Home » Quiet Vacationing: เทรนด์ Gen Z ลาพักร้อนไม่บอกใคร

Quiet Vacationing: เทรนด์ Gen Z ลาพักร้อนไม่บอกใคร

สารบัญ

ประเด็นสำคัญของเทรนด์ Quiet Vacationing

Quiet Vacationing: เทรนด์ Gen Z ลาพักร้อนไม่บอกใคร - quiet-vacationing-genz-trend-thailand

  • Quiet Vacationing คือปรากฏการณ์ที่พนักงาน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ลาพักร้อนหรือลดชั่วโมงการทำงานลง โดยไม่แจ้งผู้จัดการหรือเพื่อนร่วมงานอย่างเป็นทางการ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือการถูกปฏิเสธการลา
  • สาเหตุหลักของเทรนด์นี้มาจากภาวะหมดไฟ (Burnout) ความเครียดสะสม ความไม่ไว้วางใจในนโยบายการลาขององค์กร และวัฒนธรรมการทำงานที่กดดันให้ต้องออนไลน์อยู่เสมอ
  • การทำงานจากทางไกล (Remote Work) เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมนี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบการปรากฏตัวทางกายภาพ ทำให้พนักงานสามารถพักผ่อนหรือเดินทางได้โดยไม่มีใครสังเกต
  • แม้จะเป็นวิธีรับมือกับความเครียด แต่ Quiet Vacationing ก็มาพร้อมความเสี่ยง ทั้งต่อตัวพนักงานเอง เช่น ความรู้สึกผิด ความเครียดจากการต้องคอยเช็กงาน และความเสี่ยงด้านอาชีพหากถูกจับได้ และต่อองค์กร เช่น การสูญเสียความไว้วางใจ และความแม่นยำในการวางแผนงาน
  • องค์กรสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ที่ต้นเหตุ ด้วยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการพักผ่อนอย่างแท้จริง มีนโยบายการลาที่ชัดเจน และวัดผลการทำงานจากผลลัพธ์มากกว่าการออนไลน์ตลอดเวลา

ในยุคที่การทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เทรนด์ใหม่ๆ ในโลกการทำงานก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในนั้นคือ Quiet Vacationing: เทรนด์ Gen Z ลาพักร้อนไม่บอกใคร ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พนักงาน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ เลือกที่จะใช้เวลาพักผ่อนส่วนตัวโดยไม่แจ้งให้ผู้จัดการหรือองค์กรทราบอย่างเป็นทางการ พฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพจิต ภาวะหมดไฟ และความไม่ไว้วางใจในวัฒนธรรมองค์กรที่หยั่งรากลึก ซึ่งเป็นประเด็นที่องค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและเร่งหาแนวทางแก้ไข

Quiet Vacationing คืออะไร? เจาะลึกเทรนด์ใหม่ในโลกการทำงาน

Quiet Vacationing หรือ “การลาพักร้อนแบบเงียบ” ไม่ใช่การลาป่วยหรือการขาดงานโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นกลยุทธ์ที่พนักงานใช้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานในรูปแบบของตนเอง โดยอาศัยช่องว่างของวัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่ โดยเฉพาะการทำงานจากทางไกล (Remote Work) ที่ทำให้การตรวจสอบชั่วโมงการทำงานทำได้ยากขึ้น

นิยามและรูปแบบการปฏิบัติ

โดยแก่นแท้แล้ว Quiet Vacationing คือการที่พนักงานใช้เวลาพักผ่อน ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือเดินทางไปที่อื่น โดยที่ยังคงสถานะ “ออนไลน์” หรือ “พร้อมทำงาน” เพื่อไม่ให้หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานสงสัย พฤติกรรมนี้สามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น:

  • ไม่แจ้งสถานะวันลาในปฏิทิน: พนักงานอาจใช้สิทธิ์วันลาพักร้อน (PTO) ที่มีอยู่ แต่เลือกที่จะไม่บล็อกปฏิทินของตนเอง หรือบล็อกเพียงบางส่วน เพื่อให้ดูเหมือนว่ายังคงทำงานอยู่
  • ตอบข้อความเพื่อแสดงตัว: อาจมีการเข้ามาตอบข้อความในแอปพลิเคชันสนทนา เช่น Slack หรือ Microsoft Teams เป็นครั้งคราว เพื่อสร้างภาพว่ายังคงติดตามงานอยู่
  • ตั้งเวลาส่งอีเมลล่วงหน้า: ใช้ฟังก์ชันตั้งเวลาส่งอีเมล (Schedule Send) เพื่อให้ข้อความถูกส่งออกไปในช่วงเวลาทำงานปกติ แม้ว่าตัวพนักงานจะไม่ได้ออนไลน์ในขณะนั้นก็ตาม
  • ทำงานครึ่งวัน พักครึ่งวัน: ทำงานอย่างจริงจังในช่วงเช้า และใช้เวลาช่วงบ่ายเพื่อพักผ่อนหรือทำกิจกรรมส่วนตัว

แนวคิดนี้ถือเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของ “Quiet Quitting” (การทำงานแค่ตามหน้าที่) ซึ่งเป็นการต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานหนักเกินความจำเป็น แต่ Quiet Vacationing ยกระดับจากการลด “ความพยายาม” ไปสู่การทวงคืน “เวลา” ของตนเองกลับมา

เหตุใด Gen Z จึงเป็นผู้ขับเคลื่อนเทรนด์นี้

แม้ว่าพนักงานทุกรุ่นอาจเคยมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน แต่ Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997–2012) และกลุ่มมิลเลนเนียลตอนปลาย คือกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้อย่างชัดเจน ซึ่งมีปัจจัยเบื้องหลังหลายประการ

ภาวะหมดไฟและปัญหาสุขภาพจิต

ผลสำรวจจำนวนมากชี้ว่า Gen Z เป็นกลุ่มที่เผชิญกับภาวะหมดไฟและความเครียดในระดับสูงที่สุดในตลาดแรงงาน พวกเขารู้สึกว่าต้องการเวลาพักผ่อนมากกว่าที่สามารถขอได้อย่างเป็นทางการ ดังนั้น การลาพักร้อนแบบเงียบจึงกลายเป็นเครื่องมือในการปกป้องสุขภาพจิตและฟื้นฟูพลังงานโดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากองค์กร

ความไม่ไว้วางใจในวัฒนธรรมการลาขององค์กร

คนทำงานรุ่นใหม่จำนวนมากขาดความไว้วางใจในวัฒนธรรมการลาของบริษัท พวกเขามีความกังวลว่า:

  • หัวหน้าจะปฏิเสธคำขอลา: โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็วตลอดเวลา
  • จะถูกลงโทษทางอ้อม: การลาพักร้อนอาจถูกมองว่าไม่ทุ่มเทกับงาน และส่งผลเสียต่อการประเมินผลงานหรือการเลื่อนตำแหน่ง
  • นโยบายไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติ: แม้บริษัทจะสนับสนุนให้พนักงานลาพักร้อน แต่ในทางปฏิบัติกลับให้รางวัลแก่คนที่พร้อมทำงานอยู่เสมอ

การทำงานทางไกล: ปัจจัยเอื้อสำคัญ

การทำงานทางไกลและรูปแบบไฮบริดได้เปลี่ยนนิยามของ “การปรากฏตัว” ในที่ทำงาน เมื่อไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน พนักงานจึงสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถเดินทางหรือพักผ่อนได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ใครทราบ ตราบใดที่ผลงานไม่ได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด

มุมมองใหม่ต่อสมดุลชีวิตและการทำงาน

Gen Z เติบโตมาในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพจิตและการสร้างสมดุลชีวิตเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง พวกเขามีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามกับ “Hustle Culture” หรือวัฒนธรรมการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ และไม่เต็มใจที่จะเสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพ Quiet Vacationing จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการทวงคืนเวลาส่วนตัวจากระบบที่พวกเขามองว่าขาดความยืดหยุ่น

อิทธิพลจากเทรนด์ก่อนหน้า

เทรนด์อย่าง Quiet Quitting และ Bare Minimum Monday (การเริ่มต้นสัปดาห์แบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ) ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ของการต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานที่กดดันในรูปแบบที่มองเห็นได้ยาก Quiet Vacationing จึงเป็นก้าวต่อไปที่พัฒนาจากการลดความทุ่มเทในเนื้องาน ไปสู่การทวงคืนเวลาพักผ่อนอย่างเงียบๆ

พฤติกรรมและตัวอย่างที่พบบ่อยของ Quiet Vacationing

พฤติกรรมการลาพักร้อนแบบเงียบสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การพักผ่อนเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงการเดินทางไกล

การเดินทางท่องเที่ยวแบบลับๆ (Stealth Travel)

พนักงานอาจเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ โดยยังคงแจ้งกับเพื่อนร่วมงานว่าทำงานจากที่บ้านตามปกติ พวกเขาจะพยายามลดการประชุมที่ต้องเปิดกล้อง และทำงานที่สามารถทำได้แบบไม่ประสานงานเรียลไทม์ (Asynchronous Work) เป็นหลัก

การพักผ่อนย่อยระหว่างวัน (Micro-vacations)

รูปแบบนี้เป็นการพักผ่อนระยะสั้นที่แทรกอยู่ในวันทำงาน เช่น การพักกลางวันนานกว่าปกติเพื่อไปออกกำลังกาย เข้าสปา หรือทำกิจกรรมทางสังคม หรือการเลิกงานเร็วขึ้นในวันศุกร์โดยไม่แจ้งใคร โดยเฉพาะเมื่อไม่มีตารางประชุมในช่วงบ่าย

การใช้สิทธิ์ลาแบบเงียบ (Silent PTO)

พนักงานอาจยื่นขอลาพักร้อน (Paid Time Off) อย่างเป็นทางการในระบบ แต่เลือกที่จะไม่สื่อสารเรื่องนี้กับทีมหรือหัวหน้าอย่างชัดเจน เช่น ไม่ตั้งข้อความตอบกลับอัตโนมัติ (Out-of-office) และอาจยังคงเช็กข้อความวันละหนึ่งถึงสองครั้งเพื่อให้ดูเหมือนว่ายังคงทำงานอยู่

การใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อพรางตัว

เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพรางตัว พนักงานอาจตั้งเวลาส่งอีเมลหรือข้อความให้ส่งออกไปในเวลาทำงานปกติ หรือใช้เครื่องมือที่ช่วยให้สถานะออนไลน์ของตนเป็น “Available” อยู่เสมอ แม้ว่าตัวจะไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม

ความเชื่อมโยงกับเทรนด์การท่องเที่ยวอื่นๆ

Quiet Vacationing มีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็สัมพันธ์กับเทรนด์การท่องเที่ยวที่เรียกว่า “Silent Travel” หรือการท่องเที่ยวแบบตัดขาดจากโลกดิจิทัล ซึ่งนักท่องเที่ยวจะจงใจหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย เพื่อค้นหาความเงียบสงบและพักผ่อนอย่างแท้จริง

คนทำงาน Gen Z บางส่วนอาจผสมผสานสองเทรนด์นี้เข้าด้วยกัน คือ “Quiet Vacationing” จากที่ทำงาน (นายจ้างไม่รู้ว่าพักร้อนเต็มตัว) และ “Silent Travel” จากโลกโซเชียล (เพื่อนๆ หรือผู้ติดตามไม่รู้ว่ากำลังเดินทาง) โดยเน้นการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจมากกว่าการสร้างคอนเทนต์

สำหรับจุดหมายปลายทางอย่างประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว Gen Z ที่มองหาประสบการณ์ที่แตกต่างและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทรนด์ Quiet Vacationing อาจกระตุ้นให้เกิดการเข้าพักระยะยาวในโฮสเทล โคเวิร์กกิ้งสเปซ หรือที่พักที่สามารถทำงานทางไกลได้ เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานเล็กน้อยสลับกับการพักผ่อนอย่างไม่เป็นทางการ

เปรียบเทียบ Quiet Vacationing กับแนวคิดใกล้เคียง

เพื่อให้เข้าใจแนวคิดนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบกับเทรนด์การทำงานอื่นๆ จะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างได้

ตารางเปรียบเทียบแนวคิดการทำงานและการพักผ่อนที่เกี่ยวข้อง
แนวคิด แนวคิดหลัก การรับรู้ของนายจ้าง
Vacation / PTO การลาพักร้อนอย่างเป็นทางการ โดยมีการแจ้งล่วงหน้าและอนุมัติชัดเจน สูง
Quiet Quitting ทำงานตามหน้าที่ที่ระบุใน Job Description เท่านั้น ไม่ทำงานเกินหน้าที่ ปานกลาง
Bare Minimum Monday การเริ่มต้นสัปดาห์ทำงานอย่างช้าๆ และใช้ความพยายามน้อยที่สุด ปานกลาง
Quiet Vacationing การพักผ่อนหรือเดินทางอย่างไม่เป็นทางการ โดยยังคงแสดงตัวว่าพร้อมทำงาน ต่ำ-ปานกลาง
Silent Travel เทรนด์การท่องเที่ยวที่เน้นการตัดขาดจากเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรง

ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่า Quiet Vacationing อาจดูเหมือนเป็นวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีสำหรับพนักงานที่เหนื่อยล้า แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและผลเสียทั้งต่อตัวพนักงานและองค์กร

ผลกระทบต่อพนักงาน

  • ความเสี่ยงด้านอาชีพ: หากถูกจับได้ว่าผลงานตกต่ำลงหรือไม่สามารถติดต่อได้ในเวลาที่จำเป็น อาจนำไปสู่การสูญเสียความไว้วางใจจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน หรือร้ายแรงถึงขั้นถูกเลิกจ้าง
  • ความเครียดและความรู้สึกผิด: การต้องคอยตรวจสอบข้อความและอีเมลอยู่เสมอ ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ และอาจเกิดความเครียดจากการกลัวถูกจับได้
  • การพักผ่อนที่ไม่สมบูรณ์: เนื่องจากการไม่ได้ตัดขาดจากการทำงานอย่างแท้จริง ทำให้ร่างกายและจิตใจไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟที่รุนแรงขึ้นในระยะยาว

ผลกระทบต่อองค์กร

  • ความไม่แน่นอนของกำลังคน: หากพนักงานหลายคนเลือกที่จะลาพักร้อนแบบเงียบพร้อมกัน อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของทีมและโครงการต่างๆ
  • การสูญเสียความไว้วางใจ: เมื่อผู้จัดการค้นพบว่าพนักงานไม่ได้ทำงานจริงตามที่แสดงสถานะไว้ จะทำให้ความสัมพันธ์และความไว้วางใจในทีมลดลง
  • ความคลาดเคลื่อนในการวางแผน: การวางแผนโครงการและการกระจายงานจะขาดความแม่นยำ เนื่องจากไม่สามารถประเมินกำลังคนที่มีอยู่จริงได้อย่างถูกต้อง

เบื้องหลังการลาพักร้อนแบบเงียบ: ทำไมพนักงานไม่ขอลาตรงๆ

คำถามสำคัญคือ เหตุใดพนักงานจึงเลือกใช้วิธีที่เสี่ยงเช่นนี้แทนที่จะขอลาพักร้อนอย่างตรงไปตรงมา? คำตอบมักเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมองค์กรและประสบการณ์ในอดีต

  • แรงกดดันทางวัฒนธรรม: ในบางองค์กรหรือบางประเทศ การลาพักร้อนถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่จริงจัง หรือแสดงถึงความไม่ทุ่มเทต่องาน
  • ความคาดหวังที่ต้องพร้อมเสมอ: มีความคาดหวังอย่างไม่เป็นทางการว่าพนักงานควรจะสามารถติดต่อได้แม้อยู่ในระหว่างวันหยุด
  • ภาระงานที่หนักเกินไป: พนักงานบางคนมีภาระงานมากและไม่มีคนทำงานแทน ทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถลาได้
  • ประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีต: เคยถูกปฏิเสธการลา หรือเมื่อกลับมาจากการลาพักร้อนแล้วต้องเจอกับงานที่กองท่วมหัว ทำให้รู้สึกว่าการลาไม่คุ้มค่ากับความเหนื่อยที่ตามมา

องค์กรและผู้จัดการควรรับมืออย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลและสื่อธุรกิจแนะนำว่า แทนที่จะมองว่า Quiet Vacationing เป็นปัญหาของ “พนักงาน” องค์กรควรมองว่าเป็น “สัญญาณเตือน” ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร

แนวทางแก้ไขเชิงนโยบายและวัฒนธรรม

  • สร้างนโยบายการลาที่ชัดเจนและส่งเสริมให้ใช้จริง: กำหนดวันลาพักร้อนขั้นต่ำที่พนักงานต้องใช้ หรือมีนโยบายบังคับให้ใช้วันลาให้หมดภายในปี
  • ผู้จัดการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี: หัวหน้าทีมควรลาพักร้อนอย่างเปิดเผยและตัดขาดจากการทำงานอย่างแท้จริง เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกน้องกล้าที่จะทำตาม
  • ลดแรงกดดันที่ต้องตอบสนองทันที: กำหนดนโยบายห้ามส่งอีเมลนอกเวลาทำงาน หรือสร้างวัฒนธรรมที่ไม่คาดหวังการตอบกลับในทันที
  • วัดผลจากผลลัพธ์ ไม่ใช่การออนไลน์: เปลี่ยนตัวชี้วัดประสิทธิภาพจากการปรากฏตัวออนไลน์ มาเป็นการประเมินจากผลงานที่สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อให้พนักงานสามารถบริหารจัดการเวลาของตนเองได้อย่างอิสระและมีความรับผิดชอบ

ตัวอย่างมาตรการที่องค์กรปรับใช้

หลายองค์กรเริ่มทดลองใช้นโยบายใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหานี้ เช่น

  • วันหยุดพร้อมกันทั้งบริษัท (Company-wide shutdown): การกำหนดให้บริษัทหยุดทำการเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้พนักงานทุกคนได้พักผ่อนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีงานค้างหรือมีใครติดต่อมา
  • นโยบายวันลาไม่จำกัด (Unlimited PTO): แม้ว่าประสิทธิภาพของนโยบายนี้จะขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นสัญญาณที่แสดงถึงความไว้วางใจที่บริษัทมีต่อพนักงาน
  • วันหยุดเพื่อสุขภาพจิต (Mental Health Days) และวันปลอดการประชุม (No-Meeting Days): เพื่อลดความเครียดและสร้างช่วงเวลาให้พนักงานได้พักสมองจากตารางงานที่แน่นขนัด

บริบทในสังคมการทำงานไทยและเอเชีย

แม้ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ Quiet Vacationing ในประเทศไทยโดยเฉพาะยังมีจำกัด แต่แนวคิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการทำงานในเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ วัฒนธรรมการทำงานในหลายประเทศแถบเอเชีย รวมถึงไทย มักมีลักษณะของลำดับชั้นสูง (Hierarchy) และวัฒนธรรมการทำงานให้เห็นหน้า (Presenteeism) ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันให้พนักงานรุ่นใหม่ไม่กล้าลาพักร้อนอย่างเปิดเผย และหันไปใช้กลยุทธ์ “ลาพักร้อนไม่บอกใคร” แทน

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านกำลังส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางของ Digital Nomads และคนทำงานทางไกลจากทั่วโลก การมีโคเวิร์กกิ้งสเปซ ที่พักราคาประหยัด และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ทำให้สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการที่คนทำงาน Gen Z ทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยจะทดลองใช้รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นเช่นนี้มากขึ้น

สำหรับบริบทของธุรกิจและฝ่ายบุคคลในไทย Quiet Vacationing สามารถนิยามได้ว่าเป็นการปรับตัวของพนักงาน Gen Z ต่อวัฒนธรรมการลาที่ขาดความยืดหยุ่นหรือไม่น่าไว้วางใจ โดยอาศัยการทำงานทางไกลและเครื่องมือดิจิทัลเป็นปัจจัยเอื้อ ซึ่งพนักงานจะเปลี่ยนเวลาทำงานบางส่วนไปเป็นการพักผ่อนหรือท่องเที่ยวอย่างเงียบๆ โดยไม่สื่อสารเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

บทสรุป: Quiet Vacationing สัญญาณเตือนที่องค์กรต้องรับฟัง

Quiet Vacationing: เทรนด์ Gen Z ลาพักร้อนไม่บอกใคร ไม่ใช่แค่พฤติกรรมส่วนบุคคลของพนักงานที่ขาดความรับผิดชอบ แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาระดับโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น มันคืออาการของภาวะหมดไฟ ความไม่ไว้วางใจ และความต้องการสมดุลชีวิตและการทำงานที่คนทำงานรุ่นใหม่กำลังเรียกร้องผ่านการกระทำ

การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การเพิ่มมาตรการควบคุมหรือจับผิด แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต และส่งเสริมให้พนักงานสามารถพักผ่อนได้อย่างแท้จริงโดยไม่ต้องรู้สึกผิด องค์กรที่สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อสัญญาณเตือนนี้ได้ ไม่เพียงแต่จะสามารถรักษาพนักงานที่มีคุณภาพไว้ได้ แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว