Home » ลาก่อนณเดชน์! ปตท. ใช้ AI เป็นพรีเซนเตอร์

ลาก่อนณเดชน์! ปตท. ใช้ AI เป็นพรีเซนเตอร์

สารบัญ

การตัดสินใจครั้งสำคัญของวงการโฆษณาได้เกิดขึ้น เมื่อมีข่าวว่า ลาก่อนณเดชน์! ปตท. ใช้ AI เป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่เพียงสร้างความฮือฮา แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ขององค์กรพลังงานระดับประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงอนาคตของการตลาดและบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในทุกมิติ

ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์

  • การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล: ปตท. ใช้พรีเซนเตอร์ AI ‘น้องพลังใจ’ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรที่ทันสมัยและมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
  • กลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่าการตลาด: การนำ AI มาใช้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสื่อสารแบรนด์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งด้านพลังงาน การเงิน และโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
  • รูปธรรมของความสำเร็จ: ปตท.สผ. ได้รับรางวัลระดับอาเซียนจากการนำ AI มาใช้ยกระดับการดำเนินงาน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงผลลัพธ์เชิงบวกและความมุ่งมั่นในการใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจัง
  • อนาคตของวงการโฆษณา: การมาถึงของ Virtual Influencer กำลังจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการตลาด สร้างความท้าทายใหม่ให้กับพรีเซนเตอร์ที่เป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้แบรนด์สร้างสรรค์แคมเปญในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

จุดเริ่มต้นของยุคใหม่: เมื่อ ปตท. เปิดตัวพรีเซนเตอร์ AI

การประกาศเซ็นสัญญา ‘น้องพลังใจ’ Virtual Human ชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ของ ปตท. ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การสื่อสารของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ การเลือกใช้พรีเซนเตอร์ AI แทนดาราชื่อดังอย่างณเดชน์ จึงเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ต้องการสื่อสารโดยตรงไปยังกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรที่พร้อมรับมือกับความท้าทายแห่งอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลลัพธ์จากการวางรากฐานและนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ในหลากหลายมิติขององค์กรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ปรากฏการณ์ Virtual Influencer คืออะไร?

Virtual Influencer หรืออินฟลูเอนเซอร์เสมือน คือบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์กราฟิก (CGI) และปัญญาประดิษฐ์ ให้มีตัวตน บุคลิก และเรื่องราวชีวิตบนโลกโซเชียลมีเดียเหมือนมนุษย์จริง พวกเขาสามารถโพสต์รูปภาพ วิดีโอ หรือแม้กระทั่งมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้ จุดเด่นของ Virtual Influencer คือความสามารถในการควบคุมภาพลักษณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แบรนด์สามารถกำหนดบุคลิก หน้าตา และเรื่องราวให้สอดคล้องกับคุณค่าของแบรนด์ได้ 100% โดยไม่มีความเสี่ยงจากพฤติกรรมส่วนตัวเหมือนพรีเซนเตอร์ที่เป็นมนุษย์ นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และปรากฏตัวในสื่อหลากหลายรูปแบบพร้อมกันทั่วโลก ทำให้เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นสูงในยุคดิจิทัล

การนำ Virtual Influencer มาใช้เป็นพรีเซนเตอร์ของ ปตท. ไม่ใช่แค่การตามกระแส แต่เป็นการลงทุนในเทคโนโลยีการสื่อสารที่จะสร้างความแตกต่างและกำหนดทิศทางใหม่ให้กับวงการโฆษณาในระยะยาว

ทำไมการเคลื่อนไหวนี้จึงสำคัญต่อวงการตลาด

การที่องค์กรขนาดใหญ่อย่าง ปตท. ตัดสินใจใช้ Virtual Influencer เป็นพรีเซนเตอร์หลัก ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีนี้ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงของเล่นหรือกิมมิคทางการตลาด ไปสู่การเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ได้รับการยอมรับแล้ว การกระทำนี้จะกระตุ้นให้แบรนด์อื่นๆ ในประเทศไทยหันมาพิจารณาและลงทุนในเทคโนโลยี Virtual Human มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันและการพัฒนาที่เข้มข้นในอุตสาหกรรมนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นการท้าทายโมเดลธุรกิจของเอเจนซี่โฆษณาและบริษัทจัดการศิลปิน ที่จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ในฝั่งของผู้บริโภค การปรากฏตัวของพรีเซนเตอร์ AI จะสร้างความคุ้นเคยและค่อยๆ ลดเส้นแบ่งระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน ทำให้การยอมรับเทคโนโลยี AI ในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

เบื้องหลังกลยุทธ์ AI ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การตลาด

เบื้องหลังกลยุทธ์ AI ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การตลาด

การเปิดตัวพรีเซนเตอร์ AI เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของกลยุทธ์การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในองค์กรของ ปตท. เท่านั้น เบื้องหลังการตัดสินใจทางการตลาดครั้งนี้ คือวิสัยทัศน์ที่มองเห็นศักยภาพของ AI ในการเป็นเครื่องมือปฏิวัติการดำเนินธุรกิจในทุกภาคส่วน ปตท. ได้ลงทุนและพัฒนาการใช้ AI มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความยั่งยืน และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

AI ในฐานะหัวใจหลักขับเคลื่อนองค์กร

ปตท. ได้นำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาประยุกต์ใช้ในหลายมิติของธุรกิจ เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ในกระบวนการผลิตมีการผสมผสานการทำงานของหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อให้การทำงานมีความแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด ขณะเดียวกัน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล ปตท. ได้ใช้ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่ได้จากกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทำให้สามารถคาดการณ์ปริมาณสำรองได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการขุดเจาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากธุรกิจหลักด้านพลังงานแล้ว AI ยังถูกนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในด้านการเงินและโลจิสติกส์ ช่วยในการวางแผนการขนส่ง จัดการซัพพลายเชน และวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างรวดเร็วและชาญฉลาด

การแสดงวิสัยทัศน์ผ่าน PTT Group Digital & AI Day 2025

เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ปตท. ได้จัดงาน PTT Group Digital & AI Day 2025 ขึ้น งานดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเวทีแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่สำหรับการสาธิตวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ขององค์กรในการนำเทคโนโลยีมาใช้เปลี่ยนแปลงธุรกิจในระดับมหภาค ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมและโครงการต่างๆ ที่นำ AI มาใช้แก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปตท. ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเฉพาะส่วน แต่เป็นแกนหลักในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Culture) การจัดงานนี้ยังเป็นการประกาศความพร้อมของ ปตท. ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทย

การขยายศักยภาพสู่ธุรกิจบริการ System Integrator

ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สั่งสมจากการนำ AI มาใช้ภายในองค์กร ปตท. ได้มองเห็นโอกาสในการต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง บริษัท มิตซุยแอนด์คัมปนี (ไทยแลนด์) จำกัด จัดตั้งบริษัท PTT RAISE ขึ้น เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการด้าน System Integrator (SI) โดย PTT RAISE จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้วางระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ให้กับองค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกกลุ่ม ปตท. เป้าหมายคือการนำความรู้ความสามารถในการประยุกต์ใช้ AI ไปช่วยยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การขยายธุรกิจในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ใหม่ให้กับกลุ่ม ปตท. แต่ยังเป็นการช่วยผลักดันให้ระบบนิเวศทางธุรกิจของประเทศไทยโดยรวมมีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ดียิ่งขึ้น

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม: บทพิสูจน์กลยุทธ์ AI ของ ปตท.

กลยุทธ์การนำ AI มาใช้อย่างจริงจังของ ปตท. ไม่ได้เป็นเพียงแผนงานบนกระดาษ แต่ได้สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความซับซ้อนและต้องการความแม่นยำสูง ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการลงทุนในเทคโนโลยี AI เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับองค์กรได้จริง

รางวัล AIBP ASEAN Enterprise Innovation Award 2025

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจสำคัญในกลุ่ม ปตท. ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ AIBP ASEAN Enterprise Innovation Award 2025 ในสาขา Data & AI รางวัลนี้มอบให้กับองค์กรในภูมิภาคอาเซียนที่มีความเป็นเลิศในการนำข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้สร้างนวัตกรรมและยกระดับการดำเนินงานทางธุรกิจ การที่ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลนี้ถือเป็นการยอมรับในความสามารถและวิสัยทัศน์ของบริษัทในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อแก้ไขปัญหาที่ท้าทายในอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่ากลยุทธ์ AI ของ ปตท. ได้ดำเนินมาถูกทางและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้อย่างแท้จริง

ประโยชน์ที่วัดผลได้จากการนำ AI มาปรับใช้

เบื้องหลังความสำเร็จของรางวัลดังกล่าว คือการนำ AI เข้ามาพัฒนาระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) สำหรับอุปกรณ์ในโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยระบบ AI จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ส่งมาจากเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ แบบเรียลไทม์ เพื่อคาดการณ์ความน่าจะเป็นที่จะเกิดความเสียหายหรือขัดข้องล่วงหน้า ทำให้ทีมวิศวกรสามารถวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที ผลลัพธ์ที่ได้คือการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้อย่างมหาศาล เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงการหยุดทำงานของเครื่องจักรโดยไม่จำเป็น (Downtime) และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ให้ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ในการบำรุงรักษา ทำให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันของบริษัท

อนาคตโฆษณาไทย เมื่อ AI เข้ามามีบทบาท

การที่ ปตท. เลือกใช้พรีเซนเตอร์ AI ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ของวงการโฆษณาและการตลาดของประเทศไทย การมาถึงของเทคโนโลยีนี้ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์แคมเปญ พร้อมกับตั้งคำถามถึงบทบาทและอนาคตของพรีเซนเตอร์ที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ นักการตลาด และผู้บริโภคต้องเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมกัน

เปรียบเทียบพรีเซนเตอร์มนุษย์ vs. พรีเซนเตอร์ AI

การตัดสินใจเลือกระหว่างพรีเซนเตอร์มนุษย์และพรีเซนเตอร์ AI มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างพรีเซนเตอร์มนุษย์และพรีเซนเตอร์ AI ในมิติต่างๆ ของการตลาด
คุณสมบัติ พรีเซนเตอร์มนุษย์ พรีเซนเตอร์ AI (Virtual Influencer)
การควบคุมภาพลักษณ์ มีความเสี่ยงจากพฤติกรรมส่วนตัว ข่าวฉาว หรือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ สามารถควบคุมภาพลักษณ์ บุคลิก และเรื่องราวได้ 100% ไม่มีความเสี่ยงด้านพฤติกรรม
ความพร้อมใช้งาน มีข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ และสุขภาพ อาจเจ็บป่วยหรือไม่สามารถทำงานได้ พร้อมทำงานได้ 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่มีวันหยุดหรือเจ็บป่วย
ความสม่ำเสมอ ภาพลักษณ์และอารมณ์อาจไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนตัว มีความสม่ำเสมอของภาพลักษณ์และสารที่ต้องการสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การปรับเปลี่ยนและขยายผล ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ได้จำกัด และการทำงานในหลายแคมเปญพร้อมกันอาจสร้างความสับสน สามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และปรากฏตัวในสื่อหลายรูปแบบทั่วโลกได้พร้อมกัน
การสร้างความผูกพันทางอารมณ์ สามารถสร้างความผูกพันทางอารมณ์และความน่าเชื่อถือได้ลึกซึ้งกว่าผ่านประสบการณ์จริง ยังเป็นความท้าทายในการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่แท้จริงกับผู้บริโภค
ต้นทุน ค่าใช้จ่ายสูง มีทั้งค่าตัวและค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ เช่น การเดินทาง ที่พัก ต้นทุนการพัฒนาเริ่มต้นสูง แต่ในระยะยาวอาจคุ้มค่ากว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงส่วนตัว

ผลกระทบต่ออาชีพ Influencer และทิศทางของแบรนด์

การเพิ่มขึ้นของ Virtual Influencer จะสร้างแรงกดดันให้กับ Influencer ที่เป็นมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Influencer จะต้องสร้างจุดเด่นและความแตกต่างที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เช่น การสร้างคอนเทนต์ที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์ หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจและลึกซึ้งกับผู้ติดตาม ในขณะเดียวกัน แบรนด์ต่างๆ จะมีทางเลือกในการทำแคมเปญการตลาดมากขึ้น แบรนด์อาจเลือกใช้ Virtual Influencer สำหรับแคมเปญที่ต้องการควบคุมภาพลักษณ์อย่างเข้มงวด และเลือกใช้ Influencer มนุษย์สำหรับแคมเปญที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและความรู้สึกที่เข้าถึงง่าย อนาคตของการตลาดอาจเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทั้งสองรูปแบบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายทางการตลาดที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

บทสรุป: ก้าวต่อไปของการตลาดดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

การที่ ปตท. ตัดสินใจใช้ AI เป็นพรีเซนเตอร์แทนดาราชื่อดัง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในการสื่อสารแบรนด์ แต่เป็นการประกาศทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนว่า ปัญญาประดิษฐ์คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นภาพที่ใหญ่กว่า นั่นคือการนำเทคโนโลยี AI มาผนวกรวมเข้ากับทุกส่วนของธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริหารจัดการ ไปจนถึงการตลาดและการสื่อสาร เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ สร้างนวัตกรรม และรักษาความเป็นผู้นำในยุคดิจิทัล

ความสำเร็จที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านรางวัลระดับสากล และการขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน AI ยิ่งตอกย้ำว่า ปตท. มีความมุ่งมั่นและจริงจังในการผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของยุคพรีเซนเตอร์แบบเดิมๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่การตลาดดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์จะทำงานร่วมกันอย่างแยกไม่ออก ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ทุกองค์กรและนักการตลาดในประเทศไทยต้องจับตามองและเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง