Home » Plant-based โอมากาเสะ: เทรนด์อาหารสุขภาพหรูสำหรับคนเมือง

“`html

Plant-based โอมากาเสะ: เทรนด์อาหารสุขภาพหรูสำหรับคนเมือง

สารบัญ

โอมากาเสะ (Omakase) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นชั้นสูงที่เชฟเป็นผู้กำหนดเมนู กำลังถูกปฏิวัติให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของ Plant-based โอมากาเสะ: เทรนด์อาหารสุขภาพหรูสำหรับคนเมือง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงและคาดว่าจะเป็นกระแสหลักในวงการอาหารเพื่อสุขภาพในปี 2569 ที่จะถึงนี้

ภาพรวมของเทรนด์อาหารแห่งอนาคต

  • นิยามใหม่ของ Fine Dining: Plant-based โอมากาเสะเปลี่ยนมุมมองของอาหารหรู โดยนำเสนอความสร้างสรรค์ผ่านวัตถุดิบจากพืช 100% ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
  • ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม: เชฟใช้เทคนิคการทำอาหารขั้นสูงเพื่อรังสรรค์รสชาติ เนื้อสัมผัส และรูปลักษณ์ของวัตถุดิบจากพืชให้มีความซับซ้อนและน่าตื่นเต้นเทียบเท่ากับโอมากาเสะแบบดั้งเดิม
  • ตอบโจทย์คนเมืองรุ่นใหม่: เทรนด์นี้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของ Gen Z และคนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และอาหารที่สวยงามเหมาะแก่การแบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย
  • การเติบโตในระดับสากล: ร้านอาหาร Plant-based โอมากาเสะเริ่มขยายตัวในเมืองใหญ่ทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Plant-based โอมากาเสะ: เทรนด์อาหารสุขภาพหรูสำหรับคนเมือง ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในแวดวงอาหารระดับโลก โดยเป็นการผสมผสานระหว่างศาสตร์การทำอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดด้านสุขภาพและความยั่งยืนสมัยใหม่ ประสบการณ์การรับประทานอาหารรูปแบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวีแกนหรือมังสวิรัติอีกต่อไป แต่ยังดึงดูดกลุ่มคนรักสุขภาพและผู้ที่มองหาความแปลกใหม่ในการรับประทานอาหาร Fine Dining ที่ต้องการลิ้มลองรสชาติอันซับซ้อนซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบจากพืชทั้งหมด

บทความนี้จะพาไปสำรวจทุกมิติของเทรนด์ Plant-based โอมากาเสะ ตั้งแต่แนวคิดเบื้องหลัง เทคนิคการสร้างสรรค์เมนู เหตุผลที่ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่คนเมือง ไปจนถึงแนวโน้มในอนาคตของวงการอาหารเพื่อสุขภาพ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของร้านอาหารหรูไปอย่างสิ้นเชิง

นิยามใหม่ของโอมากาเสะ: เมื่อพืชผักกลายเป็นพระเอก

จากเดิมที่โอมากาเสะมักจะถูกผูกโยงกับภาพของปลาดิบสดใหม่และวัตถุดิบทางทะเลราคาแพง การมาถึงของ Plant-based โอมากาเสะได้ทลายกรอบความคิดเดิมๆ และนำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น โดยมีพืชผักตามฤดูกาลเป็นหัวใจสำคัญ

Plant-based โอมากาเสะคืออะไร?

Plant-based โอมากาเสะ หรือโอมากาเสะจากพืช คือ ประสบการณ์การรับประทานอาหารในรูปแบบคอร์สเมนูที่เชฟเป็นผู้เลือกและรังสรรค์อาหารทั้งหมด โดยใช้วัตถุดิบที่มาจากพืช 100% ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ เห็ด ธัญพืช สาหร่าย และเต้าหู้ เพื่อสร้างสรรค์เมนูที่มีความหลากหลายทั้งในด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และการนำเสนอ โดยยังคงยึดหลักปรัชญาของโอมากาเสะดั้งเดิม คือ การคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดตามฤดูกาล และการนำเสนอเรื่องราวผ่านอาหารแต่ละคำ

หัวใจสำคัญคือการท้าทายความคิดสร้างสรรค์ของเชฟในการดึงศักยภาพสูงสุดของวัตถุดิบจากพืชออกมา เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและซับซ้อนไม่แพ้การใช้วัตถุดิบจากสัตว์ ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของวงการอาหารวีแกนและโอมากาเสะเจ

เหตุผลที่ทำให้เทรนด์นี้มาแรง

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Plant-based โอมากาเสะไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่:

  • กระแสสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health and Wellness): ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การเลือกรับประทานอาหารจากพืชถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว
  • ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน: ประเด็นเรื่องการประมงเกินขนาด (Overfishing) และผลกระทบของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากมองหาทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า การรับประทานอาหารจากพืชจึงเป็นการบริโภคที่รับผิดชอบต่อโลกมากขึ้น
  • การขยายตัวของไลฟ์สไตล์วีแกนและมังสวิรัติ: จำนวนผู้ที่เลือกรับประทานอาหารวีแกนและมังสวิรัติเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้เกิดความต้องการร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถมอบประสบการณ์พิเศษและหลากหลาย ไม่จำเจอยู่แค่อาหารรูปแบบเดิมๆ
  • ความต้องการประสบการณ์ที่แตกต่าง: นักชิมและผู้บริโภคยุคใหม่มักมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่แปลกใหม่และน่าจดจำ Plant-based โอมากาเสะมอบทั้งความท้าทายด้านรสชาติและความตื่นเต้นในการค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของวัตถุดิบจากพืช

เบื้องหลังความอร่อย: ศิลปะการสร้างสรรค์เมนูจากพืช

ความสำเร็จของ Plant-based โอมากาเสะไม่ได้อยู่ที่การนำผักมาวางบนข้าวปั้นเท่านั้น แต่เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในวัตถุดิบและเทคนิคการปรุงอาหารขั้นสูง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถทัดเทียมกับซูชิปลาดิบได้

วัตถุดิบหัวใจหลัก: การแปลงโฉมผักผลไม้สู่จานหรู

เชฟผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้จะคัดเลือกวัตถุดิบจากพืชที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัวทั้งด้านสีสัน เนื้อสัมผัส และรสชาติ เพื่อนำมาสร้างสรรค์ให้ใกล้เคียงกับวัตถุดิบทางทะเล ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • มะเขือเทศ: ผ่านกรรมวิธีการลวก ปอกเปลือก และหมักในซอสสูตรพิเศษ เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสและสีสันที่คล้ายคลึงกับเนื้อปลาทูน่า (Maguro)
  • แตงโม: นำไปย่างหรือหมักเพื่อลดปริมาณน้ำและเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติ ทำให้มีเนื้อสัมผัสที่หนึบและสีแดงสวยงาม
  • หัวไชเท้า: นำไปตุ๋นหรือหมักเพื่อสร้างเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล สามารถใช้แทนปลาหมึกหรือปลาเนื้อขาวได้
  • เห็ดหลากหลายชนิด: เช่น เห็ดนางรมหลวง (King Oyster Mushroom) ที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายหอยเชลล์ หรือเห็ดพอร์โทเบลโลที่ให้รสชาติอูมามิเข้มข้น
  • พริกหยวก: นำไปย่างและลอกเปลือกออก ทำให้ได้เนื้อที่หวานและนุ่ม ใช้ทำนิกิริได้อย่างลงตัว
  • เต้าหู้อ่อน: ด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่เลียนแบบไข่หวานหรือวัตถุดิบอื่นๆ ได้

การเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลไม่เพียงแต่จะทำให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด แต่ยังสะท้อนถึงปรัชญาการเคารพธรรมชาติ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของวัฒนธรรมโอมากาเสะ

เทคนิคการปรุงขั้นสูง: สร้างรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เหนือกว่า

เพียงแค่วัตถุดิบที่ดีอาจยังไม่เพียงพอ เชฟต้องใช้เทคนิคการปรุงที่ซับซ้อนเพื่อดึงรสชาติอูมามิ (Umami) หรือรสอร่อยกลมกล่อม ซึ่งเป็นรสชาติเด่นในอาหารญี่ปุ่นออกมาให้ได้มากที่สุด เทคนิคเหล่านี้รวมถึง:

  • การหมัก (Marination): การใช้ซอสโชยุ มิริน สาเก หรือส่วนผสมอื่นๆ เพื่อเพิ่มความล้ำลึกของรสชาติและปรับเปลี่ยนเนื้อสัมผัสของวัตถุดิบ
  • การย่าง (Grilling) และการรมควัน (Smoking): เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์และสร้างรสชาติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
  • การบ่ม (Curing): เทคนิคที่คล้ายกับการบ่มปลา เพื่อดึงความชื้นออกและทำให้รสชาติเข้มข้นขึ้น
  • การใช้ซอสและเครื่องปรุงพิเศษ: เช่น การทำคาเวียร์จากเมล็ดไซเพรส การใช้น้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลเพื่อเพิ่มความหอมและความเข้มข้น หรือการทำซอสที่สกัดจากสาหร่ายเพื่อให้ได้กลิ่นอายของทะเล

ความยั่งยืนบนจานอาหาร: มากกว่าแค่รสชาติ

อีกหนึ่งมิติที่สำคัญของ Plant-based โอมากาเสะคือการส่งเสริมความยั่งยืน การเลือกใช้วัตถุดิบจากพืชช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุตสาหกรรมการประมงทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์การประมงเกินขนาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ การรับประทานโอมากาเสะจากพืชจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเลือกเพื่อสุขภาพของตนเอง แต่ยังเป็นการเลือกเพื่อสุขภาพของโลกอีกด้วย

เปรียบเทียบโอมากาเสะจากพืชและโอมากาเสะดั้งเดิม

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Plant-based โอมากาเสะ และ โอมากาเสะแบบดั้งเดิมในมิติต่างๆ
มิติการเปรียบเทียบ Plant-based โอมากาเสะ โอมากาเสะแบบดั้งเดิม
วัตถุดิบหลัก ผัก ผลไม้ เห็ด ธัญพืช สาหร่าย และวัตถุดิบจากพืช 100% ปลาดิบ อาหารทะเลสดใหม่ตามฤดูกาล
รสชาติและเนื้อสัมผัส เน้นความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างรสอูมามิและเนื้อสัมผัสที่หลากหลายผ่านเทคนิคการปรุง เน้นรสชาติและความสดใหม่ตามธรรมชาติของวัตถุดิบทางทะเล
กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มวีแกน, มังสวิรัติ, ผู้รักสุขภาพ, คนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ นักชิม, ผู้ที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
ประเด็นด้านความยั่งยืน สูงมาก ช่วยลดผลกระทบจากการประมงเกินขนาด ขึ้นอยู่กับการจัดหาวัตถุดิบ อาจมีความเสี่ยงด้านความยั่งยืนทางทะเล
ระดับราคาโดยเฉลี่ย มักจะมีราคาเข้าถึงง่ายกว่า เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบจากพืชต่ำกว่า มีราคาสูง เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบทางทะเลหายากและมีราคาแพง

ปรากฏการณ์ระดับโลก: กรณีศึกษาจากร้านอาหารชั้นนำ

เทรนด์ Plant-based โอมากาเสะไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยมีร้านอาหารและเชฟชื่อดังเป็นผู้บุกเบิกและผลักดันให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

Chīsai (ซานฟรานซิสโก): ผู้บุกเบิกโอมากาเสะวีแกน

ร้าน Chīsai ในเมืองซานฟรานซิสโก โดยเชฟ Erik Aplin ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกสำคัญที่นำเสนอคอร์สโอมากาเสะแบบวีแกน 100% มาตั้งแต่ปี 2021 เชฟ Aplin ใช้ความเชี่ยวชาญในการแปลงโฉมผักต่างๆ ให้กลายเป็นซูชิที่น่าทึ่ง เช่น การใช้หัวไชเท้าตุ๋นเพื่อเลียนแบบเนื้อสัมผัสของวัตถุดิบทางทะเล หรือการใช้มะเขือเทศที่ผ่านการเตรียมอย่างพิถีพิถันแทนเนื้อปลาทูน่า

แม้ว่าข้อมูลจะชี้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ (ประมาณ 95%) ยังคงเลือกรับประทานโอมากาเสะแบบดั้งเดิม แต่จำนวนผู้ที่สนใจและเลือกสั่งเมนูวีแกนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของตลาดนี้

Kusaki (สหรัฐอเมริกา): ประสบการณ์ 10 คอร์สจากพืช

ร้าน Kusaki เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นในการนำเสนอ Plant-based โอมากาเสะเต็มรูปแบบ ผ่านคอร์สอาหาร 10 รายการที่สร้างสรรค์จากพืชทั้งหมด ทางร้านใช้เทคนิคการปรุงอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การปรุงข้าวซูชิที่ต้องได้มาตรฐาน ไปจนถึงการเลือกใช้วัตถุดิบอย่างเห็ด พริกหยวก หรือเต้าหู้อ่อน มาทำเป็นหน้าซูชิ (Nigiri) ที่มีความสวยงามและรสชาติที่น่าสนใจ สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ประสบการณ์โอมากาเสะที่สมบูรณ์แบบสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาววัตถุดิบจากสัตว์เลย

เจาะลึกกลุ่มเป้าหมายและประสบการณ์ที่ได้รับ

ความสำเร็จของเทรนด์นี้ส่วนใหญ่มาจากความสามารถในการตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองรุ่นใหม่

สำหรับคนเมืองรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z การรับประทานอาหารไม่ได้เป็นเพียงการเติมเต็มความหิว แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกตัวตนและไลฟ์สไตล์ การเลือกรับประทานอาหารที่ใส่ใจสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นการสะท้อนค่านิยมของพวกเขา นอกจากนี้ ประสบการณ์การรับประทานอาหารยังต้องมีความน่าสนใจและสามารถแบ่งปันได้

Plant-based โอมากาเสะจึงตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการจัดจานที่งดงามราวกับงานศิลปะ สีสันที่สดใสจากวัตถุดิบธรรมชาติ ทำให้ทุกคอร์สกลายเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจสำหรับโซเชียลมีเดีย (Instagrammable) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มนี้

ประสบการณ์หรูในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า

จุดเด่นอีกประการหนึ่งคือเรื่องของราคา โดยทั่วไปแล้ว Plant-based โอมากาเสะมักจะมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าโอมากาเสะแบบดั้งเดิมที่ใช้วัตถุดิบทางทะเลหายากและมีราคาสูง ปัจจัยนี้ทำให้ประสบการณ์ Fine Dining แบบโอมากาเสะเปิดกว้างสำหรับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ขึ้น ผู้คนสามารถเข้ามาสัมผัสความหรูหรา ความพิเศษ และความแปลกใหม่ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณที่สูงเกินไป ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าและทำให้เทรนด์นี้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

อนาคตของ Plant-based โอมากาเสะ: เทรนด์อาหาร 2569

ด้วยปัจจัยสนับสนุนรอบด้าน จึงคาดการณ์ได้ว่า Plant-based โอมากาเสะจะไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่จะกลายเป็นส่วนสำคัญของวงการอาหารสุขภาพและ Fine Dining ในอนาคต โดยมีแนวโน้มการพัฒนาที่น่าสนใจดังนี้

การผสมผสานวัฒนธรรมอาหารทั่วโลก

ในอนาคต โอมากาเสะจากพืชจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรอบของรสชาติแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอีกต่อไป เชฟทั่วโลกจะเริ่มนำเอาเทคนิค เครื่องเทศ และรสชาติจากวัฒนธรรมอาหารอื่นๆ เข้ามาผสมผสานมากขึ้น เช่น การใช้เครื่องเทศจากตะวันออกกลาง ซอสสไตล์ละตินอเมริกา หรือสมุนไพรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์รสชาติที่แปลกใหม่และไร้พรมแดนยิ่งขึ้น

การขยายตัวสู่เมืองใหญ่รวมถึงกรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันร้านอาหาร Plant-based โอมากาเสะได้เปิดตัวและประสบความสำเร็จในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว นิวยอร์ก ลอนดอน และซานฟรานซิสโก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดสากล สำหรับเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารและมีกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพอย่างกรุงเทพมหานคร จึงมีศักยภาพสูงที่เทรนด์ Fine Dining รูปแบบนี้จะเข้ามาเติบโตและได้รับความนิยมในไม่ช้า ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับร้านอาหารเพื่อสุขภาพในเมืองไทย

มากกว่าการกิน: สู่ประสบการณ์เชิงโต้ตอบ

เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าและให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารจากพืช ร้านอาหารหลายแห่งอาจเริ่มจัดกิจกรรมเสริมต่างๆ เช่น การจัดเวิร์กช็อปสอนทำซูชิจากพืช หรือการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและเทคนิคต่างๆ ประสบการณ์เชิงโต้ตอบเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาสนใจอาหารจากพืชมากขึ้น

บทสรุป: ก้าวต่อไปของวงการอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน

Plant-based โอมากาเสะ: เทรนด์อาหารสุขภาพหรูสำหรับคนเมือง คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าอาหารเพื่อสุขภาพไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในรูปแบบของสลัดหรืออาหารที่เรียบง่ายอีกต่อไป แต่สามารถยกระดับสู่ประสบการณ์ Fine Dining ที่มีความซับซ้อน น่าตื่นเต้น และเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ การผสมผสานระหว่างศิลปะการทำอาหารชั้นสูง แนวคิดด้านสุขภาพ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เทรนด์นี้เป็นมากกว่าแค่ทางเลือกใหม่ในการรับประทานอาหาร แต่เป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิตและค่านิยมของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องและการยอมรับที่เพิ่มขึ้นในระดับสากล จึงเป็นที่แน่นอนว่าโอมากาเสะจากพืชจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของวงการอาหารโลกในอนาคต และกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และดีต่อโลกไปพร้อมกัน

“`