Home » เช็กด่วน! กฎใหม่รัฐบังคับใช้ ‘ภาษีคาร์บอนส่วนบุคคล’






เช็กด่วน! กฎใหม่รัฐบังคับใช้ ‘ภาษีคาร์บอนส่วนบุคคล’


เช็กด่วน! กฎใหม่รัฐบังคับใช้ ‘ภาษีคาร์บอนส่วนบุคคล’

สารบัญ

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อรัฐบาลเตรียมบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและพฤติกรรมการบริโภคในวงกว้าง มาตรการนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

  • ประเทศไทยมีกำหนดการเริ่มใช้ระบบภาษีคาร์บอนอย่างเป็นทางการภายในปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)
  • ในระยะแรกจะมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิง เช่น เบนซินและดีเซล ในอัตราประมาณ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์
  • หลักการพื้นฐานของภาษีคือ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • นโยบายนี้สอดคล้องกับทิศทางของโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป

ส่วนนำ: การประกาศบังคับใช้ ภาษีคาร์บอนส่วนบุคคล ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในรอบทศวรรษ มาตรการนี้คือกลไกทางการคลังที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการกำหนดราคาให้กับคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ แม้ในทางปฏิบัติจะเริ่มต้นจากการเก็บภาษีที่ต้นทางของผลิตภัณฑ์พลังงาน แต่ผลกระทบจะส่งผ่านมายังผู้บริโภคปลายทางทุกคน ทำให้ต้นทุนการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำความเข้าใจ ‘ภาษีคาร์บอนส่วนบุคคล’: นโยบายใหม่ที่คนไทยต้องรู้

คำว่า “ภาษีคาร์บอนส่วนบุคคล” อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นการจัดเก็บภาษีโดยตรงจากประชาชนแต่ละคนตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว รูปแบบที่ประเทศไทยจะนำมาใช้ในระยะแรกคือการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นการสร้างต้นทุนเพิ่มเติมให้กับกิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยภาระภาษีดังกล่าวจะถูกรวมเข้าไปในราคาสินค้าและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในท้ายที่สุด จึงเปรียบเสมือนเป็นภาษีที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบทางอ้อมตามปริมาณการบริโภค

เหตุผลและความจำเป็นของการมีภาษีคาร์บอน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นทุกปี ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งจากภัยแล้ง น้ำท่วม และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น รัฐบาลทั่วโลกจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหา ภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีประสิทธิภาพในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจและประชาชนลดการปล่อยคาร์บอน โดยทำให้การปล่อยมลพิษมี “ต้นทุน” ที่ต้องจ่าย ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใครคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้

ในทางทฤษฎี ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ถูกจัดเก็บภาษี เช่น กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและบริษัทผู้ค้าน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกผลักภาระต่อไปยังผู้บริโภคในห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงครอบคลุมในวงกว้าง ได้แก่:

  • ประชาชนทั่วไป: โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว จะต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการขนส่ง
  • ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม: ผู้ประกอบการในภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และภาคการผลิตที่มีการใช้พลังงานสูง จะมีต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และจำเป็นต้องหาทางปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  • ภาคเกษตรกรรม: แม้จะไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรง แต่ต้นทุนด้านพลังงานที่ใช้ในเครื่องจักรกลการเกษตรและการขนส่งผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นโยบายรัฐบาลได้ระบุชัดเจนว่า ในระยะเริ่มต้นจะพยายามควบคุมไม่ให้ผลกระทบต่อประชาชนรุนแรงจนเกินไป โดยจะเริ่มจากอัตราที่ไม่สูงมากนักและทยอยปรับขึ้นในอนาคต

กรอบเวลาการบังคับใช้ในประเทศไทย

ตามข้อมูลจากกรมสรรพสามิต ประเทศไทยมีแผนจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2568 ที่เกี่ยวข้องกับภาษีคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้คือช่วงปลายปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) หรืออย่างช้าที่สุดคือช่วงต้นปีงบประมาณ 2568 (เริ่ม 1 ตุลาคม 2567) ซึ่งหมายความว่าภายในปี 2568 ประชาชนจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างราคาพลังงานอย่างแน่นอน การดำเนินการนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการกำหนดราคามลพิษอย่างจริงจัง

หลักการทำงานและโครงสร้างของภาษีคาร์บอนในประเทศไทย

การทำความเข้าใจกลไกและโครงสร้างของภาษีคาร์บอนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบและเตรียมการปรับตัวได้อย่างถูกต้อง นโยบายนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย แต่มีหลักการและแบบแผนที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล

คำจำกัดความและกลไกการทำงานตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”

ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) คือภาษีที่เรียกเก็บจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เทียบเท่า โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle – PPP) หลักการนี้ระบุว่า ผู้ใดก็ตามที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อต้นทุนความเสียหายที่เกิดขึ้น

กลไกการทำงานคือ รัฐบาลจะกำหนดอัตราภาษีต่อหน่วยการปล่อยมลพิษ (เช่น บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์) เมื่อผู้ผลิตหรือผู้ใช้พลังงานฟอสซิลดำเนินกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอน ก็จะต้องเสียภาษีตามปริมาณที่ปล่อยออกมา ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องหาวิธีลดการปล่อยคาร์บอน เช่น การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร หรือการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การบังคับใช้ในระยะแรก: เจาะลึกภาษีในผลิตภัณฑ์น้ำมัน

สำหรับประเทศไทย การบังคับใช้ในระยะแรกจะมุ่งเป้าไปที่ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญและสามารถบริหารจัดการการเก็บภาษีได้ง่ายที่สุดผ่านโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่มีอยู่เดิม

  • อัตราภาษี: กำหนดไว้เบื้องต้นที่ประมาณ 200 บาทต่อเมตริกตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา
  • การคำนวณ: การปล่อย CO2 จากการเผาไหม้น้ำมันแต่ละชนิดมีค่ามาตรฐานที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น น้ำมันดีเซล 1 ลิตร เมื่อเผาไหม้จะปล่อย CO2 ประมาณ 2.68 กิโลกรัม
  • ผลกระทบต่อราคาขายปลีก: จากอัตราภาษี 200 บาทต่อตัน CO2 เมื่อคำนวณแล้วจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลมีภาระภาษีคาร์บอนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.46 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันเบนซินก็จะมีการคำนวณในลักษณะเดียวกัน ภาระภาษีนี้จะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในโครงสร้างราคาหน้าปั๊มที่ประชาชนต้องจ่าย

การเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์น้ำมันถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ก่อนที่จะขยายไปยังภาคส่วนอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า หรือภาคส่วนอื่นๆ ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงต่อไปในอนาคต

ผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ

เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทุกประเภท การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ (Ripple Effect) ไปยังภาคส่วนต่างๆ ต้นทุนการขนส่งสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น ผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าและบริการเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ยืนยันว่าการกำหนดอัตราภาษีในระยะแรกได้คำนึงถึงผลกระทบในส่วนนี้แล้ว และจะพยายามให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนมีเวลาในการปรับตัว

ภาษีคาร์บอนในบริบทโลก: ไทยเทียบกับนานาชาติ

ภาษีคาร์บอนในบริบทโลก: ไทยเทียบกับนานาชาติ

การตัดสินใจของประเทศไทยในการนำระบบภาษีคาร์บอนมาใช้ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจบริบทสากลจะช่วยให้เห็นภาพรวมและความสำคัญของนโยบายนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น

มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป: ต้นแบบสำคัญ

ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นนโยบายที่กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทมายัง EU ต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต และต้องซื้อ “ใบรับรอง CBAM” ให้เทียบเท่ากับราคาคาร์บอนในตลาดยุโรป

มาตรการนี้มีกำหนดบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 (ค.ศ. 2026) โดยปี 2568 จะเป็นช่วงเวลาของการเตรียมความพร้อมและปรับปรุงระบบการรายงานข้อมูลให้เข้มงวด วัตถุประสงค์หลักของ CBAM คือเพื่อป้องกัน “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทใน EU ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมหละหลวมกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนด้านคาร์บอน

CBAM จึงเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ประเทศคู่ค้าอย่างประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาระบบการกำหนดราคาคาร์บอนภายในประเทศให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล มิฉะนั้น ผู้ส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับภาระต้นทุนจาก CBAM เมื่อส่งสินค้าไปยังยุโรป ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง การมีระบบภาษีคาร์บอนของตนเองจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับความท้าทายนี้

แนวทางของประเทศอื่นๆ ในการใช้ระบบภาษีคาร์บอน

นอกเหนือจากสหภาพยุโรปแล้ว หลายประเทศทั่วโลกก็ได้นำระบบการกำหนดราคาคาร์บอนมาใช้ในรูปแบบต่างๆ กัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนของประชาคมโลก

  • สหราชอาณาจักร: หลังจากออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ก็ได้พัฒนาระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (UK ETS) ของตนเอง และกำลังพิจารณามาตรการ CBAM ในรูปแบบของตนเองเช่นกัน
  • ออสเตรเลีย: ใช้กลไกที่เรียกว่า Safeguard Mechanism ซึ่งกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีระบบเครดิตหากปล่อยต่ำกว่าเกณฑ์
  • ชิลี: เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในอเมริกาใต้ที่นำภาษีคาร์บอนมาใช้ โดยมุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้าและแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่
  • ไต้หวัน: ได้ผ่านกฎหมายและเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์ที่กำหนด

การที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก และเป็นการเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ตารางเปรียบเทียบภาพรวมนโยบายคาร์บอนระหว่างประเทศ
ภูมิภาค/ประเทศ สถานะนโยบาย รูปแบบการบังคับใช้หลัก เป้าหมายสำคัญ
ประเทศไทย เตรียมบังคับใช้ปี 2568 ภาษีคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ (เริ่มต้นที่น้ำมัน) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรับมือมาตรการการค้าโลก
สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้อยู่และขยายผล ระบบซื้อขายสิทธิ์ (EU ETS) และ CBAM บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน
สหราชอาณาจักร บังคับใช้อยู่ ระบบซื้อขายสิทธิ์ (UK ETS) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศ
ออสเตรเลีย บังคับใช้อยู่ กลไกกำหนดเพดานการปล่อย (Safeguard Mechanism) ควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

การเตรียมความพร้อมและผลกระทบในระยะยาว

การบังคับใช้ภาษีคาร์บอนไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษี แต่เป็นการส่งสัญญาณเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมของสังคมในระยะยาว การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกภาคส่วน

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องเตรียมตัว

ในระดับบุคคล การปรับตัวอาจเริ่มจากการวางแผนการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การพิจารณาใช้รถยนต์ประหยัดพลังงานหรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น หรือการลดการบริโภคที่ไม่จำเป็นซึ่งมี Carbon Footprint แฝงอยู่สูง

ในภาคธุรกิจ การเตรียมความพร้อมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการควรเริ่มประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนในธุรกิจของตนเอง แนวทางการปรับตัว ได้แก่:

  • การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน: ลงทุนในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต
  • การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด: พิจารณาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) หรือจัดหาพลังงานหมุนเวียนจากแหล่งอื่น
  • การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน: เลือกคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน และวางแผนการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสีเขียว: สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เป้าหมายสู่เศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน

ในภาพใหญ่ ภาษีคาร์บอนเป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงนโยบายที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ที่ได้ประกาศไว้ต่อประชาคมโลก รายได้จากภาษีส่วนนี้สามารถนำไปใช้ลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) หรือการสนับสนุนการปรับตัวของภาคส่วนที่เปราะบาง

ภาษีคาร์บอนไม่ใช่แค่ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน การสร้างต้นทุนให้กับการปล่อยมลพิษ คือการสร้างมูลค่าให้กับสิ่งแวดล้อมที่สะอาด

ในระยะยาว นโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไป

บทสรุป: ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับนโยบายสิ่งแวดล้อม

การมาถึงของ ภาษีคาร์บอนส่วนบุคคล ในรูปแบบของการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์น้ำมันในปี 2568 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทย แม้ในช่วงแรกอาจสร้างผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางธุรกิจ แต่ก็เป็นมาตรการที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและปรับตัวให้เข้ากับกติกาการค้าโลกใหม่

นโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ผู้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควรเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุน ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจในการลด Carbon Footprint ของตนเองมากขึ้น การดำเนินการของไทยสอดคล้องกับทิศทางของนานาประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังผลักดันมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ทางการค้า

ดังนั้น การทำความเข้าใจหลักการและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภาษีคาร์บอนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ทั้งในฐานะผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตของประเทศที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง