Home » โอเปกประชุม! จับตาน้ำมันไทยอาจพุ่งทะลุ 40 บาท/ลิตร

โอเปกประชุม! จับตาน้ำมันไทยอาจพุ่งทะลุ 40 บาท/ลิตร

สารบัญ

สถานการณ์ราคาน้ำมันเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส (OPEC+) ซึ่งผลการตัดสินใจแต่ละครั้งสามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลกและค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ล่าสุด การจับตาเรื่อง **โอเปกประชุม! จับตาน้ำมันไทยอาจพุ่งทะลุ 40 บาท/ลิตร** ได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่สร้างความกังวลต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทุกประเภท

สรุปประเด็นสำคัญของการประชุมโอเปก

  • มติโอเปกพลัส: กลุ่มโอเปกพลัสมีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกและแรงกดดันจากประเทศผู้บริโภครายใหญ่
  • ความผันผวนของตลาดโลก: ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูง โดยมีปัจจัยชี้นำจากนโยบายการผลิตของโอเปกพลัส สภาวะเศรษฐกิจโลก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
  • ผลกระทบต่อไทย: ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้น โดยมีโอกาสแตะหรือทะลุระดับ 40 บาทต่อลิตร ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและปัจจัยภายในประเทศ เช่น ค่าเงินบาทและโครงสร้างภาษี
  • ค่าครองชีพ: การขึ้นราคาของน้ำมันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ

ภาพรวมสถานการณ์น้ำมันโลก

ตลาดน้ำมันโลกเป็นกลไกที่ซับซ้อนและได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งด้านอุปสงค์ อุปทาน และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณาถึงบทบาทของผู้ผลิตรายใหญ่ และนโยบายที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาด

บทบาทและความสำคัญของกลุ่มโอเปกพลัส

กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) คือการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปกที่นำโดยรัสเซีย กลุ่มนี้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากควบคุมสัดส่วนการผลิตน้ำมันดิบจำนวนมากของโลก การตัดสินใจร่วมกันในการปรับเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตจึงมีผลโดยตรงต่อสมดุลอุปทานและอุปสงค์ ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

วัตถุประสงค์หลักของกลุ่มคือการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดน้ำมัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งฝ่ายผู้ผลิตและผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของกลุ่มมักเผชิญกับแรงกดดันจากหลายฝ่าย เช่น ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการเห็นราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่ไม่สูงจนเกินไป เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

มติการประชุมล่าสุดและทิศทางการผลิต

จากการประชุมครั้งล่าสุด โอเปกพลัสได้มีมติที่จะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกันยายน 2025 มีแผนจะเพิ่มการผลิตประมาณ 548,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้หลังจากเพิ่มกำลังการผลิตในปริมาณใกล้เคียงกันในเดือนสิงหาคม และ 411,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนก่อนหน้า การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มในการตอบสนองต่ออุปสงค์ที่ฟื้นตัวขึ้นหลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง รวมถึงการตอบรับต่อแรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงจนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของโอเปกพลัสถือเป็นสัญญาณบวกต่อผู้บริโภค เพราะช่วยเพิ่มอุปทานในตลาดและลดแรงกดดันด้านราคา อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังคงมีความเปราะบางสูงต่อปัจจัยที่ไม่คาดคิด

ปัจจัยขับเคลื่อนราคาน้ำมันในประเทศไทย

ปัจจัยขับเคลื่อนราคาน้ำมันในประเทศไทย

ราคาน้ำมันขายปลีกที่ประชาชนต้องจ่าย ณ สถานีบริการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังประกอบด้วยปัจจัยภายในประเทศหลายประการ การทำความเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเหตุใดราคาน้ำมันในไทยจึงมีความผันผวน

ความเชื่อมโยงกับตลาดน้ำมันโลก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบเป็นส่วนใหญ่เพื่อใช้ในการกลั่นและบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงเป็นต้นทุนหลักและเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางราคาน้ำมันในไทย โดยราคาน้ำมันดิบอ้างอิงที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) และเวสต์เท็กซัส (WTI) เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าของไทยก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้ราคาขายปลีกต้องปรับเพิ่มขึ้นในที่สุด การตัดสินใจของกลุ่มโอเปกพลัสจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานของประเทศไทย

โครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ

นอกเหนือจากราคาเนื้อน้ำมันที่อิงจากตลาดโลกแล้ว ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยยังประกอบด้วยส่วนประกอบอื่นๆ อีกหลายส่วน ได้แก่

  • ภาษีสรรพสามิต: เป็นภาษีที่จัดเก็บโดยรัฐบาลเพื่อเป็นรายได้ของรัฐ
  • ภาษีเทศบาล: จัดเก็บในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต
  • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน โดยอาจมีการเก็บเงินเข้ากองทุนเมื่อราคาน้ำมันต่ำ และนำเงินมาชดเชยเมื่อราคาน้ำมันสูง
  • กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน: เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน
  • ค่าการตลาด: เป็นส่วนของกำไรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมัน

สัดส่วนของภาษีและเงินกองทุนต่างๆ มีผลอย่างมากต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย การปรับเปลี่ยนนโยบายในส่วนนี้สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

อิทธิพลของค่าเงินบาท

เนื่องจากการซื้อขายน้ำมันดิบในตลาดโลกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐจึงมีผลต่อต้นทุนการนำเข้า หากเงินบาทอ่อนค่าลง จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบในรูปของเงินบาทสูงขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม ในทางกลับกัน หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ก็จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าได้ ดังนั้น ความผันผวนของค่าเงินบาทจึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับราคาน้ำมันโลก

วิเคราะห์แนวโน้ม: น้ำมันไทยจะทะลุ 40 บาทจริงหรือ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินและดีเซล จะมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจนทะลุระดับ 40 บาทต่อลิตรหรือไม่ การวิเคราะห์จำเป็นต้องพิจารณาจากหลายฉากทัศน์ที่เป็นไปได้

ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้จากการตัดสินใจของโอเปก

การตัดสินใจของกลุ่มโอเปกพลัสเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด หากกลุ่มยังคงรักษาวินัยและทยอยเพิ่มกำลังการผลิตตามแผนที่วางไว้ จะช่วยรักษาสมดุลของตลาดและจำกัดไม่ให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในกรณีนี้ แม้ราคาน้ำมันในไทยอาจปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็มีโอกาสที่จะไม่ทะลุระดับ 40 บาทไปมากนัก หรืออาจทรงตัวอยู่ใกล้เคียงระดับดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น สมาชิกบางประเทศไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามเป้า หรือกลุ่มโอเปกพลัสตัดสินใจลดกำลังการผลิตลงเพื่อพยุงราคา อาจทำให้อุปทานในตลาดตึงตัวและผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์เช่นนี้ โอกาสที่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยจะทะลุ 40 บาทต่อลิตรก็มีความเป็นไปได้สูง

ตารางเปรียบเทียบปัจจัยและผลกระทบต่อราคาน้ำมันในไทย
ปัจจัย สถานการณ์ ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในไทย
นโยบายโอเปกพลัส เพิ่มกำลังการผลิตตามแผน ราคามีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับขึ้นเล็กน้อย
นโยบายโอเปกพลัส ลดกำลังการผลิต ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจโลก ฟื้นตัวแข็งแกร่ง ความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้น กดดันให้ราคาสูงขึ้น
เศรษฐกิจโลก ชะลอตัวหรือถดถอย ความต้องการน้ำมันลดลง กดดันให้ราคาลดลง
ค่าเงินบาท อ่อนค่า ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ราคาขายปลีกปรับตัวสูงขึ้น
ค่าเงินบาท แข็งค่า ต้นทุนนำเข้าลดลง ช่วยชะลอการขึ้นราคา

ตัวแปรอื่นที่ต้องจับตา

นอกจากการตัดสินใจของโอเปกพลัสแล้ว ยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันได้ เช่น

  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญ อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานและสร้างความกังวลในตลาด
  • ภาวะเศรษฐกิจโลก: หากเศรษฐกิจโลกเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ ความต้องการใช้น้ำมันก็จะเพิ่มขึ้นและกดดันราคา แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัว ก็จะส่งผลในทางตรงกันข้าม
  • นโยบายพลังงานของประเทศมหาอำนาจ: นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศต่างๆ อาจส่งผลต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันและอุปทานในระยะยาว

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของคนไทย

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งสูงขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไป ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำมันรถยนต์ส่วนตัว หรือค่าโดยสารรถสาธารณะ นอกจากนี้ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ภาระค่าครองชีพโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยตรง ซึ่งอาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

บทสรุปและแนวทางรับมือ

สถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การประชุมของกลุ่มโอเปกพลัสเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง แม้จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่ทิศทางของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของค่าเงิน และนโยบายพลังงานภายในประเทศ ล้วนเป็นตัวแปรร่วมที่กำหนดราคาที่ประชาชนต้องจ่าย การที่ราคาน้ำมันไทยจะพุ่งทะลุ 40 บาทต่อลิตรหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด

ในภาวะที่ราคาพลังงานมีความไม่แน่นอนสูง การวางแผนการใช้จ่ายและการปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ การติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับทิศทางราคาพลังงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น