เคาะแล้ว! ลดภาษีบุคคลธรรมดา 2568 ใครได้ลดเท่าไหร่?
- สรุปประเด็นสำคัญของการปรับลดภาษี 2568
- ภาพรวมและเหตุผลของมาตรการลดหย่อนภาษีปี 2568
- เจาะลึกโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่
- มาตรการพิเศษเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญไทยกลับประเทศ
- ส่องรายการลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจสำหรับปี 2568
- สรุปกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการภาษี 2568
- แนวทางการเตรียมความพร้อมและวางแผนภาษี
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งจะมีผลต่อการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในช่วงต้นปี 2569 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครอบคลุมทั้งการปรับเกณฑ์การยกเว้นภาษี การออกมาตรการพิเศษเพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูง และการสานต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดหย่อนภาษี
สรุปประเด็นสำคัญของการปรับลดภาษี 2568
- ยกเว้นภาษี: ผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- อัตราภาษีพิเศษ: กำหนดอัตราภาษีแบบเหมาจ่ายที่ 17% สำหรับกลุ่มคนไทยผู้มีความเชี่ยวชาญสูงที่เดินทางกลับมาทำงานในประเทศ
- กระตุ้นเศรษฐกิจ: โครงการ Easy e-Receipt กลับมาอีกครั้ง เปิดให้ลดหย่อนค่าซื้อสินค้าและบริการได้สูงสุด 50,000 บาท ในช่วงต้นปี 2568
- สิทธิประโยชน์นายจ้าง: ผู้ประกอบการที่จ้างงานคนไทยทักษะสูงที่กลับจากต่างประเทศ สามารถนำเงินเดือนมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า
- ค่าลดหย่อนอื่น ๆ: ยังคงค่าลดหย่อนพื้นฐาน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, คู่สมรส, ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย และเพิ่มเติมค่าลดหย่อนสำหรับการสร้างบ้านใหม่
บทความนี้จะวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรการ เคาะแล้ว! ลดภาษีบุคคลธรรมดา 2568 ใครได้ลดเท่าไหร่? อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้เสียภาษีทุกคนสามารถทำความเข้าใจและวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อภาระภาษีของแต่ละบุคคล แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ภาพรวมและเหตุผลของมาตรการลดหย่อนภาษีปี 2568
การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปี 2568 เป็นนโยบายที่รัฐบาลออกมาเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดภาระของประชาชน เพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ และสร้างแรงจูงใจเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศ
วัตถุประสงค์หลักในการปรับโครงสร้างภาษี
มาตรการลดหย่อนภาษี 2568 ถูกออกแบบมาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลายประการพร้อมกัน ประการแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน ผ่านโครงการอย่าง Easy e-Receipt ที่จูงใจให้เกิดการใช้จ่ายในช่วงต้นปี ซึ่งจะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ประการที่สองคือ การลดความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยการยกเว้นภาษีให้กับผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้มีเงินเหลือเพื่อการดำรงชีพและใช้จ่ายมากขึ้น และประการสุดท้าย ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การดึงดูดบุคลากรทักษะสูง (Brain Gain) เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะสมองไหล (Brain Drain) และนำความรู้ความสามารถกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลดีต่อประชาชนในหลายกลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่:
- กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง: โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นภาษีโดยตรง
- กลุ่มผู้เสียภาษีทั่วไป: ได้รับประโยชน์จากการใช้สิทธิลดหย่อนต่าง ๆ ที่ยังคงอยู่และสิทธิพิเศษจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้สามารถวางแผนเพื่อประหยัดภาษีได้มากขึ้น
- กลุ่มคนไทยผู้มีความเชี่ยวชาญสูงในต่างประเทศ: เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาตรการภาษีอัตราพิเศษ 17% ซึ่งเป็นแรงจูงใจทางการเงินที่สำคัญในการตัดสินใจกลับมาทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทย
- กลุ่มผู้ประกอบการและบริษัท: ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการลดหย่อนค่าใช้จ่ายทางภาษีเมื่อมีการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงตามเกณฑ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพ
เจาะลึกโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่
หัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างภาษีปี 2568 คือการเปลี่ยนแปลงในส่วนของฐานการคำนวณและอัตราภาษี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนเงินภาษีที่แต่ละบุคคลต้องชำระ การทำความเข้าใจรายละเอียดในส่วนนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวางแผนภาษี
การยกเว้นภาษีสำหรับผู้มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท
หนึ่งในมาตรการที่ส่งผลกระทบในวงกว้างที่สุดคือการยืนยันเกณฑ์การยกเว้นภาษีสำหรับผู้ที่มี เงินได้สุทธิ (Net Income) ไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี คำว่า “เงินได้สุทธิ” หมายถึง เงินได้พึงประเมินทั้งหมดหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว
เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
ดังนั้น หากบุคคลใดมีเงินได้ตลอดทั้งปี เมื่อคำนวณตามสูตรข้างต้นแล้วมียอดคงเหลือไม่เกิน 150,000 บาท ก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีหากมีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มาตรการนี้ช่วยลดภาระให้กับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานหรือผู้ที่มีรายได้ไม่สูงมากได้อย่างมีนัยสำคัญ
อัตราภาษีแบบขั้นบันไดสำหรับปี 2568
สำหรับผู้ที่มีเงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาทขึ้นไป ยังคงใช้วิธีการคำนวณภาษีตามโครงสร้างอัตราภาษีแบบขั้นบันได (Progressive Tax Rate) ซึ่งหมายความว่ายิ่งมีรายได้สูง อัตราภาษีที่ต้องชำระในแต่ละขั้นก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย โครงสร้างอัตราภาษีดังกล่าวยังคงยึดตามหลักการเดิม แต่การปรับเกณฑ์ยกเว้นภาษีที่ขั้นแรกสุดช่วยให้ภาระภาษีโดยรวมของผู้มีรายได้ในขั้นถัด ๆ ไปลดลงเล็กน้อย
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดในแต่ละขั้น (บาท) |
|---|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น (0%) | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 50,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 250,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% | 900,000 |
| 5,000,001 ขึ้นไป | 35% | – |
มาตรการพิเศษเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญไทยกลับประเทศ
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างภาษีทั่วไปแล้ว รัฐบาลยังได้ออกมาตรการเชิงรุกที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนไทยที่มีศักยภาพสูงซึ่งทำงานอยู่ในต่างประเทศโดยเฉพาะ เพื่อจูงใจให้กลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
อัตราภาษีพิเศษ 17% แบบเหมาจ่าย
มาตรการนี้ถือเป็นไฮไลท์สำคัญและเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ โดยกำหนดให้คนไทยผู้มีความเชี่ยวชาญสูงในสาขาที่กำหนด ซึ่งตัดสินใจย้ายกลับมาทำงานในประเทศไทย สามารถเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราคงที่ (Flat Rate) ที่ 17% ของเงินได้พึงประเมินทั้งหมด โดยไม่ต้องนำไปคำนวณรวมกับเงินได้อื่น ๆ และไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนใด ๆ
อัตราภาษี 17% นี้จูงใจอย่างมากเมื่อเทียบกับอัตราภาษีขั้นสูงสุดของไทยที่ 35% สำหรับผู้ที่มีรายได้สูง การลดภาระภาษีลงกว่าครึ่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้าเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติตามที่ภาครัฐกำหนด ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล, การแพทย์ขั้นสูง, พลังงานสะอาด หรือยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับนายจ้าง
เพื่อสนับสนุนมาตรการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลยังได้สร้างแรงจูงใจให้กับฝั่งนายจ้างด้วย โดยอนุญาตให้บริษัทหรือผู้ประกอบการที่จ้างงานคนไทยกลุ่มนี้ สามารถนำเงินเดือนหรือค่าจ้างที่จ่ายไป มาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถึง 1.5 เท่า ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานที่เข้าเกณฑ์เป็นจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน (หรือ 2.4 ล้านบาทต่อปี) บริษัทจะสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ถึง 3.6 ล้านบาท (2.4 ล้านบาท x 1.5) ซึ่งช่วยลดภาระภาษีของบริษัทลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การจ้างงานบุคลากรทักษะสูงมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
ส่องรายการลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจสำหรับปี 2568
นอกจากการปรับโครงสร้างหลักแล้ว การทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากรายการลดหย่อนต่าง ๆ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการภาษีให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับปี 2568
โครงการ Easy e-Receipt 2568
โครงการที่หลายคนรอคอยอย่าง Easy e-Receipt ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงต้นปี โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- วงเงินลดหย่อน: สามารถนำค่าซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท
- ช่วงเวลาโครงการ: สำหรับการซื้อสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568
- การใช้สิทธิ: จะต้องเก็บรวบรวมใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ไว้ และนำไปใช้ยื่นลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปี 2568 ซึ่งจะยื่นแบบฯ ในช่วงต้นปี 2569
จำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้จะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของผู้เสียภาษีแต่ละคน เช่น หากมีฐานภาษี 20% และใช้สิทธิลดหย่อนเต็มจำนวน 50,000 บาท จะสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 10,000 บาท (50,000 x 20%)
ค่าลดหย่อนพื้นฐานส่วนตัวและครอบครัว
รายการลดหย่อนพื้นฐานส่วนใหญ่ยังคงเดิมจากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรตรวจสอบและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่:
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท (สำหรับผู้ยื่นภาษีทุกคน)
- ค่าลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท (สำหรับคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้และจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย)
ค่าลดหย่อนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
สำหรับผู้ที่กำลังผ่อนชำระหรือวางแผนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย มีรายการลดหย่อนที่น่าสนใจ 2 รายการ:
- ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย: สามารถลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าก่อสร้างบ้านใหม่: มาตรการพิเศษสำหรับผู้ที่ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง ในระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2568 สามารถนำค่าจ้างก่อสร้างมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนจากการบริจาค
การบริจาคเพื่อการกุศลยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการลดหย่อนภาษี โดยการบริจาคทั่วไปให้กับมูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศลที่กรมสรรพากรกำหนด สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
สรุปกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการภาษี 2568
จากการวิเคราะห์มาตรการทั้งหมด สามารถสรุปกลุ่มบุคคลที่จะได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างภาษีในปี 2568 ได้อย่างชัดเจนดังนี้:
- ผู้มีรายได้น้อย: กลุ่มที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการยกเว้นภาษี ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น
- คนไทยทักษะสูงในต่างประเทศ: ได้รับแรงจูงใจที่แข็งแกร่งจากอัตราภาษีพิเศษ 17% ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจกลับมาทำงานในประเทศ
- ผู้เสียภาษีในระดับกลาง: แม้อัตราภาษีในขั้นของตนเองจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่การมีโครงการ Easy e-Receipt และค่าลดหย่อนอื่น ๆ เปิดโอกาสให้สามารถวางแผนลดภาระภาษีได้มากขึ้น
- นายจ้างและบริษัท: ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการจ้างงานบุคลากรกลุ่มพิเศษ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมการพัฒนาองค์กรด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ
แนวทางการเตรียมความพร้อมและวางแผนภาษี
แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้สำหรับรายได้ในปี 2568 แต่การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ การดำเนินการที่แนะนำประกอบด้วย:
- การรวบรวมเอกสาร: เริ่มวางแผนและเก็บหลักฐานที่จำเป็นสำหรับการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จากโครงการ Easy e-Receipt ในช่วงต้นปี 2568
- การประเมินรายได้และภาษี: ลองคำนวณภาษีใหม่เบื้องต้นจากรายได้ที่คาดว่าจะได้รับในปี 2568 เพื่อให้เห็นภาพรวมของภาระภาษีและสามารถวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสม
- ติดตามข้อมูลข่าวสาร: กฎเกณฑ์และเงื่อนไขรายละเอียดของบางมาตรการอาจมีการประกาศเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์
- พิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: สำหรับผู้ที่มีโครงสร้างรายได้ซับซ้อนหรือต้องการวางแผนภาษีเชิงลึก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือที่ปรึกษาทางการเงินอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาษี
โดยสรุป การปรับลดภาษีบุคคลธรรมดาในปี 2568 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญและส่งผลดีต่อประชาชนในหลายกลุ่ม การศึกษาทำความเข้าใจในรายละเอียดและวางแผนล่วงหน้า จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนสามารถบริหารจัดการภาระภาษีของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด