ไม่ใช่ Quiet Quitting แต่คือ Quiet Thriving เทรนด์ใหม่ 2026
ในยุคที่วัฒนธรรมการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดใหม่ๆ ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนทำงานรุ่นใหม่ หลังจากกระแส “Quiet Quitting” ที่เน้นการทำงานเท่าที่จำเป็นได้จางลงไป เทรนด์ใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่คือ “Quiet Thriving” ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างเงียบๆ แต่มั่นคงจากภายใน
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- Quiet Thriving คือแนวคิดการทำงานที่พนักงานมุ่งปรับเปลี่ยนลักษณะงานของตนเอง (Job Crafting) เพื่อสร้างความสุข ความผูกพัน และค้นหาความหมายจากภายใน แทนที่จะรอการเปลี่ยนแปลงจากองค์กรหรือถอยห่างจากงาน
- เทรนด์นี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับพนักงานที่เผชิญกับภาวะหมดไฟและความเครียดหลังยุค COVID-19 โดยเปลี่ยนจากการตอบสนองแบบตั้งรับ (Passive) ของ Quiet Quitting มาเป็นการลงมือทำเชิงรุก (Active) เพื่อสร้างการเติบโต
- Quiet Thriving ไม่ได้เน้นการแสดงออกหรือแข่งขันเพื่อความก้าวหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการมีอำนาจกำหนดทิศทางการทำงานของตนเอง (Sense of Agency) และการสร้างสมดุลชีวิตการทำงานที่มีคุณภาพ
- องค์กรที่เข้าใจและสนับสนุนแนวคิดนี้ จะสามารถรักษาพนักงานที่มีศักยภาพ เพิ่มนวัตกรรม และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลในปี 2026
ไม่ใช่ Quiet Quitting แต่คือ Quiet Thriving เทรนด์ใหม่ 2026 เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนการปรับตัวของพนักงานในยุคปัจจุบัน ที่ไม่ต้องการเลือกระหว่างการทุ่มเททำงานจนหมดไฟ หรือการถอยห่างจากองค์กรจนหมดใจ แต่เป็นการแสวงหาจุดสมดุลใหม่ที่พวกเขาสามารถเติบโตได้อย่างมีความสุขและมีความหมายในบทบาทหน้าที่ของตนเอง แนวคิดนี้กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับคนทำงานที่ต้องการอยู่รอดและก้าวหน้าในสภาพแวดล้อมที่ไม่สมบูรณ์แบบ โดยอาศัยพลังจากภายในเพื่อขับเคลื่อนตนเองไปข้างหน้า
Quiet Thriving คืออะไร: นิยามและแนวคิดเบื้องหลัง
Quiet Thriving หรือ “การเติบโตอย่างเงียบ ๆ” เป็นแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางออกให้กับพนักงานที่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือไม่พอใจกับสภาวะการทำงาน แต่ไม่ต้องการเลือกเส้นทางของการลาออกหรือการทำงานแบบขอไปที (Quiet Quitting) หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการที่พนักงานเป็นฝ่ายเริ่มต้นลงมือปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีการทำงานของตนเอง เพื่อสร้างความผูกพัน ความพึงพอใจ และความหมายในงานที่ทำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้โครงสร้างหรือวัฒนธรรมขององค์กรเปลี่ยนแปลงก่อน
Quiet Thriving คือการเปลี่ยนจากเหยื่อของสถานการณ์ มาเป็นผู้กำหนดทิศทางชีวิตการทำงานของตนเอง โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและความสุขจากภายใน
ต้นกำเนิดและความแตกต่างจาก Quiet Quitting
แนวคิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกในปี 2022 โดย Lesley Alderman นักจิตบำบัดในนิวยอร์ก เพื่อเป็นทางเลือกที่สร้างสรรค์กว่า Quiet Quitting ซึ่งมักเกิดจากความรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมหรือคุณค่าในที่ทำงาน จนนำไปสู่การลดบทบาทและทำหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นตาม должностной инструкции
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองแนวคิดนี้อยู่ที่ “ทัศนคติ” และ “การกระทำ”:
- Quiet Quitting: เป็นการตอบสนองเชิง ตั้งรับ (Passive) ต่อความเหนื่อยล้า พนักงานจะถอยห่างทางอารมณ์ ลดความทุ่มเท และปฏิเสธที่จะทำงานเกินหน้าที่ เพื่อปกป้องสมดุลชีวิตและพลังงานของตนเอง
- Quiet Thriving: เป็นการตอบสนองเชิง รุก (Active) พนักงานจะมองหาวิธี “ปรับแต่งงาน” (Job Crafting) ของตนเอง เช่น การเรียนรู้ทักษะใหม่ การอาสาทำโครงการที่ตนสนใจ หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อทำให้งานในแต่ละวันมีความหมายและน่าพอใจมากขึ้น
ดังนั้น หาก Quiet Quitting คือการ “ถอย” เพื่อเอาตัวรอด Quiet Thriving ก็คือการ “รุก” เพื่อเติบโตและสร้างความสุขในพื้นที่ของตนเอง
ทำไมแนวคิดนี้จึงเกิดขึ้น
การเกิดขึ้นของ Quiet Thriving เป็นผลพวงมาจากสภาพแวดล้อมการทำงานหลังการระบาดของ COVID-19 ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายหลายประการ:
- ภาวะหมดไฟและความเครียดสะสม: การทำงานทางไกล (Remote Work) และรูปแบบการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Work) ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานเลือนรางลง พนักงานจำนวนมากต้องเผชิญกับความกดดันและความคาดหวังที่สูงขึ้น นำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจ
- การแสวงหาความหมายในอาชีพ: คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับความหมายและคุณค่าของงานมากกว่าแค่ผลตอบแทนทางการเงิน พวกเขาต้องการรู้สึกว่างานที่ทำมีส่วนช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกและสอดคล้องกับคุณค่าส่วนตัว
- ข้อจำกัดของ Quiet Quitting: แม้ Quiet Quitting จะเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok แต่พนักงานหลายคนพบว่าการถอยห่างจากงานไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวหรือขาดการพัฒนาในระยะยาว
Quiet Thriving จึงเข้ามาเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้น โดยเริ่มต้นที่ตนเอง แทนที่จะรอคอยการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกหรือยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย
การมาถึงของ Quiet Thriving: เทรนด์การทำงานแห่งปี 2026
Quiet Thriving ไม่ใช่แค่แนวคิดชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นเทรนด์การทำงานที่สำคัญซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในปี 2026 และปีต่อๆ ไป เนื่องจากโลกการทำงานยังคงเผชิญกับความท้าทายในการรักษาพนักงานที่มีความสามารถ ท่ามกลางความคาดหวังที่สูงขึ้นเกี่ยวกับสมดุลชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดี
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์: จากการตั้งรับสู่การรุกเชิงรุก
การเปลี่ยนผ่านจาก Quiet Quitting สู่ Quiet Thriving คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ จากเดิมที่พนักงานมองว่าตนเองเป็นผู้ “ถูกกระทำ” โดยระบบ มาเป็นการมองว่าตนเองคือผู้ “สร้างสรรค์” ประสบการณ์การทำงานของตนเองได้ พนักงานที่เลือกแนวทางนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ต้องการสร้างคุณค่าและความหมายในงาน โดยไม่จำเป็นต้องรอการยอมรับผ่านตำแหน่งหรือการเลื่อนขั้นเสมอไป
น่าสนใจว่าสภาพแวดล้อมองค์กรที่มีภาวะผู้นำอ่อนแอหรือวัฒนธรรมที่ไม่แข็งแรง กลับเป็นปัจจัยกระตุ้นให้พนักงานที่มีศักยภาพเลือกใช้กลยุทธ์ Quiet Thriving เพื่อความอยู่รอดและเติบโต แทนที่จะยอมแพ้หรือลาออกไปเผชิญความไม่แน่นอนข้างนอก
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับพนักงานและองค์กร
การส่งเสริมวัฒนธรรมที่เอื้อต่อ Quiet Thriving ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย:
- สำหรับพนักงาน:
- เพิ่มความสุขและความผูกพัน: การได้ทำงานที่สอดคล้องกับความสนใจและคุณค่าส่วนตัวช่วยลดความเครียดและเพิ่มความพึงพอใจ
- ส่งเสริมการเติบโต: พนักงานได้พัฒนาทักษะและความสามารถอย่างต่อเนื่องผ่านการลงมือทำในสิ่งที่ตนเองเลือก
- สร้าง Work-Life Balance ที่ดีขึ้น: การมีอำนาจในการจัดการงานช่วยให้สามารถจัดสรรเวลาและพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- สำหรับองค์กร:
- ลดอัตราการลาออก: พนักงานที่มีความสุขและผูกพันกับงานมีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรในระยะยาว
- เพิ่มนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์: เมื่อพนักงานมีอิสระในการสำรวจและทำงานที่ตนสนใจ ย่อมนำไปสู่การเกิดแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ
- สร้างวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่น: องค์กรที่สนับสนุน Quiet Thriving จะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น เนื่องจากมีพนักงานที่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่ให้พื้นที่สำหรับการไตร่ตรองและสร้างสรรค์ยังช่วยให้พนักงานทั้งแบบ Introvert และ Extrovert สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน
ความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ
แม้ Quiet Thriving จะมีประโยชน์มากมาย แต่การนำไปปฏิบัติในองค์กรก็มีความท้าทายเช่นกัน:
- การปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้นำ: ผู้จัดการหรือหัวหน้างานต้องเปลี่ยนจากการควบคุม (Control) มาเป็นการ trao quyền (Empowerment) และให้ความไว้วางใจ ปล่อยให้พนักงานมีอิสระในการออกแบบและจัดการงานของตนเองมากขึ้น
- การวัดผลที่ไม่สอดคล้อง: ระบบการประเมินผลงานแบบดั้งเดิมที่เน้นผลลัพธ์เชิงปริมาณหรือการแสดงออกอย่างโดดเด่น อาจไม่สามารถวัดคุณค่าของพนักงานที่เลือกเติบโตอย่างเงียบๆ ได้อย่างแม่นยำ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาดัชนีชี้วัดที่มองเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมเชิงคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์
- การสร้างพื้นที่ปลอดภัย: องค์กรต้องสร้างบรรยากาศที่พนักงานรู้สึกปลอดภัยที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ กล้าแสดงความคิดเห็น และสามารถล้มเหลวได้โดยไม่ถูกตำหนิ เพื่อให้ Quiet Thriving เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
ตารางเปรียบเทียบ: Quiet Thriving ปะทะ Quiet Quitting
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบผ่านมิติต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ตัวชี้วัด | Quiet Quitting (การทำงานเท่าที่จำเป็น) | Quiet Thriving (การเติบโตอย่างเงียบ ๆ) |
|---|---|---|
| ทัศนคติต่องาน | ทำเท่าที่จำเป็นตามหน้าที่ ไม่แข่งขัน ไม่ทุ่มเทเกินขอบเขต | ปรับเปลี่ยนลักษณะงานเพื่อเสริมสร้างความสุขและความหมาย |
| การมีส่วนร่วม | ถอยห่างทางอารมณ์ ทำงานแบบเฉยเมย หรือขาดความกระตือรือร้น | มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งและสร้างสรรค์ในส่วนที่ตนเองสนใจ |
| แรงจูงใจหลัก | เกิดจากภาวะหมดไฟ ต้องการปกป้องสมดุลชีวิตและพลังงาน | ต้องการเติบโต ค้นหาเป้าหมายและความหมายในหน้าที่การงาน |
| ผลลัพธ์ต่อองค์กร | ความผูกพันของพนักงานลดลง ผลงานโดยรวมไม่โดดเด่น | ความผูกพันสูงขึ้น อาจเกิดนวัตกรรมและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น |
| เหมาะกับใคร | พนักงานที่รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่ได้รับคุณค่า หรือต้องการขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจน | พนักงานที่ต้องการความหมาย ต้องการพัฒนาตนเอง และพร้อมที่จะลงมือทำ |
บทสรุป: การเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกการทำงานยุคใหม่
Quiet Thriving กำลังกลายเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับพนักงานในยุคหลัง COVID-19 ที่ต้องการ “อยู่ได้” และ “อยู่ดี” ในองค์กร โดยไม่จำเป็นต้องรอให้วัฒนธรรมบริษัทเปลี่ยนแปลงทั้งหมด หรือต้องลาออกไปหาโอกาสใหม่ๆ แนวคิดนี้ให้อำนาจแก่พนักงานในการกำหนดทิศทางชีวิตการทำงานของตนเอง ผ่านการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานเพื่อสร้างความสุขและความหมายจากภายใน
แนวโน้มนี้จะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นในปี 2026 เมื่อองค์กรทั่วโลกต่างเผชิญกับความท้าทายในการดึงดูดและรักษาพนักงานรุ่นใหม่ที่มีความคาดหวังสูงต่อสมดุลชีวิตและความหมายในอาชีพ องค์กรที่สามารถเข้าใจและสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน Quiet Thriving จะได้เปรียบในการรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง นี่คือแนวทางที่ช่วยให้ทั้งพนักงานและองค์กรสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างมีความสุขและมั่นคง