Home » เคาะแล้ว! ลดภาษีบุคคลธรรมดา 2568 ใครได้ลดเท่าไหร่?

เคาะแล้ว! ลดภาษีบุคคลธรรมดา 2568 ใครได้ลดเท่าไหร่?

สารบัญ

การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สำหรับปีภาษี 2568 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกกลุ่ม มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่การกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ไปจนถึงการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถสูงให้กลับมาทำงานในประเทศไทย

ประเด็นสำคัญที่ควรทราบ

  • มาตรการภาษีพิเศษ 17%: กำหนดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบคงที่ 17% สำหรับกลุ่มคนไทยผู้มีศักยภาพสูงที่ทำงานในต่างประเทศและตัดสินใจกลับมาทำงานในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการนำความรู้ความสามารถกลับมาพัฒนาประเทศ
  • โครงการ Easy e-Receipt: กลับมาอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงต้นปี โดยให้สิทธิ์ลดหย่อนค่าซื้อสินค้าและบริการสูงสุด 50,000 บาท สำหรับการใช้จ่ายระหว่างวันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568
  • ค่าลดหย่อนพื้นฐานคงเดิม: รายการลดหย่อนหลักสำหรับบุคคลทั่วไป เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, คู่สมรส, ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย ยังคงใช้เกณฑ์เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อนหน้า
  • โครงสร้างอัตราภาษีแบบขั้นบันได: อัตราภาษีสำหรับเงินได้สุทธิยังคงเป็นรูปแบบขั้นบันได ตั้งแต่ 5% ถึง 35% โดยเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเช่นเดิม

ประเด็นที่ว่า เคาะแล้ว! ลดภาษีบุคคลธรรมดา 2568 ใครได้ลดเท่าไหร่? กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมาตรการที่ประกาศออกมานั้นมีทั้งการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และการคงอยู่ของสิทธิประโยชน์เดิมที่ผู้เสียภาษีคุ้นเคย การทำความเข้าใจในรายละเอียดของแต่ละมาตรการจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้มีเงินได้สามารถวางแผนทางการเงินและภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งจะทำการยื่นแบบแสดงรายการในช่วงต้นปี 2569

ภาพรวมมาตรการภาษีปี 2568

ในปี 2568 รัฐบาลได้ออกมาตรการทางภาษีหลายด้านโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย และมาตรการระยะยาวเพื่อดึงดูดการลงทุนและบุคลากรที่มีทักษะสูง ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและควรศึกษาทำความเข้าใจในรายละเอียดเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในปีนี้คือการ அறிமுகมาตรการภาษีพิเศษสำหรับกลุ่มผู้มีศักยภาพสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการแก้ปัญหาภาวะสมองไหล (Brain Drain) และสร้างแรงจูงใจให้คนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ กลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คุ้นเคยอย่างโครงการ Easy e-Receipt ที่มุ่งหวังให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศช่วงต้นปี ขณะเดียวกัน การคงไว้ซึ่งโครงสร้างค่าลดหย่อนและอัตราภาษีเดิมสำหรับบุคคลทั่วไปก็ช่วยสร้างความแน่นอนในการวางแผนภาษีสำหรับคนส่วนใหญ่

เจาะลึกมาตรการเด่น: ลดภาษี 17% ดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูง

หนึ่งในมาตรการภาษีที่ถูกจับตามองมากที่สุดสำหรับปี 2568 คือการกำหนดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราคงที่ (Flat Rate) ที่ 17% สำหรับกลุ่มคนไทยที่มีศักยภาพสูง มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจสำคัญในการดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถที่ทำงานอยู่ต่างประเทศให้กลับมาสู่ตลาดแรงงานไทย

นิยามและเป้าหมายของมาตรการ

กลุ่มเป้าหมายของมาตรการนี้คือ “คนไทยผู้มีศักยภาพสูง” หรือที่เรียกกันว่า “หัวกะทิ” ซึ่งหมายถึงพลเมืองไทยที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในสาขาที่เป็นที่ต้องการของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง, การวิจัยและพัฒนา, การเงิน, หรือสาขาอื่นๆ ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ เป้าหมายหลักของนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการลดภาระภาษี แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศกลับสู่ประเทศไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้เสียภาษีและนายจ้าง

สำหรับบุคคลที่เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด จะได้รับสิทธิ์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือนหรือค่าจ้างในอัตราคงที่เพียง 17% ซึ่งต่ำกว่าอัตราภาษีสูงสุดของขั้นบันไดปกติที่ 35% อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ มาตรการยังสร้างประโยชน์ให้กับฝั่งนายจ้างอีกด้วย โดยอนุญาตให้นายจ้างสามารถนำเงินเดือนที่จ่ายให้กับบุคลากรกลุ่มนี้ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถึง 1.5 เท่า ซึ่งช่วยลดต้นทุนและจูงใจให้บริษัทต่างๆ ต้องการจ้างงานบุคลากรกลุ่มนี้มากขึ้น มาตรการนี้ได้ถูกประกาศเป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้สำหรับปีภาษี 2568 เป็นต้นไป

Easy e-Receipt 2568: โอกาสลดหย่อนจากการบริโภค

Easy e-Receipt 2568: โอกาสลดหย่อนจากการบริโภค

โครงการ Easy e-Receipt เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาลนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2568 เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น

หลักการและระยะเวลาของโครงการ

ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท โดยระยะเวลาของโครงการกำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งจะยื่นแบบในช่วงต้นปี 2569

การคำนวณภาษีที่ประหยัดได้

จำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้จริงจากโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับฐานอัตราภาษีสูงสุดที่ผู้เสียภาษีแต่ละรายต้องชำระ ยิ่งมีฐานภาษีสูง ก็จะยิ่งประหยัดภาษีได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากใช้จ่ายเต็มสิทธิ์ 50,000 บาท ผู้ที่อยู่ในฐานภาษี 10% จะประหยัดภาษีได้ 5,000 บาท ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในฐานภาษี 20% จะประหยัดภาษีได้ถึง 10,000 บาท

ตารางเปรียบเทียบเงินภาษีที่ประหยัดได้สูงสุดจากโครงการ Easy e-Receipt 2568 ตามฐานอัตราภาษี ณ วงเงินลดหย่อน 50,000 บาท
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิต่อปี เงินภาษีที่ประหยัดได้สูงสุด
5% 150,001 – 300,000 บาท 2,500 บาท
10% 300,001 – 500,000 บาท 5,000 บาท
15% 500,001 – 750,000 บาท 7,500 บาท
20% 750,001 – 1,000,000 บาท 10,000 บาท
25% 1,000,001 – 2,000,000 บาท 12,500 บาท
30% 2,000,001 – 5,000,000 บาท 15,000 บาท
35% 5,000,001 บาทขึ้นไป 17,500 บาท

ประเภทสินค้าและบริการที่เข้าร่วม

โดยทั่วไป สินค้าและบริการที่สามารถนำมาลดหย่อนได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค, ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร, ค่าซ่อมรถ, ค่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จะมีสินค้าและบริการบางประเภทที่ไม่เข้าร่วมโครงการ เช่น สุรา, เบียร์, ไวน์, ยาสูบ, ค่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์, ค่าน้ำมัน, ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ, ค่าไฟ), และค่าเบี้ยประกันชีวิต ผู้เสียภาษีควรตรวจสอบกับร้านค้าก่อนชำระเงินว่าสามารถออก e-Receipt ได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์

ค่าลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา 2568 สำหรับบุคคลทั่วไป

สำหรับผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ โครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีพื้นฐานในปี 2568 ยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมที่ใช้ในปีก่อนหน้า ซึ่งช่วยให้การวางแผนภาษีเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่ซับซ้อน

ค่าลดหย่อนพื้นฐานส่วนบุคคลและครอบครัว

ผู้มีเงินได้ทุกคนสามารถหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาทโดยไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้ ในกรณีที่มีคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและคู่สมรสไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้และเลือกยื่นภาษีรวมกัน สามารถหักค่าลดหย่อนคู่สมรสได้อีก 60,000 บาท

กลุ่มลดหย่อนด้านอสังหาริมทรัพย์

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยยังคงเป็นรายการลดหย่อนที่สำคัญสำหรับหลายคน:

  • ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย: สามารถนำดอกเบี้ยจากสัญญาเงินกู้เพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนได้ตามจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าก่อสร้างบ้านใหม่: มีมาตรการพิเศษสำหรับผู้ที่ทำสัญญาจ้างเพื่อก่อสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง โดยสัญญาจ้างต้องทำขึ้นระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2568 สามารถนำค่าจ้างก่อสร้างมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท

การลดหย่อนจากการบริจาค

การสนับสนุนองค์กรสาธารณกุศลยังคงเป็นช่องทางในการลดหย่อนภาษีได้ โดยการบริจาคทั่วไปให้กับวัด, มูลนิธิ, หรือสถานสาธารณกุศลต่างๆ สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ แล้ว

โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2568

สำหรับปีภาษี 2568 โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั่วไปยังคงใช้รูปแบบอัตราก้าวหน้าหรือแบบขั้นบันไดเช่นเดิม ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีเงินได้สุทธิสูงขึ้น จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นตามลำดับขั้น

โครงสร้างอัตราภาษีแบบขั้นบันไดถูกออกแบบมาเพื่อความเป็นธรรมในการกระจายภาระภาษี โดยผู้มีรายได้น้อยจะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าผู้มีรายได้สูง

อัตราภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ (เงินได้พึงประเมิน หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน) มีดังนี้:

  • 0 – 150,000 บาท: ได้รับการยกเว้นภาษี (อัตรา 0%)
  • 150,001 – 300,000 บาท: อัตรา 5%
  • 300,001 – 500,000 บาท: อัตรา 10%
  • 500,001 – 750,000 บาท: อัตรา 15%
  • 750,001 – 1,000,000 บาท: อัตรา 20%
  • 1,000,001 – 2,000,000 บาท: อัตรา 25%
  • 2,000,001 – 5,000,000 บาท: อัตรา 30%
  • 5,000,001 บาทขึ้นไป: อัตรา 35%

ดังนั้น ผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เข้าเกณฑ์มาตรการพิเศษ จะยังคงคำนวณภาษีของตนเองตามโครงสร้างอัตราภาษีนี้เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา

แนวทางการเตรียมตัวเพื่อยื่นภาษีปี 2568

แม้ว่าการยื่นภาษีสำหรับปี 2568 จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 แต่การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ตลอดทั้งปีภาษีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างครบถ้วน

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับรายได้และค่าลดหย่อนต่างๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งรวมถึง:

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ): เอกสารสำคัญที่นายจ้างออกให้ เพื่อแสดงรายได้รวมทั้งปีและจำนวนภาษีที่ถูกหักนำส่งไว้ล่วงหน้า
  • หลักฐานสำหรับค่าลดหย่อน: เช่น ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จากโครงการ Easy e-Receipt, ใบอนุโมทนาบัตรสำหรับการบริจาค, เอกสารรับรองการชำระเบี้ยประกัน, และหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยจากธนาคาร
  • เอกสารอื่นๆ: เช่น เอกสารเกี่ยวกับรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินเดือน (ถ้ามี)

กำหนดการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) สำหรับปีภาษี 2568 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 สำหรับการยื่นแบบกระดาษ และโดยทั่วไปจะขยายเวลาสำหรับการยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ การเตรียมเอกสารให้พร้อมจะช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาในการดำเนินการได้เป็นอย่างมาก

บทสรุปและข้อแนะนำ

สรุปมาตรการ ลดภาษีบุคคลธรรมดา 2568 ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายภาษีที่มีความหลากหลาย ทั้งการออกมาตรการใหม่ที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และการคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์เดิมเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นคือการลดภาษีเหลือ 17% สำหรับคนไทยผู้มีศักยภาพสูงที่กลับมาทำงานในประเทศ และการกลับมาของโครงการ Easy e-Receipt ที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท ในขณะที่ค่าลดหย่อนพื้นฐานและโครงสร้างอัตราภาษีแบบขั้นบันไดสำหรับบุคคลทั่วไปยังคงเดิม

เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผู้มีเงินได้ควรเริ่มต้นวางแผนและรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ ตลอดปี 2568 การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจเงื่อนไขของแต่ละมาตรการอย่างละเอียด จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การประหยัดภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเมื่อถึงกำหนดการยื่นภาษีในต้นปี 2569