Home » แฉ! มหา’ลัยไทยสอน AI ล้าหลัง จบไปใครจะจ้าง?

แฉ! มหา’ลัยไทยสอน AI ล้าหลัง จบไปใครจะจ้าง?

สารบัญ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมโลก ส่งผลให้ระบบการศึกษาต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดในปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญ เมื่อหลักสูตร AI ในมหาวิทยาลัยไทยจำนวนมากอาจไม่ทันสมัย ซึ่งสร้างความกังวลต่อคุณภาพของบัณฑิตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดแรงงานดิจิทัลที่กำลังเติบโต

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง

  • หลักสูตร AI ในสถาบันอุดมศึกษาไทยหลายแห่งยังคงมีความล่าช้าในการปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบัน
  • เกิดช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) ที่ชัดเจนระหว่างความรู้ทางทฤษฎีที่สอนในห้องเรียนกับทักษะเชิงปฏิบัติที่ตลาดแรงงานอนาคตต้องการอย่างแท้จริง
  • บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรที่ไม่ทันสมัยอาจเผชิญความยากลำบากในการหางาน หรือได้รับตำแหน่งงานที่ไม่ตรงกับศักยภาพที่คาดหวัง
  • แม้จะมีภาพรวมที่น่ากังวล แต่สถาบันการศึกษาชั้นนำบางแห่งได้เริ่มมีความพยายามในการยกระดับหลักสูตรและส่งเสริมการเรียนรู้ AI สมัยใหม่แล้ว
  • การปฏิรูปการศึกษาด้าน AI ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับแรงงานไทย

ประเด็น แฉ! มหา’ลัยไทยสอน AI ล้าหลัง จบไปใครจะจ้าง? ได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการศึกษาและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทยในปี 2568 สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพของหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษา ความกังวลนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อสงสัย แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการแรงงานที่มีทักษะ AI ขั้นสูง ซึ่งสวนทางกับความสามารถของระบบการศึกษาในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณสมบัติตรงตามความคาดหวัง ปัญหานี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของนักศึกษา โอกาสในการจ้างงาน และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

เหตุใดหลักสูตร AI จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทย

การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมทั่วโลก ทำให้ทักษะด้านดิจิทัลและ AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าทางเลือก สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสถาบันการศึกษาที่ต้องทำหน้าที่ผลิตบุคลากรให้พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ แต่การปรับตัวดังกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และนี่คือสาเหตุที่ทำให้หลักสูตร AI กลายเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวด

ความเร็วของเทคโนโลยี vs. ความเฉื่อยของระบบการศึกษา

ธรรมชาติของเทคโนโลยี AI คือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โมเดลภาษาใหม่ๆ อัลกอริทึมที่ซับซ้อนขึ้น และเครื่องมือสำหรับการพัฒนา AI เกิดขึ้นแทบจะรายวัน ในทางกลับกัน ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยมักมีกระบวนการปรับปรุงหลักสูตรที่ต้องใช้เวลา มีขั้นตอนและระเบียบที่ซับซ้อน ความแตกต่างของความเร็วในการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่สร้าง “ช่องว่าง” ขึ้นมา เนื้อหาที่เคยทันสมัยเมื่อ 3-4 ปีก่อน อาจกลายเป็นเรื่องล้าหลังไปแล้วในปัจจุบัน ทำให้หลักสูตรที่มีอยู่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของโลกแห่งความเป็นจริงได้ทันท่วงที

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ

ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับทุกภาคส่วนของสังคม:

  • นักศึกษาและบัณฑิต: คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุด การลงทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการศึกษาอาจไม่คุ้มค่า หากทักษะที่ได้รับมาไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้เสียโอกาสในการได้งานที่ดีและมีความมั่นคง
  • ภาคอุตสาหกรรม: บริษัทและองค์กรต่างๆ ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรม เมื่อไม่สามารถหาแรงงานที่มีคุณสมบัติตามต้องการได้ในประเทศ ก็อาจส่งผลให้การเติบโตทางธุรกิจชะลอตัวลง หรือต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติ
  • มหาวิทยาลัย: ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษาขึ้นอยู่กับคุณภาพของบัณฑิตที่ผลิตออกมา หากบัณฑิตไม่สามารถแข่งขันในตลาดงานได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อของนักเรียนรุ่นต่อไป
  • เศรษฐกิจของประเทศ: ในภาพรวม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคดิจิทัลขึ้นอยู่กับคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ หากขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ก็จะทำให้ประเทศเสียเปรียบในการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

เจาะลึกสภาพการณ์การสอน AI ในมหาวิทยาลัยไทยปี 2568

เจาะลึกสภาพการณ์การสอน AI ในมหาวิทยาลัยไทยปี 2568

เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน จะพบว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายมิติในการจัดการเรียนการสอนด้าน AI ซึ่งนำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ความท้าทายในการปรับตัวและพัฒนาหลักสูตร

มหาวิทยาลัยหลายแห่งตระหนักถึงความสำคัญของ AI และมีความพยายามที่จะนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาผสมผสานในการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยบูรพาได้มีการจัดอบรมในหัวข้อ “การใช้ AI เพื่อการเรียนรู้แห่งอนาคต” เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์และบุคลากรเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีและแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัว

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในลักษณะนี้ยังคงมีอยู่อย่างจำกัดและมักเป็นการเคลื่อนไหวในระดับจุลภาค ปัญหาใหญ่ยังคงอยู่ที่การปรับปรุงหลักสูตรในภาพรวมซึ่งเป็นไปอย่างเชื่องช้า ความกังวลหลักคือมหาวิทยาลัยจำนวนมากยังคงยึดติดกับกรอบเนื้อหาเดิมๆ ที่เน้นทฤษฎีหนัก แต่ขาดการลงมือปฏิบัติจริงกับเทคโนโลยีล่าสุด ทำให้บัณฑิตที่จบออกมามีความรู้พื้นฐาน แต่ไม่สามารถนำไปต่อยอดในโลกการทำงานจริงได้ทันที

ช่องว่างทางทักษะ: สิ่งที่สอนกับสิ่งที่ตลาดต้องการ

ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดคือ “ช่องว่างทางทักษะ” (Skills Gap) ระบบการศึกษาต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของยุค AI ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics), การเขียนโปรแกรมสำหรับ AI และ Machine Learning, ความเข้าใจในประเด็นด้านจริยธรรมของ AI (AI Ethics) และที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจจริง

การที่มหาวิทยาลัยยังคงสอน AI ในรูปแบบที่ล้าหลัง ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้นักศึกษาที่จบออกมาแล้วอาจมีทักษะไม่ตรงกับที่บริษัทหรือวงการอุตสาหกรรมต้องการ

ช่องว่างนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่น่าเสียดาย คือ แม้ประเทศจะมีบัณฑิตที่จบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI จำนวนมาก แต่ภาคอุตสาหกรรมกลับยังคงขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะตรงตามที่ต้องการ

ตารางเปรียบเทียบระหว่างหลักสูตร AI แบบดั้งเดิมกับหลักสูตรสมัยใหม่ที่ตลาดแรงงานต้องการในปี 2568
คุณลักษณะ หลักสูตร AI แบบดั้งเดิม หลักสูตร AI สมัยใหม่ (ที่ตลาดต้องการ)
เนื้อหาการสอน เน้นทฤษฎีพื้นฐาน, อัลกอริทึมคลาสสิก, และแนวคิดเชิงนามธรรมเป็นหลัก เน้นการประยุกต์ใช้, การทำงานกับโมเดลล่าสุด (เช่น Large Language Models), และกรณีศึกษาจากอุตสาหกรรมจริง
ทักษะที่เน้น ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์และตรรกะเบื้องหลัง AI ทักษะการเขียนโปรแกรม (Python, TensorFlow, PyTorch), การจัดการข้อมูล, การใช้ Cloud Platform, และทักษะการแก้ปัญหาทางธุรกิจ (Business Acumen)
เครื่องมือและเทคโนโลยี อาจใช้ซอฟต์แวร์หรือไลบรารีเวอร์ชันเก่า ขาดการอัปเดต สอนการใช้งานเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น บริการ AI บน AWS, Google Cloud, Azure และแพลตฟอร์ม MLOps
ผลลัพธ์ของผู้เรียน มีความรู้เชิงทฤษฎีที่ดี แต่อาจต้องใช้เวลาปรับตัวและเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ เมื่อเริ่มทำงาน สามารถเริ่มทำงานและสร้างประโยชน์ให้องค์กรได้ทันที มีความพร้อมในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาจริง

ความหวังและตัวอย่างของสถาบันที่เริ่มปรับตัว

แม้ภาพรวมจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็ยังมีสัญญาณบวกและความพยายามจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยที่กำลังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการศึกษาด้าน AI ซึ่งถือเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

การเข้าถึงความรู้สมัยใหม่: กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของการปรับตัวเชิงรุก โดยได้มีการเปิดหลักสูตรออนไลน์ฟรีเกี่ยวกับ AI และเทคโนโลยีอย่าง ChatGPT ให้กับนิสิต บุคลากร และประชาชนทั่วไปได้เข้าถึง การดำเนินการเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่ความรู้ที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ในวงกว้าง แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าสถาบันตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และความจำเป็นในการอัปเดตทักษะดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอ การเคลื่อนไหวนี้ช่วยลดช่องว่างทางความรู้และกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น

การสร้างบุคลากรขั้นสูง: บทบาทของสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)

ในระดับการศึกษาขั้นสูง สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ได้กลายเป็นต้นแบบของสถาบันที่มุ่งเน้นการสร้างนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่มีความสามารถระดับโลก หลักสูตรของ VISTEC ถูกออกแบบมาให้มีความทันสมัย เข้มข้น และเชื่อมโยงกับงานวิจัยระดับแนวหน้าของโลกโดยตรง การมุ่งเน้นสร้างบุคลากรที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม AI ขึ้นมาเอง แทนที่จะเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองและแข่งขันในเวทีโลกได้ในระยะยาว

ผลกระทบต่อบัณฑิต และความเสี่ยงในตลาดแรงงานอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบจากหลักสูตรที่ล้าหลังจะตกอยู่กับตัวบัณฑิตโดยตรง ซึ่งต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความท้าทายในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ความกังวลเรื่องทักษะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือการที่บัณฑิตจบใหม่มี “ทักษะไม่ตรงปก” กล่าวคือ แม้จะมีใบปริญญาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ทักษะและความรู้เชิงปฏิบัติกลับไม่เพียงพอหรือไม่สอดคล้องกับสิ่งที่นายจ้างกำลังมองหา สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่ปัญหาหลายประการ:

  • ความยากลำบากในการหางาน: ผู้สมัครอาจไม่ผ่านการคัดเลือกในตำแหน่งงานด้าน AI ที่มีการแข่งขันสูง เนื่องจากไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือหรือแก้ปัญหาตามโจทย์ที่ได้รับ
  • การได้รับตำแหน่งงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ: บัณฑิตอาจต้องยอมรับตำแหน่งงานที่ไม่ใช่สายตรง หรือมีค่าตอบแทนและโอกาสเติบโตน้อยกว่าที่คาดหวังไว้
  • ความจำเป็นในการ Reskill/Upskill: หลายคนอาจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อเข้าคอร์สฝึกอบรมภายนอก เพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับจากระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย

ทิศทางการเตรียมความพร้อมสำหรับนักศึกษายุคใหม่

สำหรับนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI การตระหนักถึงปัญหานี้และเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การพึ่งพาความรู้จากหลักสูตรในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การแสวงหาความรู้เพิ่มเติมผ่านคอร์สออนไลน์ การเข้าร่วมโครงการแข่งขัน (Hackathons) การฝึกงานในบริษัทเทคโนโลยี และการสร้างแฟ้มผลงาน (Portfolio) ที่แสดงถึงทักษะการทำงานจริง จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและพิสูจน์ความสามารถของตนเองต่อว่าที่นายจ้างได้เป็นอย่างดี

บทสรุป: ทิศทางอนาคตของการศึกษา AI ในประเทศไทย

สถานการณ์หลักสูตร AI ในมหาวิทยาลัยไทยที่ถูกมองว่าล้าหลังนั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่ตัวบัณฑิตไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ระบบการศึกษาไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญ ซึ่งต้องการการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่อก้าวให้ทันโลกเทคโนโลยี แม้จะมีความพยายามจากสถาบันชั้นนำบางแห่งในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่การยกระดับคุณภาพการศึกษา AI ในภาพรวมยังคงเป็นภารกิจที่ท้าทาย

ดังนั้น การเร่งปฏิรูปหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย การส่งเสริมความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเพื่อออกแบบเนื้อหาที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และการสนับสนุนให้นักศึกษาพัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าบัณฑิตไทยที่จบการศึกษาด้าน AI จะเป็นบุคลากรคุณภาพที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ