‘อวดจน’ เทรนด์ใหม่ Gen Z ทิ้งแบรนด์เนม สู้เพื่อเงินเก็บ
- ภาพรวมของเทรนด์ Quiet Saving
- ทำความเข้าใจเทรนด์ ‘Quiet Saving’ ปรากฏการณ์ใหม่ของคนรุ่นใหม่
- ปัจจัยเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมการเงินของ Gen Z
- พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป: เมื่อความคุ้มค่ามาก่อนแบรนด์เนม
- เปรียบเทียบวัฒนธรรมการใช้จ่าย: ‘อวดรวย’ vs. ‘อวดจน’
- บทสรุป: ‘อวดจน’ ไม่ใช่แค่การประหยัด แต่คือการสร้างความมั่นคงในแบบ Gen Z
ในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียมักเต็มไปด้วยภาพไลฟ์สไตล์หรูหรา การอวดความสำเร็จผ่านวัตถุราคาแพงได้กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคม แต่ปัจจุบันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นำโดยคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ที่เริ่มปฏิเสธค่านิยมดังกล่าว และหันมาสร้างเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Quiet Saving’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘อวดจน’ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการอวดความร่ำรวยมาสู่การแบ่งปันเทคนิคการออมเงินและความรอบคอบทางการเงินอย่างเปิดเผย
ภาพรวมของเทรนด์ Quiet Saving
- การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการเงิน: เทรนด์ ‘อวดจน’ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของ Gen Z จากการให้ความสำคัญกับการบริโภคเพื่อแสดงสถานะทางสังคม ไปสู่การมุ่งเน้นสร้างความมั่นคงทางการเงินและอิสรภาพในระยะยาว
- ความคุ้มค่าเหนือแบรนด์เนม: คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ประสบการณ์ และคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าและบริการ มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เนมเพื่อบ่งบอกฐานะ
- อิทธิพลจากสภาพเศรษฐกิจ: การเติบโตท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและวิกฤตการณ์ต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมให้ Gen Z มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังและตระหนักถึงความสำคัญของการออม
- การแสดงออกตัวตนรูปแบบใหม่: แฟชั่นและการบริโภคของ Gen Z กลายเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และจุดยืนทางสังคม เช่น การสนับสนุนแบรนด์ที่ยั่งยืน แทนที่จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง
เทรนด์ ‘อวดจน’ เทรนด์ใหม่ Gen Z ทิ้งแบรนด์เนม สู้เพื่อเงินเก็บ กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าจับตา ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการต่อต้านวัฒนธรรมการบริโภคนิยมแบบเดิมๆ แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวของคนรุ่นใหม่เพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพล กำลังนิยามความหมายของความสำเร็จและความสุขใหม่ โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน มากกว่าการครอบครองวัตถุราคาสูงเพื่อการยอมรับทางสังคมชั่วคราว การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งสัญญาณสำคัญไปยังตลาดและแบรนด์ต่างๆ ให้ต้องทบทวนกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อค่านิยมและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่
ทำความเข้าใจเทรนด์ ‘Quiet Saving’ ปรากฏการณ์ใหม่ของคนรุ่นใหม่
คำว่า ‘อวดจน’ อาจฟังดูขัดแย้งในตัวเอง แต่แก่นแท้ของมันไม่ใช่การนำเสนอความยากจน แต่เป็นการ “อวด” ความสามารถในการจัดการการเงินอย่างชาญฉลาด การปฏิเสธการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามกระแส และการเลือกที่จะเก็บออมเพื่อเป้าหมายในอนาคต นี่คือการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่สวนทางกับบรรทัดฐานเดิมๆ บนโซเชียลมีเดียที่มักเชิดชูการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา
กลุ่ม Gen Z ซึ่งในปี 2025 จะมีอายุประมาณ 13-29 ปี คือผู้ขับเคลื่อนหลักของเทรนด์นี้ พวกเขาเติบโตมาในยุคที่เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและคุ้นเคยกับการแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ แต่สิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะแบ่งปันกลับแตกต่างจากคนรุ่นก่อน แทนที่จะโพสต์รูปกระเป๋าแบรนด์เนมหรือรถยนต์ราคาแพง พวกเขากลับสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับการวางแผนงบประมาณรายเดือน เคล็ดลับการประหยัดค่าใช้จ่าย หรือแม้แต่การเปิดเผยยอดเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าภูมิใจ การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการท้าทายค่านิยมบริโภคนิยมและสร้างชุมชนที่สนับสนุนให้เกิดวินัยทางการเงิน
ปรากฏการณ์ ‘อวดจน’ หรือ Quiet Saving คือการเปลี่ยนจากการวัดคุณค่าของบุคคลจากสินทรัพย์ภายนอก มาสู่การวัดคุณค่าจากความมั่นคงทางการเงินและความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตของตนเอง
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่ถีบตัวอย่างรวดเร็ว และความไม่แน่นอนในตลาดแรงงาน ทำให้การวางแผนการเงินไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ดังนั้น การ ‘อวดจน’ จึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และการมองการณ์ไกล ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชมในหมู่คนรุ่นเดียวกัน
ปัจจัยเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมการเงินของ Gen Z
พฤติกรรมการเงินที่ระมัดระวังของ Gen Z ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นผลลัพธ์จากการหล่อหลอมของปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่พวกเขาต้องเผชิญมาตลอดช่วงชีวิต
เติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
Gen Z เป็นเจเนอเรชันที่ลืมตาดูโลกและเติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง พวกเขาได้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการถูกเลิกจ้าง ภาระหนี้สิน หรือความจำเป็นในการรัดเข็มขัดอย่างหนัก ประสบการณ์ทางอ้อมเหล่านี้ได้ปลูกฝังความรู้สึกไม่มั่นคงและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเปราะบางทางการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ
บทเรียนจากคนรุ่นก่อนทำให้ Gen Z เรียนรู้ว่าการมีรายได้สูงหรือการทำงานในบริษัทที่มั่นคงอาจไม่เพียงพอที่จะรับประกันอนาคตได้อีกต่อไป พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะสร้าง “เกราะป้องกัน” ทางการเงินให้กับตัวเองผ่านการออมและการลงทุนอย่างจริงจัง การเห็นภาพของผู้ใหญ่ที่ต้องประหยัดอยู่เสมอได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พวกเขามองว่าการมีเงินเก็บไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่งคั่ง แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยและความอยู่รอดในโลกที่ผันผวน
นิยามความสำเร็จใหม่ที่เรียกว่า ‘อิสรภาพทางการเงิน’
สำหรับ Gen Z เป้าหมายสูงสุดทางการเงินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมีบ้านหรือรถยนต์เหมือนคนรุ่นก่อน แต่พวกเขาปรารถนาสิ่งที่เรียกว่า ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ซึ่งหมายถึงการมีสินทรัพย์หรือรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพิงการทำงานประจำเพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้ผลักดันให้พวกเขามองหาแหล่งรายได้ที่หลากหลาย
คนรุ่นนี้จำนวนมากไม่เพียงทำงานประจำ แต่ยังรับงานฟรีแลนซ์ หรือเปลี่ยนความชอบส่วนตัวให้กลายเป็นธุรกิจเสริม (Side Hustle) เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากหลายช่องทาง เป้าหมายไม่ใช่เพื่อนำเงินไปซื้อของฟุ่มเฟือย แต่เพื่อเร่งสร้างความมั่งคั่งและมีเงินเก็บให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อิสรภาพทางการเงินในมุมมองของพวกเขาคือการมีทางเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินมาเป็นอุปสรรค ซึ่งเป็นนิยามของความสำเร็จที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าการครอบครองวัตถุเพียงชั่วคราว
พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป: เมื่อความคุ้มค่ามาก่อนแบรนด์เนม
ทัศนคติทางการเงินที่เปลี่ยนไปของ Gen Z ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าและบริการ พวกเขาพัฒนาเกณฑ์การตัดสินใจที่ซับซ้อนกว่าแค่การดูที่ชื่อแบรนด์หรือราคา
การแสดงตัวตนผ่านสไตล์ที่ไม่ยึดติดโลโก้
ในขณะที่คนรุ่นก่อนอาจใช้แบรนด์เนมเป็นเครื่องมือในการแสดงสถานะทางสังคม Gen Z กลับมองว่าแฟชั่นคือพื้นที่สำหรับการแสดงออกถึงตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาไม่ยึดติดว่าต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่มีโลโก้แบรนด์ดัง แต่ให้ความสำคัญกับสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ การผสมผสานเสื้อผ้ามือสอง (Thrifting) เข้ากับสินค้าจากแบรนด์ท้องถิ่น หรือการทดลองสไตล์ใหม่ๆ ที่แตกต่างและไม่ซ้ำใคร
แม้ว่า Gen Z จะมีแนวโน้มใช้จ่ายเงินกับเสื้อผ้าในสัดส่วนที่สูง แต่ไม่ใช่เพื่อการอวดฐานะ การลงทุนในแฟชั่นของพวกเขามีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและบ่งบอกความเป็นตัวตน การเลือกซื้อเสื้อผ้าแต่ละชิ้นจึงมาจากการไตร่ตรองว่ามันสะท้อนสไตล์และคุณค่าของตนเองหรือไม่ มากกว่าที่จะซื้อตามเทรนด์หรือเพราะเป็นสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยม
ความยั่งยืนและจริยธรรม: ปัจจัยใหม่ในการเลือกซื้อ
Gen Z เป็นเจเนอเรชันที่มีความตระหนักรู้ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมสูง ปัจจัยนี้จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าของพวกเขา พวกเขามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนแบรนด์ที่มีความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eco-friendly) และดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิต แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และนโยบายด้านแรงงานของบริษัท กลายเป็นข้อมูลที่พวกเขาใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจ
ในทางกลับกัน พวกเขาพร้อมที่จะหยุดสนับสนุนหรือคว่ำบาตรแบรนด์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การทำ Greenwashing (การสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริง) หรือมีข่าวฉาวด้านการใช้แรงงาน สำหรับ Gen Z การใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์คือการ “ลงคะแนนเสียง” ให้กับสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น การเลือกซื้อสินค้าจึงเป็นมากกว่าการบริโภค แต่เป็นการแสดงจุดยืนทางสังคมอย่างหนึ่ง
การใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดและ ‘Buy Now, Pay Later’
แม้จะเน้นการประหยัด แต่ Gen Z ก็ยังมีความต้องการในการเป็นเจ้าของสินค้าที่จำเป็นหรือสินค้าที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อจัดการกับความต้องการนี้ พวกเขาจึงเปิดรับนวัตกรรมทางการเงินอย่างบริการ ‘ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง’ (Buy Now, Pay Later – BNPL) อย่างแพร่หลาย
BNPL ช่วยให้พวกเขาสามารถแบ่งชำระค่าสินค้าออกเป็นงวดๆ โดยไม่ต้องใช้เงินสดก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการจัดการกระแสเงินสดของพวกเขาที่ต้องการความยืดหยุ่น อย่างไรก็ตาม การใช้บริการนี้ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรอบคอบ โดยจะเลือกใช้กับสินค้าที่มีความจำเป็นหรือผ่านการวางแผนมาอย่างดีแล้ว แทนที่จะใช้จ่ายอย่างขาดการควบคุม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองได้อย่างชาญฉลาด
เปรียบเทียบวัฒนธรรมการใช้จ่าย: ‘อวดรวย’ vs. ‘อวดจน’
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างค่านิยมการใช้จ่ายแบบดั้งเดิมกับเทรนด์ใหม่ของ Gen Z สามารถเปรียบเทียบในมิติต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| มิติการเปรียบเทียบ | วัฒนธรรม ‘อวดรวย’ (ดั้งเดิม) | เทรนด์ ‘อวดจน’ (Gen Z) |
|---|---|---|
| ค่านิยมหลัก | การยอมรับทางสังคมผ่านการครอบครองวัตถุ | ความมั่นคงทางการเงินและอิสรภาพส่วนบุคคล |
| สัญลักษณ์ของความสำเร็จ | สินค้าแบรนด์เนม รถยนต์หรู นาฬิกาแพง | ยอดเงินในบัญชีออมทรัพย์ พอร์ตการลงทุน การมีรายได้หลายทาง |
| มุมมองต่อการออม | เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่น่าสนใจที่จะนำมาแสดง | เป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจและสามารถแบ่งปันได้ |
| เกณฑ์การเลือกซื้อสินค้า | ชื่อเสียงของแบรนด์ ความนิยมในสังคม และราคา | ความคุ้มค่า ฟังก์ชันการใช้งาน ความยั่งยืน และการสะท้อนตัวตน |
| เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย | ไลฟ์สไตล์หรูหรา การท่องเที่ยวต่างประเทศ การรับประทานอาหารมื้อแพง | เคล็ดลับการออมเงิน การวางแผนงบประมาณ การรีวิวสินค้าที่คุ้มค่า |
| เป้าหมายทางการเงิน | การสะสมความมั่งคั่งเพื่อการบริโภคที่สูงขึ้น | การบรรลุอิสรภาพทางการเงินเพื่อสร้างทางเลือกในชีวิต |
บทสรุป: ‘อวดจน’ ไม่ใช่แค่การประหยัด แต่คือการสร้างความมั่นคงในแบบ Gen Z
ปรากฏการณ์ ‘อวดจน’ เทรนด์ใหม่ Gen Z ทิ้งแบรนด์เนม สู้เพื่อเงินเก็บ ไม่ใช่เพียงกระแสแฟชั่นชั่วครั้งชั่วคราวบนโลกออนไลน์ แต่คือการปฏิวัติทางความคิดและพฤติกรรมทางการเงินครั้งสำคัญของคนรุ่นใหม่ มันคือภาพสะท้อนของการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน และเป็นการตั้งคำถามต่อค่านิยมบริโภคนิยมที่ครอบงำสังคมมาอย่างยาวนาน
การที่ Gen Z เลือกที่จะให้คุณค่ากับความมั่นคงทางการเงินมากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเข้าใจในโลกแห่งความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธการบริโภคโดยสิ้นเชิง แต่เลือกที่จะบริโภคอย่างมีสติ มีเป้าหมาย และสอดคล้องกับคุณค่าของตนเอง การทิ้งแบรนด์เนมไม่ใช่การลดคุณค่าของตัวเอง แต่เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับอนาคตทางการเงินที่มั่นคงและยั่งยืน
ดังนั้น การทำความเข้าใจเทรนด์ ‘Quiet Saving’ จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับนักการตลาดและแบรนด์ที่ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้ แต่ยังมีความสำคัญต่อสังคมโดยรวมในการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมครั้งใหญ่นี้ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีความรับผิดชอบมากขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต