Home » Quiet Thriving เทรนด์ใหม่คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องรวยก็สุขได้

Quiet Thriving เทรนด์ใหม่คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องรวยก็สุขได้

สารบัญ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน แนวคิดใหม่ๆ ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลในชีวิตและสุขภาพจิตมากกว่าความสำเร็จทางการเงินเพียงอย่างเดียว หนึ่งในนั้นคือเทรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจอย่าง Quiet Thriving ซึ่งนำเสนอวิธีสร้างความสุขและความพึงพอใจในการทำงาน โดยไม่ต้องลาออกหรือหักโหมเพื่อความมั่งคั่ง

  • นิยามใหม่ของความสำเร็จ: Quiet Thriving คือการสร้างความสุขและความพึงพอใจในชีวิตการทำงานผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่มีความหมาย แทนที่จะไล่ตามความมั่งคั่งหรือประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด
  • วิวัฒนาการเชิงบวก: เทรนด์นี้ถูกมองว่าเป็นก้าวต่อไปที่สร้างสรรค์กว่า Quiet Quitting โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับงานในเงื่อนไขของตนเอง แทนที่จะทำงานให้น้อยที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ
  • การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต: หัวใจหลักของแนวคิดนี้คือการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว เพื่อลดความเครียด สร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
  • การปรับเปลี่ยนจากภายใน: แนวทางนี้สนับสนุนให้พนักงานค้นหาคุณค่าและความหมายในงานที่ทำ สร้างขอบเขตที่ชัดเจน และผสมผสานการดูแลตัวเองเข้ากับกิจวัตรประจำวัน เพื่อฟื้นคืนพลังและควบคุมชีวิตของตนเองได้มากขึ้น

Quiet Thriving เทรนด์ใหม่คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องรวยก็สุขได้ คือแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาวทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย โดยเน้นการค้นหาความเติมเต็มและสุขภาวะที่ดีทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ตั้งใจทำ แทนที่จะมุ่งมั่นอย่างหนักเพื่อความมั่งคั่งหรือประสิทธิภาพการทำงานที่เข้มข้น แนวคิดนี้ถือเป็นวิวัฒนาการเชิงบวกจากเทรนด์ “Quiet Quitting” ที่เคยโด่งดังในปี 2022 ซึ่งพนักงานเลือกที่จะทำงานเท่าที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ แต่ Quiet Thriving นำเสนอทางเลือกที่สร้างสรรค์กว่า โดยส่งเสริมให้พนักงานกลับมามีส่วนร่วมกับงานอย่างมีความสุขบนเงื่อนไขของตนเอง

ทำความเข้าใจ Quiet Thriving: เทรนด์ใหม่ที่ท้าทายวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิม

ในยุคที่วัฒนธรรมการทำงานหนัก (Hustle Culture) ถูกตั้งคำถาม และภาวะหมดไฟ (Burnout) กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ คนรุ่นใหม่จึงเริ่มแสวงหาเส้นทางที่ยั่งยืนกว่าในการทำงานและการใช้ชีวิต Quiet Thriving เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์นี้ โดยเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตและความสุขแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องก้าวกระโดดทางอาชีพหรือมีรายได้มหาศาล แต่เป็นการค้นพบความหมายและความพึงพอใจจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน

เทรนด์นี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับกลุ่ม Gen Z และ Millennials ตอนปลาย ที่เติบโตมาในยุคแห่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคม พวกเขาได้เห็นผลกระทบของวัฒนธรรมการทำงานหนักที่คนรุ่นก่อนเผชิญ และเลือกที่จะไม่เดินตามเส้นทางนั้น แต่กลับมองหาความหมายที่ลึกซึ้งกว่าในสิ่งที่ทำ พวกเขาต้องการงานที่ไม่เพียงแต่ให้ผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังต้องส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและสอดคล้องกับคุณค่าส่วนตัวด้วย ดังนั้น Quiet Thriving จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญเกี่ยวกับนิยามของ “ความสำเร็จ” ในโลกสมัยใหม่

แก่นแท้ของ Quiet Thriving: ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเติบโตอย่างสงบ

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการของการเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอก โดยเชื่อว่าความสุขและความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกเสมอไป แต่เกิดจากการปรับมุมมองและพฤติกรรมของตนเอง เพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

นิยามและแนวคิดหลัก

Quiet Thriving หมายถึง การปรับปรุงประสบการณ์การทำงานและชีวิตส่วนตัวอย่างจงใจ ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและรักษาสุขภาพจิต โดยไม่จำเป็นต้องลาออกหรือเปลี่ยนงานอย่างกะทันหัน แนวคิดนี้แตกต่างจาก Quiet Quitting อย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่ได้มุ่งเน้นที่การทำงานให้น้อยลง แต่เป็นการหาวิธีที่จะมีส่วนร่วมกับงานได้ดีขึ้นตามเงื่อนไขและคุณค่าของตนเอง

การกระทำที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ ได้แก่:

  • การเชื่อมโยงงานกับคุณค่าส่วนตัว: พยายามมองหางานหรือโปรเจกต์ที่สอดคล้องกับความเชื่อหรือความสนใจของตนเอง เพื่อให้รู้สึกว่างานที่ทำมีความหมายมากขึ้น
  • การสร้างช่วงพักเล็กๆ และการดูแลตนเอง: จัดสรรเวลาพักสั้นๆ ระหว่างวันทำงาน เพื่อผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังงาน เช่น การเดินเล่นสั้นๆ การฟังเพลง หรือการทำสมาธิ
  • การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน: สร้างขอบเขตระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัว เช่น การไม่เช็คอีเมลหลังเลิกงาน หรือการปฏิเสธงานที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบอย่างสุภาพ
  • การค้นหาเป้าหมายและความสุขในชีวิตประจำวัน: มองหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ ในที่ทำงาน เช่น การได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน หรือการทำงานชิ้นเล็กๆ สำเร็จลุล่วง

Quiet Thriving คือการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาวะหมดไฟและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายต่างๆ

ความแตกต่างระหว่าง Quiet Thriving และ Quiet Quitting

แม้ว่าทั้งสองแนวคิดจะเกิดขึ้นจากความปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ แต่ก็มีเป้าหมายและวิธีการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน Quiet Quitting เป็นกลไกการรับมือเชิงรับ (Passive Coping Mechanism) ที่เน้นการลดทอนความพยายาม ในขณะที่ Quiet Thriving เป็นกลยุทธ์เชิงรุก (Proactive Strategy) ที่มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจและความสุขจากภายใน

ตารางเปรียบเทียบระหว่างแนวคิด Quiet Quitting และ Quiet Thriving เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในเป้าหมาย วิธีการ และผลกระทบ
แง่มุม Quiet Quitting Quiet Thriving
เป้าหมาย หลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ ลดความพยายามให้น้อยที่สุด ปรับปรุงสุขภาวะที่ดี มีส่วนร่วมกับงานอย่างตั้งใจ
วิธีการทำงาน ทำงานเท่าที่จำเป็นตามขอบเขตความรับผิดชอบ ทำการเปลี่ยนแปลงเชิงรุกเล็กๆ เพื่อเพิ่มความสุขในการทำงาน
ทัศนคติต่องาน มักจะไม่ผูกพันหรือรู้สึกยอมจำนนต่องาน ทวงคืนอำนาจในการควบคุมและสร้างความพึงพอใจให้ตนเอง
ผลกระทบต่อสุขภาพจิต อาจลดภาวะหมดไฟ แต่ก็ลดแรงจูงใจลงด้วย สนับสนุนความยืดหยุ่นทางอารมณ์และสุขภาพจิตที่ดี
ความนิยมในประเทศไทย เป็นที่รู้จักในฐานะกลไกการรับมือกับความเหนื่อยล้า เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะทางเลือกที่สร้างพลังและยั่งยืนกว่า

บริบทและความสำคัญในสังคมการทำงานไทย

เทรนด์ Quiet Thriving สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนทำงานรุ่นใหม่ในประเทศไทยเช่นเดียวกับทั่วโลก คนรุ่นใหม่ปฏิเสธแนวคิดดั้งเดิมที่ว่าการทำงานหนักและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเป็นหนทางเดียวสู่ความสำเร็จและสุขภาวะที่ดี แนวคิดนี้สอดคล้องกับการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสมดุลชีวิตการทำงาน (Work-Life Balance) และสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นในสังคมวงกว้าง

ในประเทศไทย แนวคิดที่เกี่ยวข้องอย่าง Quiet Quitting ได้รับความนิยมในหมู่คนทำงานรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจกับวัฒนธรรมการทำงานหนักเกินไป แต่ Quiet Thriving ได้เสนอทางเลือกใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องละทิ้งความผูกพันต่องานหรือปล่อยปละละเลยหน้าที่ แทนที่จะทำแค่ขั้นต่ำเพื่อหนีจากภาวะหมดไฟ แนวคิดนี้สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่มีความหมาย เช่น การปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเอง หรือการสื่อสารเพื่อสร้างขอบเขตที่ชัดเจน โดยที่ไม่จำเป็นต้องลาออกหรือตัดขาดจากองค์กรโดยสิ้นเชิง นี่จึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ประโยชน์และแรงจูงใจเบื้องหลังเทรนด์

การปรับใช้แนวคิด Quiet Thriving ไม่เพียงแต่ช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น แต่ยังส่งผลดีต่อองค์กรในระยะยาวด้วย พนักงานที่มีสุขภาพจิตดีและมีความพึงพอใจในงานย่อมมีแนวโน้มที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์มากกว่า

สร้างสมดุลระหว่างความเหนื่อยหน่ายและวัฒนธรรมการทำงานหนัก

Quiet Thriving เสมือนเป็นทางสายกลางระหว่างการทำงานหนักจนหมดไฟ (Burnout) และการปล่อยตัวไปตามวัฒนธรรมการเร่งรีบ (Hustle Culture) มันเปิดโอกาสให้คนทำงานได้หยุดพัก หายใจ และประเมินสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตจริงๆ โดยไม่รู้สึกผิดหรือกังวลว่าจะถูกมองว่าไม่ทุ่มเท แนวทางนี้ช่วยให้สามารถรักษาพลังงานไว้สำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ทำให้เกิดความสมดุลที่ยั่งยืน

ส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันความอ่อนล้า

หนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของ Quiet Thriving คือการให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตเป็นอันดับแรก การสร้างขอบเขต การหาเวลาดูแลตัวเอง และการเชื่อมโยงงานกับคุณค่าส่วนตัว ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพนักงานรู้สึกว่าสามารถควบคุมชีวิตการทำงานของตนเองได้ พวกเขาก็จะมีความสามารถในการรับมือกับความกดดันได้ดีขึ้นและป้องกันความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ในระยะยาว

ค้นหาความสุขโดยไม่ยึดติดกับความมั่งคั่ง

แนวคิดนี้ท้าทายความเชื่อที่ว่าความสุขและความสำเร็จต้องผูกติดอยู่กับสถานะทางการเงินหรือตำแหน่งงานที่สูงขึ้นเสมอไป Quiet Thriving ช่วยให้คนรุ่นใหม่ค้นพบความสุขและความหมายจากประสบการณ์ในแต่ละวัน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ก่อน สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ความสุขทางการเงิน ที่ไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในบัญชี แต่วัดจากความรู้สึกมั่นคง อิสระ และพึงพอใจในสถานะการเงินของตนเอง การวางแผนการเงินส่วนบุคคลจึงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังรวมถึงการสร้างชีวิตที่สอดคล้องกับคุณค่าและความสุขของตนเองด้วย

แนวทางปฏิบัติสู่การเติบโตอย่างสงบในที่ทำงาน

การนำแนวคิด Quiet Thriving มาปรับใช้ในชีวิตจริงสามารถทำได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในกิจวัตรประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากใคร แต่เป็นการเริ่มต้นที่ตัวเอง ดังนี้

  1. กำหนดขอบเขตเพื่อปกป้องเวลาและพลังงาน: ฝึกฝนการสื่อสารขอบเขตของตนเองอย่างชัดเจน เช่น กำหนดเวลาเลิกงานที่แน่นอนและปฏิบัติตามนั้น หรือปิดการแจ้งเตือนอีเมลและแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับงานนอกเวลาทำการ เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนและฟื้นฟูจิตใจอย่างเต็มที่
  2. ผสมผสานช่วงพักและการดูแลตัวเองเข้ากับตารางงาน: จัดตารางเวลาสำหรับ “Micro-breaks” หรือช่วงพักสั้นๆ ระหว่างวัน เช่น การลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย 5 นาทีทุกชั่วโมง หรือการใช้เวลาพักกลางวันเพื่อทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายอย่างแท้จริง แทนที่จะนั่งทำงานต่อที่โต๊ะ
  3. เชื่อมโยงงานที่ทำเข้ากับความสนใจหรือคุณค่าส่วนตัว: ลองมองหามุมที่น่าสนใจในงานที่ได้รับมอบหมาย หรืออาสาทำโปรเจกต์ที่สอดคล้องกับความถนัดและความชอบของตนเอง เมื่อรู้สึกว่างานมีความหมาย แรงจูงใจและความพึงพอใจก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  4. สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในที่ทำงาน: การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานสามารถเพิ่มความสุขในการทำงานได้อย่างมาก ลองใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานในช่วงพัก หรือเข้าร่วมกิจกรรมของบริษัทเพื่อสร้างเครือข่ายและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน

บทสรุป: สร้างความสุขทางการเงินที่ยั่งยืนในแบบของคุณ

Quiet Thriving เทรนด์ใหม่คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องรวยก็สุขได้ ไม่ใช่เพียงกระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ที่สำคัญในการมองชีวิตการทำงาน มันแสดงให้เห็นว่าความสุขและความสำเร็จส่วนบุคคลสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตการทำงานประจำวัน ผ่านขั้นตอนที่จัดการได้และใส่ใจต่อตนเอง แทนที่จะต้องไล่ตามความทะเยอทะยานทางการเงินหรือวัฒนธรรมการทำงานหนักอย่างไม่หยุดหย่อน

เทรนด์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทั้งในระดับโลกและในสังคมไทย ที่มุ่งแสวงหาความสมดุล สุขภาวะที่ดี และเป้าหมายในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับนิยามของความสำเร็จและคุณภาพชีวิต การปรับใช้แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่จะนำไปสู่การทำงานที่มีความสุขขึ้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับ การเงินส่วนบุคคล ที่มั่นคงและยั่งยืน เพราะเมื่อสุขภาพจิตดีและมีความสมดุลในชีวิต การตัดสินใจทางการเงินและการวางแผนอนาคตก็ย่อมเป็นไปอย่างมีสติและรอบคอบมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตอย่างสงบอาจเป็นหนทางสู่ความสุขและความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืนที่สุดในยุคสมัยใหม่