Home » เริ่มปีใหม่! เทรนด์ Digital Detox 2026 แค่ปิดจอก็เปลี่ยนชีวิต

เริ่มปีใหม่! เทรนด์ Digital Detox 2026 แค่ปิดจอก็เปลี่ยนชีวิต

สารบัญ

เมื่อโลกหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี การเชื่อมต่อที่ไม่สิ้นสุดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความเหนื่อยล้าและความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่องการพักจากโลกดิจิทัลจึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นหัวข้อสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพจิตในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ปีใหม่ นี่คือที่มาของ เริ่มปีใหม่! เทรนด์ Digital Detox 2026 แค่ปิดจอก็เปลี่ยนชีวิต ซึ่งไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสุขภาพจิต สมาธิ และการกลับมาเชื่อมต่อกับชีวิตจริงได้อย่างน่าทึ่ง

สรุปประเด็นสำคัญของเทรนด์ Digital Detox

เริ่มปีใหม่! เทรนด์ Digital Detox 2026 แค่ปิดจอก็เปลี่ยนชีวิต - new-year-digital-detox-2026

  • เทรนด์สุขภาพแห่งปี 2569: Digital Detox กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ด้านสุขภาพ (Wellness) ที่โดดเด่นที่สุดสำหรับปี 2026 ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย โดยเน้นการสร้างสมดุลชีวิตใหม่ผ่านการพักจากหน้าจอ
  • การฟื้นฟูสุขภาพจิต: หัวใจหลักของการทำ Digital Detox คือการลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ผ่านการถอยห่างจากสิ่งกระตุ้นทางดิจิทัล เช่น โซเชียลมีเดีย และการแจ้งเตือนต่างๆ
  • ประเทศไทยเป็นผู้นำ: ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทำ Digital Detox โดยมีรีสอร์ตเพื่อสุขภาพและกิจกรรมที่สนับสนุนการพักผ่อนโดยปราศจากเทคโนโลยีอย่างครบวงจร
  • มากกว่าแค่การไม่ใช้โทรศัพท์: แนวคิดนี้มุ่งเน้นการกลับมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์จริง การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง และการค้นพบความสุขจากโลกรอบตัวที่อยู่นอกเหนือหน้าจอ
  • เป้าหมายปีใหม่ที่ทำได้จริง: สำหรับผู้ที่กำลังมองหา New Year resolution ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง การเริ่มต้นทำ Digital Detox ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและสามารถปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลได้

Digital Detox คืออะไรและเหตุใดจึงสำคัญในปี 2569

ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นอวัยวะที่ 33 และการเชื่อมต่อออนไลน์คือบรรทัดฐานของสังคม การ “ตัดขาด” จากโลกดิจิทัลอาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่แนวคิดนี้กลับทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเทรนด์สุขภาพที่จำเป็นสำหรับคนยุคใหม่

นิยามของ Digital Detox: มากกว่าแค่การปิดจอ

Digital Detox หรือการ “ล้างพิษดิจิทัล” คือช่วงเวลาที่บุคคลหนึ่งตัดสินใจงดเว้นการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และการเข้าถึงโซเชียลมีเดียอย่างสิ้นเชิงหรือจำกัดเวลาอย่างเข้มงวด เป้าหมายหลักไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างพื้นที่ว่างให้จิตใจได้พักผ่อนจากการรับข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนที่ถาโถมเข้ามาตลอดเวลา เพื่อฟื้นฟูสมาธิ ลดความวิตกกังวล และกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบตัวอย่างมีความหมายอีกครั้ง

แนวทางปฏิบัตินี้มีตั้งแต่การกำหนดช่วงเวลา “ปลอดหน้าจอ” ในแต่ละวัน เช่น ระหว่างมื้ออาหาร หรือก่อนนอน ไปจนถึงการเข้าร่วมกิจกรรมหรือโปรแกรมพักผ่อนระยะยาวที่ออกแบบมาเพื่อการตัดขาดจากโลกดิจิทัลโดยเฉพาะ เช่น Digital Detox Retreats ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง

ทำไม Digital Detox ถึงกลายเป็นเทรนด์สุขภาพแห่งปี 2026

การที่ Digital Detox ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นเทรนด์สุขภาพที่สำคัญในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่สอดคล้องกัน ประการแรกคือการตระหนักรู้ถึงผลกระทบด้านลบของ “วัฒนธรรมการทำงานที่ต้องพร้อมตอบสนองตลอดเวลา” (Hustle Culture) และการเชื่อมต่อที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) และปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ผู้คนจึงเริ่มแสวงหาวิธีการพักผ่อนที่แท้จริงและมีคุณภาพ

ประการที่สองคือการเปลี่ยนแปลงกระแสนิยมด้านสุขภาพ จากที่เคยเน้นการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ไปสู่แนวคิด “Soft Wellness” หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่นุ่มนวลและเน้นการฟื้นฟูระบบประสาท เช่น การทำสมาธิ โยคะ และการให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ ซึ่ง Digital Detox ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนแนวทางเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

แนวคิดสำคัญที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้คือความเชื่อที่ว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงของชีวิตไม่ได้อยู่ที่จำนวนการแจ้งเตือน แต่คือประสบการณ์ที่ได้สัมผัสและจดจำ การตัดขาดจากสัญญาณดิจิทัลจึงอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการค้นพบสัญญาณของชีวิตอีกครั้ง

ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะดิจิทัล (Digital Wellness) ได้นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์มากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มมองหาแนวทางที่สมดุลในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติและไม่ให้มันเข้ามาครอบงำชีวิตมากจนเกินไป

ปรากฏการณ์ Digital Detox Retreats ทั่วโลก

เมื่อความต้องการพักผ่อนจากโลกดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น รูปแบบการท่องเที่ยวและการพักผ่อนก็ปรับเปลี่ยนตามไปด้วย Digital Detox Retreats หรือโปรแกรมการพักผ่อนที่เน้นการตัดขาดจากเทคโนโลยี ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รีสอร์ตและโรงแรมหลายแห่งเริ่มนำเสนอบริการที่ส่งเสริมให้ผู้เข้าพักเก็บอุปกรณ์สื่อสารไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อให้พวกเขาได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่

จากบาหลีถึงเคนยา: สถานที่พักใจไร้สัญญาณดิจิทัล

จุดหมายปลายทางหลายแห่งทั่วโลกได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสวรรค์สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายทางดิจิทัล ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่:

  • อูบุด, บาหลี, อินโดนีเซีย: ดินแดนแห่งขุนเขาและจิตวิญญาณ ที่นี่เต็มไปด้วยรีสอร์ตที่เน้นการทำโยคะ การทำสมาธิ และการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ผู้เข้าพักจะถูกเชิญชวนให้วางโทรศัพท์ลง เพื่อหันมาใส่ใจกับลมหายใจและทัศนียภาพอันเงียบสงบแทน
  • เกาะลามู, เคนยา: สถานที่ที่เวลาเดินช้าลง เกาะแห่งนี้ปราศจากรถยนต์ การเดินทางหลักคือการใช้ลาหรือเรือใบ และไฟฟ้ามีอยู่อย่างจำกัด ที่พักหลายแห่งบนเกาะนี้สนับสนุนให้ผู้มาเยือนงดใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อสัมผัสกับความสงบอย่างแท้จริงท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล

นอกจากนี้ยังมีรีทรีตอีกมากมายทั่วโลกที่ออกแบบโปรแกรมโดยเน้นกิจกรรมต่างๆ เช่น การเดินป่า การทำสมาธิแบบเงียบ หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อแทนที่เวลาที่เคยใช้ไปกับหน้าจอ

แนวคิดเบื้องหลัง: การกลับคืนสู่ประสบการณ์จริง

หัวใจสำคัญของรีทรีตเหล่านี้คือการเปลี่ยนนิยามของ “การเดินทาง” และ “การพักผ่อน” จากเดิมที่เน้นการถ่ายรูปเพื่อแชร์ลงโซเชียลมีเดีย ไปสู่การสร้างความทรงจำผ่านประสบการณ์จริง การได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมเดินทาง การได้ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นอย่างตั้งใจ หรือการได้นั่งมองพระอาทิตย์ตกโดยไม่มีสิ่งรบกวน กลายเป็นความหรูหราที่หลายคนโหยหา แนวคิด “Presence over screens” หรือการอยู่กับปัจจุบันขณะสำคัญกว่าหน้าจอ ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

ประเทศไทย: ศูนย์กลางแห่งการทำ Digital Detox ที่เข้าถึงง่าย

ในขณะที่เทรนด์ Digital Detox เติบโตไปทั่วโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นและเป็นจุดหมายปลายทางที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นเส้นทางการพักจากหน้าจอ ด้วยความพร้อมทั้งด้านสถานที่ บริการ และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการพักผ่อนเชิงสุขภาพ ทำให้ไทยเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการรีเซ็ตร่างกายและจิตใจรับปีใหม่ 2569

สถานที่ยอดนิยมในไทยสำหรับการพักจากหน้าจอ

ประเทศไทยมีตัวเลือกหลากหลายสำหรับผู้ที่สนใจ Digital Detox ตั้งแต่รีสอร์ตหรูไปจนถึงกระท่อมโยคะราคาประหยัด สถานที่ที่ได้รับความนิยมสูงมักตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม เช่น:

  • หัวหินและเกาะสมุย: ขึ้นชื่อเรื่องรีสอร์ตเพื่อสุขภาพ (Wellness Resorts) ที่มีแพ็กเกจครบวงจร ซึ่งมักจะผสมผสานการทำ Digital Detox เข้ากับการนวดแผนไทย โยคะ และคอร์สอาหารเพื่อสุขภาพ
  • ปายและเชียงใหม่: บรรยากาศที่เงียบสงบและวัฒนธรรมแบบล้านนา ทำให้ภาคเหนือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่เหมาะแก่การหลีกหนีความวุ่นวาย มีสถานปฏิบัติธรรมและรีทรีตแบบเงียบ (Silence Retreats) ให้เลือกมากมาย
  • เขาหลัก: รีสอร์ตบางแห่ง เช่น Devasom Khao Lak ได้จัดเดือนพิเศษสำหรับ Digital Detox โดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้ดื่มด่ำกับกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาวะโดยปราศจากเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ

กิจกรรมและอีเวนต์สำคัญ: World Digital Detox Day 2026

สิ่งที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำของไทยในเทรนด์นี้คือการให้ความสำคัญกับกิจกรรมระดับนานาชาติอย่าง วันดีท็อกซ์ดิจิทัลโลก (World Digital Detox Day – WDDD) ซึ่งได้รับการสนับสนุนในกว่า 78 ประเทศทั่วโลก และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ในด้านสุขภาพและการศึกษา

สำหรับปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองและมอบรางวัลครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 6 มกราคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ตั้งปณิธานปีใหม่ในการปรับสมดุลชีวิต กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตโดยปราศจากสมาร์ทโฟนเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อลดความเครียด และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ผ่านการแบ่งปันความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและทูตโครงการ

การผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับการบำบัดสุขภาพจิต

จุดเด่นของ Digital Detox ในประเทศไทยคือการผสมผสานแนวคิดสากลเข้ากับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว การนวดแผนไทย การทำสมาธิวิปัสสนา อาหารสมุนไพร และอัธยาศัยไมตรีของคนไทย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การพักผ่อนให้ลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้การเดินทางมาเพื่อ “พักจอ” ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงการหลีกหนีเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการเดินทางเพื่อเยียวยาจิตใจและค้นพบความสงบจากภายในอย่างแท้จริง

ประโยชน์ของการทำ Digital Detox ต่อสุขภาพกายและใจ

การตัดสินใจวางอุปกรณ์ดิจิทัลลงชั่วคราวอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายมหาศาล ทั้งต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย และคุณภาพชีวิตโดยรวม การทำ Digital Detox เป็นประจำสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้

การลดความเครียดและเพิ่มสมาธิ

สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับข้อมูลและการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง การเชื่อมต่อตลอดเวลาทำให้สมองต้องทำงานหนักเกินไปและหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ออกมาอย่างสม่ำเสมอ การทำ Digital Detox เปรียบเสมือนการกดปุ่มรีเซ็ตให้สมอง เมื่อไม่มีสิ่งกระตุ้นจากหน้าจอ ระดับความเครียดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (สมาธิ) จะดีขึ้น ทำให้ทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฟื้นฟูความสัมพันธ์และสร้างปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความจริง

บ่อยครั้งที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นกำแพงขวางกั้นระหว่างความสัมพันธ์ของผู้คน การก้มหน้ามองจอระหว่างรับประทานอาหารหรือพูดคุยกับคนรักกลายเป็นภาพที่คุ้นตา การพักจากหน้าจอเปิดโอกาสให้ได้สบตา พูดคุย และรับฟังคนรอบข้างอย่างตั้งใจอีกครั้ง ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ในครอบครัวและเพื่อนฝูงให้แน่นแฟ้นขึ้น การสร้างปฏิสัมพันธ์แบบซึ่งหน้ายังช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและเพิ่มความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อีกด้วย

การนอนหลับที่ดีขึ้นและสุขภาพกายที่แข็งแรง

แสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวการสำคัญที่รบกวนการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ การงดใช้หน้าจอก่อนนอนอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะพักผ่อนและหลับได้สนิทยิ่งขึ้น การนอนหลับที่มีคุณภาพส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายโดยรวม ตั้งแต่ระบบภูมิคุ้มกันไปจนถึงการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ การพักจากหน้าจอยังกระตุ้นให้คนหันไปทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น เช่น การเดินเล่น หรือการออกกำลังกาย ซึ่งล้วนดีต่อสุขภาพ

วิธีเริ่มต้นทำ Digital Detox ง่ายๆ ด้วยตนเอง

การเริ่มต้นทำ Digital Detox ไม่จำเป็นต้องเป็นการเดินทางไปรีทรีตหรูเสมอไป ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากที่บ้านด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพื่อสร้างสมดุลชีวิตและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีลง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันสามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

กำหนดขอบเขตและเวลาปลอดเทคโนโลยี

เริ่มต้นด้วยการสร้าง “โซนปลอดเทคโนโลยี” และ “เวลาปลอดเทคโนโลยี” ในบ้านและในตารางชีวิตประจำวัน:

  • ห้องนอน: กำหนดให้ห้องนอนเป็นเขตปลอดสมาร์ทโฟนโดยเด็ดขาด ใช้นาฬิกาปลุกแบบธรรมดาแทนโทรศัพท์ เพื่อลดการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กทันทีที่ตื่นนอน
  • โต๊ะอาหาร: สร้างกฎ “ห้ามวางโทรศัพท์บนโต๊ะ” ระหว่างมื้ออาหาร เพื่อให้ทุกคนได้มีสมาธิกับการรับประทานและพูดคุยกัน
  • เวลา “ออฟไลน์”: กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนในแต่ละวัน เช่น 1 ชั่วโมงก่อนนอน และ 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน ที่จะไม่อยู่กับหน้าจอเลย

สร้างกิจกรรมทดแทนการใช้หน้าจอ

หนึ่งในความท้าทายของการทำ Digital Detox คือความรู้สึกเบื่อหรือไม่รู้จะทำอะไรเมื่อไม่มีหน้าจอ ดังนั้นการวางแผนกิจกรรมทดแทนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลองค้นหางานอดิเรกเก่าๆ ที่เคยชอบ หรือหากิจกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจทำ เช่น:

  • อ่านหนังสือที่ซื้อมาดองไว้
  • ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน
  • หัดทำอาหารหรือขนมเมนูใหม่ๆ
  • เล่นดนตรี วาดรูป หรืองานฝีมือต่างๆ
  • จัดบ้านหรือทำความสะอาดห้อง

เปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อลดสิ่งกระตุ้น

การปรับเปลี่ยนการตั้งค่าบนอุปกรณ์ดิจิทัลและการจัดสภาพแวดล้อมสามารถช่วยลดความอยากใช้งานได้อย่างมาก:

  • ปิดการแจ้งเตือน: ปิด Notification ของแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นทั้งหมด เหลือไว้เฉพาะการแจ้งเตือนที่สำคัญจริงๆ เช่น การโทร หรือข้อความจากคนในครอบครัว
  • จัดระเบียบหน้าจอ: ย้ายแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ทำให้เสียเวลาไปไว้ในโฟลเดอร์ที่เข้าถึงยาก หรือลบออกจากหน้าจอหลัก
  • เปลี่ยนหน้าจอเป็นสีเทา: การตั้งค่าหน้าจอโทรศัพท์เป็นโหมด Grayscale (ขาวดำ) สามารถลดความน่าดึงดูดใจของแอปพลิเคชันต่างๆ และทำให้ใช้งานน้อยลงได้

บทสรุป: ก้าวสู่ปี 2569 ด้วยชีวิตที่สมดุลและมีความหมาย

เทรนด์ Digital Detox 2026 ไม่ใช่เพียงกระแสแฟชั่นด้านสุขภาพ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าในยุคแห่งการเชื่อมต่อที่ไร้ขีดจำกัด การ “ตัดการเชื่อมต่อ” อย่างมีเป้าหมายได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาสุขภาวะที่ดีทั้งทางกายและใจ ตั้งแต่รีทรีตหรูระดับโลกไปจนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่บ้าน แนวคิดนี้มอบโอกาสให้ผู้คนได้กลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของตนเองกับเทคโนโลยี และค้นพบความสุขที่เรียบง่ายจากการใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง

การเริ่มต้นปีใหม่ 2569 ด้วยปณิธานที่จะพักจากหน้าจอมากขึ้น อาจเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพจิตที่คุ้มค่าที่สุด เป็นการเปิดประตูสู่การนอนหลับที่ดีขึ้น สมาธิที่เฉียบคมขึ้น และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว การปิดจอไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นตัวเองจากโลก แต่คือการเปิดใจรับประสบการณ์ชีวิตที่แท้จริงซึ่งรออยู่ตรงหน้าอย่างเต็มเปี่ยม