานกำกับดูแลอย่างทันท่วงที

การปรับใช้แนวทางจาก EU AI Act

เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวทางการกำกับดูแลของไทยได้รับแรงบันดาลใจสำคัญมาจากกฎหมาย AI ของสหภาพยุโรป หรือ EU AI Act ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่พยายามวางกรอบการควบคุม AI อย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตาม การร่างกฎหมายของไทยไม่ได้เป็นการคัดลอกมาทั้งหมด แต่เป็นการนำหลักการสำคัญมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยยังคงเน้นย้ำในหลักการสากล เช่น ความโปร่งใส, ความสามารถในการตรวจสอบได้, การป้องกันอคติ และการพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรม

ตารางเปรียบเทียบสรุปการกำกับดูแล AI ตามระดับความเสี่ยงในร่างกฎหมายฉบับใหม่
ระดับความเสี่ยง ตัวอย่างการใช้งาน แนวทางการกำกับดูแลหลัก
ความเสี่ยงต้องห้าม (Prohibited Risk) ระบบให้คะแนนทางสังคม, AI ที่ชักจูงพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ไม่อนุญาตให้พัฒนาหรือใช้งานโดยเด็ดขาด
ความเสี่ยงสูง (High Risk) AI ทางการแพทย์, การคัดเลือกบุคคล, การอนุมัติสินเชื่อ, ระบบในกระบวนการยุติธรรม ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวด เช่น การบริหารความเสี่ยง, การมีมนุษย์กำกับ, ความโปร่งใส, และการรายงานผล
ความเสี่ยงจำกัด/ต่ำ (Limited/Low Risk) แชทบอท, ระบบแนะนำเนื้อหา, ตัวกรองสแปม มีข้อกำหนดด้านความโปร่งใสเป็นหลัก เช่น ผู้ใช้ต้องรับรู้ว่ากำลังสื่อสารกับ AI

กฎหมาย AI ใหม่! กระทบชีวิตคนไทยอย่างไรบ้าง?

การบังคับใช้กฎหมาย AI ฉบับใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนไทยในหลากหลายมิติ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างเกราะคุ้มกันเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และปลอดภัย การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสามารถสรุปได้ดังนี้

การคุ้มครองสิทธิและความโปร่งใสในการตัดสินใจ

หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจของระบบ AI ที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิและโอกาสของประชาชน ในปัจจุบัน หลายครั้งที่การตัดสินใจสำคัญๆ เช่น การอนุมัติสินเชื่อ, การคัดเลือกผู้สมัครเข้าทำงาน, หรือแม้แต่การพิจารณาเบี้ยประกัน ถูกดำเนินการโดยระบบ AI โดยที่ผู้ถูกประเมินไม่เคยทราบถึงเกณฑ์หรือเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนั้นเลย

กฎหมายใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการระบบ AI (เช่น ธนาคาร หรือบริษัทประกัน) ต้องสามารถเปิดเผยหรืออธิบายเหตุผลที่สมเหตุสมผลเบื้องหลังการตัดสินใจของ AI ได้ หากมีการร้องขอ ตัวอย่างเช่น หากบุคคลใดถูกปฏิเสธสินเชื่อโดยระบบ AI บุคคลนั้นจะมีสิทธิขอคำอธิบายว่าการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยใดบ้าง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเป็นธรรม แต่ยังเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขข้อมูลที่อาจผิดพลาดได้ ซึ่งเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนและลดลักษณะการทำงานแบบ “กล่องดำ” (Black Box) ของ AI ลง

ความรับผิดชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหาย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กฎหมาย AI จะเข้ามาจัดการคือเรื่องของความรับผิดชอบ (Liability) เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความเสียหายจากระบบ AI ในปัจจุบันยังคงมีความคลุมเครือว่าใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบระหว่างผู้ผลิต, ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์, ผู้ให้บริการ หรือผู้ใช้งาน

กฎหมายฉบับใหม่จะสร้างกรอบความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของรถยนต์ไร้คนขับ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น กฎหมายจะช่วยระบุได้ว่าความรับผิดชอบควรตกอยู่ที่ฝ่ายใดตามลำดับชั้นของความผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นความบกพร่องของเซ็นเซอร์จากผู้ผลิต, ข้อผิดพลาดของอัลกอริทึมจากผู้พัฒนา, หรือการบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสมของผู้ให้บริการ การมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนนี้จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและรวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนเพิ่มความระมัดระวังและใส่ใจในมาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ยกระดับความปลอดภัยและความเป็นธรรมในบริการสำคัญ

กฎหมายจะควบคุม AI ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ละเอียดอ่อน เช่น การแพทย์และการยุติธรรม ในด้านการแพทย์ ระบบ AI ช่วยวินิจฉัยโรคจะต้องผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่ามีความแม่นยำและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย ลดความเสี่ยงจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด

ในทำนองเดียวกัน หากมีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม เช่น การประเมินความเสี่ยงของผู้กระทำความผิด กฎหมายจะกำหนดให้ระบบดังกล่าวต้องปราศจากอคติทางเชื้อชาติ, เพศ หรือสถานะทางสังคม เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและรับประกันความเป็นธรรมแก่ทุกคนในสังคม การควบคุมที่เข้มงวดนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้เชี่ยวชาญและยกระดับคุณภาพของบริการสาธารณะ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์ในเรื่องที่สำคัญอย่างสมบูรณ์

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและนักพัฒนาเทคโนโลยี

สำหรับภาคธุรกิจและกลุ่มนักพัฒนาเทคโนโลยี การมาถึงของ พ.ร.บ. AI ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทาย องค์กรต่างๆ จะต้องทบทวนกระบวนการพัฒนาและปรับใช้ AI ของตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายใหม่

การส่งเสริมนวัตกรรมอย่างสมดุล

แม้ว่ากฎหมายจะเน้นการควบคุมความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะปิดกั้นการเติบโตของนวัตกรรม ในทางกลับกัน กฎหมายพยายามสร้างสมดุลโดยใช้แนวทางที่ยืดหยุ่น หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “พื้นที่กำกับดูแลที่ผ่อนปรน” หรือ Regulatory Sandbox ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมเพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพสามารถทดลองและพัฒนาระบบ AI ใหม่ๆ ได้โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด

Regulatory Sandbox ช่วยให้นักพัฒนามีอิสระในการทดสอบแนวคิดใหม่ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะละเมิดกฎระเบียบเต็มรูปแบบในทันที ซึ่งจะช่วยเร่งการเกิดนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบและปลอดภัย ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลก็สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนากฎเกณฑ์ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์จริงได้ต่อไป

ข้อกำหนดและความท้าทายใหม่สำหรับองค์กร

ในอีกด้านหนึ่ง องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่พัฒนาหรือใช้งาน AI ความเสี่ยงสูง จะต้องเผชิญกับความท้าทายในการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้นในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในระบบบริหารจัดการความเสี่ยง การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล การจัดทำเอกสารทางเทคนิคอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส และการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย

ความท้าทายเหล่านี้จะผลักดันให้องค์กรต้องยกระดับมาตรฐานการพัฒนา AI ของตนเองให้มีความเป็นมืออาชีพและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น บริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป ในขณะที่บริษัทที่สามารถสร้าง AI ที่น่าเชื่อถือและสอดคล้องกับกฎหมายได้ ก็จะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลในยุค AI

กฎหมาย AI ฉบับใหม่จะไม่ได้ทำงานแบบรวมศูนย์เพียงหน่วยงานเดียว แต่จะมีการกระจายอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละภาคส่วน (Sectoral Regulators) เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับภาคการเงิน หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสำหรับเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ AI เข้ามามีบทบาทในการออกมาตรการและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นๆ

แนวทางนี้มีความยืดหยุ่นและช่วยให้การกำกับดูแลสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากหน่วยงานในแต่ละภาคส่วนมีความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในบริบทของตนเองดีที่สุด ทำให้สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ที่ปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยอยู่ภายใต้กรอบใหญ่ของ พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์

สรุป: อนาคตของ AI ภายใต้กรอบกฎหมายใหม่

การเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ. ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรกของประเทศไทย ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ กฎหมายนี้ไม่ใช่การสร้างอุปสรรค แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อให้อนาคตของ AI ในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องสิทธิของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี และส่งเสริมนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ

สำหรับประชาชนทั่วไป กฎหมายนี้จะมอบความคุ้มครองและความโปร่งใสที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้อย่างสบายใจและมั่นคงยิ่งขึ้น ในขณะที่ภาคธุรกิจและนักพัฒนา การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่นี้อาจเป็นความท้าทายในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว นี่คือโอกาสในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ AI ที่มีคุณภาพและได้รับความไว้วางใจจากสังคม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต ทุกภาคส่วนจึงควรเตรียมพร้อมศึกษาและทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืนต่อไป