พักจริง! เทรนด์ Digital Detox ปีใหม่ 2026 เลิกไถฟีด
ท่ามกลางกระแสการเชื่อมต่อที่ไม่สิ้นสุด ภาวะหมดไฟจากการทำงานและการแจ้งเตือนที่ดังไม่หยุดหย่อนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ แนวคิด พักจริง! เทรนด์ Digital Detox ปีใหม่ 2026 เลิกไถฟีด จึงเกิดขึ้นและกลายเป็นกระแสนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวที่ผู้คนต่างมองหาการพักผ่อนที่แท้จริง เทรนด์นี้ไม่ใช่แค่การปิดโทรศัพท์ แต่คือการกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเองและโลกรอบข้าง เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิตและสร้างสมดุลให้ชีวิตอย่างยั่งยืน
ภาพรวมของเทรนด์ Digital Detox
- นิยามและการปฏิบัติ: Digital Detox คือการงดเว้นการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและโซเชียลมีเดียชั่วคราว เพื่อลดความเครียดสะสมและภาวะหมดไฟ (burnout)
- ความสำคัญในปี 2026: เทรนด์นี้ถูกจัดเป็นหนึ่งใน 10 เทรนด์สุขภาพที่สำคัญ โดยเน้นการรู้เท่าทันเทคโนโลยีและจัดสรรเวลาให้ห่างจากหน้าจอ เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี
- ประโยชน์ที่ชัดเจน: การทำ Digital Detox ช่วยลดความเหนื่อยล้าทางสายตาและสมอง ปรับปรุงสภาวะอารมณ์ให้ดีขึ้น เพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ และที่สำคัญคือช่วยกระชับความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในโลกแห่งความเป็นจริง
- เริ่มต้นได้ง่าย: ไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากโลกดิจิทัลโดยสิ้นเชิง แต่สามารถเริ่มต้นจากการกำหนดช่วงเวลาปลอดหน้าจอในแต่ละวัน หรือจัดสรรพื้นที่ในบ้านให้เป็นเขตปลอดเทคโนโลยี
ทำความรู้จัก Digital Detox: เทรนด์สุขภาพมาแรงแห่งปี 2569
เมื่อโลกหมุนไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยี การเชื่อมต่อออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อที่มากเกินไปกลับนำมาซึ่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจิตอย่างไม่คาดคิด เช่น ความเครียดสะสม ภาวะหมดไฟ และความรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมายบนโลกโซเชียล ด้วยเหตุนี้เอง เทรนด์การ “ถอดปลั๊ก” หรือ Digital Detox จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการทบทวนและเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ
นิยามที่แท้จริงของ Digital Detox
Digital Detox หรือการล้างพิษทางดิจิทัล คือกระบวนการที่บุคคลคนหนึ่งสมัครใจที่จะงดเว้นจากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ เป็นระยะเวลาหนึ่ง การงดเว้นนี้อาจมีตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความสะดวกของแต่ละบุคคล หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยีอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสมดุลกับการใช้งานเทคโนโลยี เพื่อลดผลกระทบเชิงลบและฟื้นฟูสภาวะทางจิตใจและร่างกาย
นอกจากนี้ ยังมีคำที่เกี่ยวข้องอย่าง Social Detox ซึ่งเป็นการจำกัดขอบเขตให้แคบลง โดยมุ่งเน้นไปที่การหยุดใช้งานโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ เช่น Facebook, Instagram, X (Twitter), หรือ TikTok การทำ Social Detox ช่วยให้ผู้คนหลุดพ้นจากวงจรการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ลดความกดดันที่จะต้องนำเสนอชีวิตในแง่มุมที่สมบูรณ์แบบ และเปิดโอกาสให้กลับมาให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริงมากขึ้น
เป้าหมายหลักของ Digital Detox คือการพักสมองและสายตาจากโลกออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ เพิ่มสมาธิ และสร้างพื้นที่ให้กับการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงอีกครั้ง
ทำไมจึงกลายเป็นเทรนด์เงียบที่ทรงอิทธิพล
ในปี 2026 เทรนด์ Digital Detox ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน 10 เทรนด์สุขภาพที่สำคัญ และถูกขนานนามว่าเป็น “เทรนด์เงียบ” (Quiet Trend) ที่ทรงอิทธิพล โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและบุคคลมีชื่อเสียง เหตุผลที่ทำให้เทรนด์นี้เติบโตอย่างเงียบๆ แต่แข็งแกร่ง มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน:
- ความเหนื่อยล้าจากข้อมูลข่าวสาร: ในแต่ละวัน ผู้คนถูกถาโถมด้วยข้อมูลมหาศาลจากการไถฟีดไม่หยุดหย่อน ทำให้สมองต้องทำงานหนักตลอดเวลา การทำ Digital Detox จึงเปรียบเสมือนการกดปุ่มหยุดพัก เพื่อให้สมองได้จัดระเบียบและฟื้นฟูตัวเอง
- แรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย: ภาพชีวิตที่สวยงามและสมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์มักสร้างแรงกดดันให้ผู้คนรู้สึกว่าชีวิตของตนเองไม่ดีพอ การถอยห่างออกมาช่วยให้มองเห็นความเป็นจริงและลดการเปรียบเทียบที่บั่นทอนสุขภาพจิต
- การแสวงหา Work-Life Balance: วัฒนธรรมการทำงานที่เชื่อมต่อตลอดเวลาทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวเลือนหายไป การกำหนดช่วงเวลาปลอดดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสมดุลชีวิตการทำงานที่มีคุณภาพ
- การตระหนักรู้ด้านสุขภาพจิต: สังคมยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น ผู้คนเริ่มมองหาแนวทางเชิงรุกในการดูแลจิตใจของตนเอง และ Digital Detox ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่เข้าถึงง่ายและเห็นผลได้จริง
ดังนั้น การที่ผู้คนจำนวนมาก รวมถึงคนดังระดับโลก เลือกที่จะ “หายไป” จากโซเชียลมีเดียเป็นพักๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การพักผ่อนจากการเชื่อมต่อทางดิจิทัลคือสิ่งจำเป็นเพื่อการมีชีวิตที่ดีในยุคปัจจุบัน
วิธีเริ่มต้น Digital Detox ฉบับง่ายๆ ต้อนรับปีใหม่
การเริ่มต้นทำ Digital Detox ไม่จำเป็นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่หักดิบหรือยากลำบากเสมอไป การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อยสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดปีใหม่ 2569 ที่เป็นโอกาสอันดีในการทดลองและสร้างนิสัยใหม่ๆ เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น ต่อไปนี้คือแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
สร้างสมดุลระหว่างวันทำงาน
สำหรับผู้ที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การพักสายตาและร่างกายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การจ้องหน้าจอต่อเนื่องไม่เพียงแต่ทำให้ปวดตา แต่ยังส่งผลให้สมองอ่อนล้าและประสิทธิภาพการทำงานลดลง ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระหว่างวันด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้:
- ใช้เทคนิค Pomodoro: ทำงาน 25 นาที แล้วพัก 5 นาที ในช่วงพัก 5 นาที ให้ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน ยืดเส้นยืดสาย มองออกไปนอกหน้าต่าง หรือเดินไปดื่มน้ำ การพักสั้นๆ แต่บ่อยครั้งช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและสายตาได้ดี
- เปลี่ยนอิริยาบถ: แทนที่จะนั่งพักแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถฟีด ลองเปลี่ยนเป็นการทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้หน้าจอ เช่น เดินเล่นรอบๆ ออฟฟิศ ชงกาแฟ หรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน การทำเช่นนี้ช่วยให้สมองได้พักจากสิ่งกระตุ้นทางดิจิทัลและฟื้นฟูพลังงานได้ดีกว่า
- พักกลางวันแบบไร้หน้าจอ: ใช้เวลาพักกลางวันให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ด้วยการรับประทานอาหารโดยไม่ดูหน้าจอใดๆ หากมีเวลาเหลือ ลองออกไปเดินเล่นสูดอากาศภายนอก จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นและมีพลังกลับมาทำงานในช่วงบ่าย
เชื่อมต่อกับธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูจิตใจ
ธรรมชาติมีพลังในการเยียวยาจิตใจอย่างน่าอัศจรรย์ การได้ใช้เวลาอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และทำให้รู้สึกสงบผ่อนคลายมากขึ้น ลองวางแผนใช้เวลาวันหยุดสุดสัปดาห์หรือช่วงพักผ่อนปีใหม่ไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง โดยอาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือเต็มวัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ “ชาร์จแบต” อย่างแท้จริง
กิจกรรมที่แนะนำได้แก่ การเดินป่าในอุทยานแห่งชาติ, การปิกนิกในสวนสาธารณะ, การไปเที่ยวทะเล หรือแม้แต่การปลูกต้นไม้ในสวนหลังบ้าน การปล่อยให้ตัวเองได้สัมผัสกับแสงแดดอ่อนๆ ฟังเสียงนกร้อง และสูดอากาศบริสุทธิ์ เป็นการทำ Digital Detox ที่มีประสิทธิภาพและช่วยสร้างความทรงจำที่ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาโลกออนไลน์
จัดระเบียบบ้านให้เป็นโซนปลอดดิจิทัล
บ้านควรเป็นสถานที่แห่งการพักผ่อน แต่บ่อยครั้งที่เทคโนโลยีได้รุกล้ำเข้ามาในทุกพื้นที่และทำให้การพักผ่อนไม่สมบูรณ์ การสร้าง “โซนปลอดดิจิทัล” (Digital Detox Zone) ภายในบ้านเป็นวิธีที่ดีในการสร้างขอบเขตและส่งเสริมกิจวัตรที่ช่วยให้สมองได้พัก
- ห้องนอน: กำหนดให้ห้องนอนเป็นเขตปลอดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เปลี่ยนจากการตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มาใช้นาฬิกาปลุกแบบดั้งเดิม และอ่านหนังสือก่อนนอนแทนการไถฟีด จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น
- โต๊ะอาหาร: สร้างกฎร่วมกันในครอบครัวว่างดใช้โทรศัพท์ระหว่างมื้ออาหาร เพื่อให้ทุกคนได้มีปฏิสัมพันธ์และพูดคุยกันอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- มุมพักผ่อน: จัดมุมใดมุมหนึ่งของบ้านให้เป็นมุมสำหรับทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เช่น มุมอ่านหนังสือ มุมทำงานอดิเรก หรือมุมนั่งสมาธิ การมีพื้นที่เฉพาะจะช่วยเตือนให้เราแบ่งเวลามาทำกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น
ทิ้งนิสัยเก่าเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในปี 2569
ปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งการตั้งเป้าหมายและการเริ่มต้นใหม่ ลองใช้โอกาสนี้ในการทบทวนและละทิ้งนิสัยเดิมๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีซึ่งอาจส่งผลเสียต่อชีวิตและสุขภาพจิต
- เลิกไถฟีดอย่างไร้จุดหมาย: ฝึกฝนการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีเป้าหมาย เช่น เข้าไปเพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนหรือติดตามข่าวสารที่สนใจ เมื่อเสร็จธุระแล้วให้ออกจากแอปพลิเคชันทันที
- หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น: ตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งที่เห็นบนโลกออนไลน์คือภาพที่ผ่านการคัดเลือกและปรุงแต่งมาแล้ว จงให้ความสำคัญกับเส้นทางและความสุขของตัวเอง
- ลดการซื้อของตามกระแส: ปิดการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันชอปปิงออนไลน์ และคิดทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าที่เห็นจากการโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและลดการบริโภคเกินความจำเป็น
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะนำไปสู่การสร้างสมดุลชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้การเริ่มต้นปี 2569 เป็นการเริ่มต้นที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
กรณีศึกษาและประโยชน์ที่พิสูจน์แล้ว
แนวคิด Digital Detox ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากประสบการณ์จริงของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่บุคคลมีชื่อเสียงไปจนถึงกลุ่มคนทั่วไป ต่างก็ได้ค้นพบประโยชน์มหาศาลของการ “ถอดปลั๊ก” และกลับมาเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริง กรณีศึกษาเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการพักจากหน้าจอสามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างไร
บทเรียนจากบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลก
การใช้ชีวิตอยู่ใต้แสงไฟและสายตาของสาธารณชนตลอดเวลา ทำให้คนดังหลายคนต้องเผชิญกับความกดดันและความวุ่นวายจากโซเชียลมีเดียอย่างหนักหน่วง พวกเขาจึงเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่นำแนวคิด Digital Detox มาปรับใช้เพื่อปกป้องสุขภาพจิตของตนเอง
- Emma Watson: นักแสดงชื่อดังเคยตัดสินใจงดใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวและให้เวลากับการทบทวนตัวเอง การเว้นระยะห่างนี้ช่วยให้เธอสามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญในชีวิตได้โดยไม่ถูกรบกวนจากความคิดเห็นของคนภายนอก
- Ariana Grande: นักร้องระดับโลกได้ปิดการใช้งานโซเชียลมีเดียของเธอเป็นช่วงๆ เพื่อลดความวุ่นวายและผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นกับสภาวะจิตใจ การกระทำของเธอเป็นเหมือนการส่งสารว่าแม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดก็ยังต้องการเวลาพักจากโลกออนไลน์
- Chris Evans: นักแสดงผู้รับบทกัปตันอเมริกา ตัดสินใจลบบัญชีโซเชียลมีเดียของเขาเพื่อต้องการใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นและลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการไถหน้าจอ เขาแสดงให้เห็นว่าการเลือกที่จะไม่เชื่อมต่อตลอดเวลาเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนสามารถทำได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
บทเรียนจากบุคคลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การปกป้องสุขภาพจิตมีความสำคัญเหนือกว่าการรักษาภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ และการเลือกที่จะ “ออฟไลน์” เป็นครั้งคราว คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรักษาสมดุลของชีวิต
ประสบการณ์จริงจากกิจกรรมท้าทายในกลุ่มวัยรุ่น
หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ Ten Tors Challenge ซึ่งเป็นกิจกรรมเดินป่าระยะไกลในประเทศอังกฤษที่ท้าทายให้กลุ่มวัยรุ่นใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติเป็นเวลา 48 ชั่วโมงโดยปราศจากโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ดิจิทัลใดๆ ในช่วงแรก วัยรุ่นหลายคนยอมรับว่ารู้สึกกระวนกระวายและเหมือนขาดอะไรไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขากลับค้นพบประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ พวกเขารู้สึกสดชื่นและมีพลังมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การไม่มีโทรศัพท์ทำให้พวกเขาต้องหันมาพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมอย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ในกลุ่มแน่นแฟ้นขึ้น เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และสร้างความทรงจำร่วมกันที่น่าประทับใจ แม้ว่าการอยู่โดยไม่มีโทรศัพท์จะเป็นเรื่องยากในช่วงแรก แต่เมื่อทำสำเร็จ พวกเขาก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองและตระหนักว่าช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่สุดคือช่วงเวลาที่ได้อยู่กับปัจจุบันและผู้คนรอบข้างจริงๆ
ประโยชน์ต่อสุขภาพจิตและชีวิตโดยรวม
จากกรณีศึกษาและข้อมูลการวิจัยต่างๆ สามารถสรุปประโยชน์หลักของการทำ Digital Detox ได้อย่างชัดเจน ดังนี้:
- ลดความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟ: การพักสายตาและสมองจากการรับข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา ช่วยลดอาการอ่อนล้าทางดิจิทัล (Digital Fatigue) และป้องกันภาวะหมดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ปรับปรุงสภาวะอารมณ์ให้ดีขึ้น: การลดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนโซเชียลมีเดียช่วยให้ความนับถือในตนเอง (Self-esteem) เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงของอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า
- เพิ่มสมาธิและความคิดสร้างสรรค์: เมื่อสมองไม่ต้องถูกรบกวนจากการแจ้งเตือนต่างๆ จะทำให้มีสมาธิจดจ่อกับงานหรือกิจกรรมตรงหน้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การปล่อยให้สมองได้ “เบื่อ” บ้าง ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ
- ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงแน่นแฟ้นขึ้น: การวางอุปกรณ์ดิจิทัลลงและหันมาให้ความสนใจกับคนรอบข้างอย่างเต็มที่ ทำให้การสื่อสารมีคุณภาพมากขึ้นและช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
ประโยชน์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Digital Detox ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการดูแลตนเองในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
สรุป: ก้าวสู่ปี 2026 ด้วยการพักผ่อนที่แท้จริง
ในยุคที่การเชื่อมต่อคือหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิต การหาช่วงเวลาเพื่อ “ถอดปลั๊ก” และพักผ่อนจากโลกดิจิทัลได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เคยเป็นมา เทรนด์ Digital Detox ที่กำลังมาแรงในช่วงปีใหม่ 2026 ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างสมดุลและรู้เท่าทัน เพื่อปกป้องสิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นคือสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตที่ดี
จากการงดใช้อุปกรณ์ดิจิทัลชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการพักหน้าจอระหว่างวัน, การใช้เวลากับธรรมชาติ, หรือการสร้างโซนปลอดเทคโนโลยีในบ้าน ล้วนเป็นวิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความเครียด ภาวะหมดไฟ เพิ่มสมาธิ และทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างกลับมามีความหมายอีกครั้ง การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงวันหยุดยาวก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนได้
ดังนั้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึง ลองมอบของขวัญให้ตัวเองด้วยการพักผ่อนที่แท้จริง วางสมาร์ทโฟนลง แล้วหันมาใส่ใจกับโลกรอบตัว สัมผัสกับความสุขเรียบง่ายที่อาจหลงลืมไป เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยพลังงานที่เต็มเปี่ยมและจิตใจที่สงบสุขอย่างแท้จริง