สิทธิในการซ่อม: กฎใหม่ 2569 บังคับบริษัทเผยข้อมูลซ่อมมือถือ
การมาถึงของกฎหมาย สิทธิในการซ่อม: กฎใหม่ 2569 บังคับบริษัทเผยข้อมูลซ่อมมือถือ กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับผู้บริโภคและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างอำนาจให้ผู้บริโภคสามารถซ่อมแซมอุปกรณ์ของตนเองได้อย่างอิสระ ลดการผูกขาดการซ่อมโดยผู้ผลิต และส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมโดยการยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์และลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์
ภาพรวมของกฎหมายสิทธิในการซ่อมปี 2569
- การบังคับใช้: กฎหมายใหม่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้า
- ข้อบังคับหลัก: ผู้ผลิตจะต้องเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการซ่อม เช่น คู่มือการซ่อม แผนผังวงจร และรหัสข้อผิดพลาดต่างๆ ให้แก่ผู้บริโภคและร้านซ่อมอิสระ
- การเข้าถึงอะไหล่แท้: นอกเหนือจากข้อมูลแล้ว ผู้ผลิตจะต้องจำหน่ายอะไหล่แท้ในราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้การซ่อมมีคุณภาพและน่าเชื่อถือมากขึ้น
- เป้าหมายระยะยาว: เพื่อลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างความเป็นธรรมในตลาดการซ่อมแซมสินค้าเทคโนโลยี
- การคุ้มครองผู้บริโภค: กฎหมายยังครอบคลุมสิทธิในการเรียกร้องให้ผู้ผลิตรับผิดชอบต่อสินค้าที่ชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่กำหนด คล้ายกับหลักการของกฎหมาย Lemon Law
การผลักดันนโยบายภาครัฐฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้บริโภคและความยั่งยืนมากขึ้น ในอดีต ผู้ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มักเผชิญกับข้อจำกัดมากมายเมื่ออุปกรณ์เกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมที่สูงเกินจริงจากศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ การขาดแคลนอะไหล่ หรือการถูกบีบให้ต้องซื้อเครื่องใหม่แทนการซ่อม กฎหมาย “สิทธิในการซ่อม” หรือ Right to Repair Thailand ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงเหล่านี้และคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับเจ้าของอุปกรณ์
หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการซ่อมแซม โดยบังคับให้ผู้ผลิตต้องสนับสนุนผู้บริโภคและช่างซ่อมอิสระด้วยข้อมูลและชิ้นส่วนที่จำเป็น ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมมากขึ้นในตลาดบริการซ่อม
แก่นแท้ของ “สิทธิในการซ่อม” (Right to Repair)
แนวคิดเรื่อง “สิทธิในการซ่อม” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกเพื่อตอบโต้กับแนวทางปฏิบัติของผู้ผลิตบางรายที่จงใจทำให้การซ่อมแซมเป็นเรื่องยาก มีค่าใช้จ่ายสูง หรือแทบเป็นไปไม่ได้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่เสมอ การเคลื่อนไหวนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อยืนยันสิทธิพื้นฐานที่ว่า “ถ้าคุณเป็นเจ้าของมัน คุณควรมีสิทธิที่จะซ่อมมัน”
นิยามและความสำคัญ
สิทธิในการซ่อม (Right to Repair) คือหลักการที่ว่าผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ควรมีสิทธิที่จะซ่อมแซมผลิตภัณฑ์นั้นด้วยตนเอง หรือเลือกร้านซ่อมอิสระที่ตนเองไว้วางใจได้ โดยไม่ถูกจำกัดโดยผู้ผลิตดั้งเดิม (Original Equipment Manufacturer – OEM) สิทธินี้ครอบคลุมถึงการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น เช่น คู่มือการซ่อม, อะไหล่แท้, และเครื่องมือพิเศษที่ต้องใช้ในการซ่อมแซม ในราคาที่เป็นธรรม
ความสำคัญของหลักการนี้มีหลายมิติ:
- การเสริมสร้างอำนาจผู้บริโภค: คืนอำนาจการควบคุมทรัพย์สินให้กับเจ้าของอย่างแท้จริง และให้ทางเลือกในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ของตนเอง
- การส่งเสริมการแข่งขัน: เปิดโอกาสให้ร้านซ่อมอิสระขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถแข่งขันกับศูนย์บริการของผู้ผลิตได้ สร้างตลาดการซ่อมที่มีชีวิตชีวาและราคาที่เป็นธรรม
- การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การซ่อมแซมเพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์เป็นวิธีการโดยตรงในการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทขยะที่เติบโตเร็วที่สุดและเป็นพิษมากที่สุดในโลก
- การประหยัดค่าใช้จ่าย: ช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดเงินจากการที่ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมที่แพงเกินจริงหรือไม่ต้องถูกบังคับให้ซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด
หลักการสำคัญในร่างกฎหมายไทย
สำหรับกฎหมายเครื่องใช้ไฟฟ้าฉบับใหม่ของไทยที่คาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2569 ได้มีการวางกรอบหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลไว้หลายประการ:
- การเปิดเผยข้อมูล: ผู้ผลิตจะต้องจัดทำและเผยแพร่คู่มือการซ่อม, แผนผังทางเทคนิค, และข้อมูลการวินิจฉัยปัญหา ให้สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะหรืออย่างน้อยก็สำหรับช่างซ่อมมืออาชีพ
- การจัดหาอะไหล่: กำหนดให้ผู้ผลิตต้องสำรองและจำหน่ายอะไหล่ที่จำเป็นสำหรับการซ่อมเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี นับจากวันที่สินค้ารุ่นนั้นๆ หยุดการผลิต เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ยังสามารถซ่อมแซมได้แม้จะตกรุ่นไปแล้ว
- ความเป็นธรรมด้านราคา: อะไหล่และเครื่องมือพิเศษจะต้องถูกจำหน่ายในราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ตั้งราคาสูงเกินจริงเพื่อกีดกันการซ่อมโดยบุคคลภายนอก
- การคุ้มครองผู้บริโภคกรณีสินค้าชำรุด: ร่างกฎหมายยังได้ผนวกหลักการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าไปด้วย โดยกำหนดให้ผู้ที่ซื้อสินค้าแล้วพบว่ามีความบกพร่อง สามารถเรียกร้องให้ผู้ขายหรือผู้ผลิตทำการซ่อมแซม, เปลี่ยนสินค้า, หรือคืนเงินได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 6 ถึง 12 เดือน ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่: ผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ
การบังคับใช้กฎหมายสิทธิในการซ่อมจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่เพียงแต่กับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ตั้งแต่ร้านซ่อมขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ
มิติของผู้บริโภค: ทางเลือกที่มากขึ้นและค่าใช้จ่ายที่ลดลง
ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดจะตกเป็นของผู้บริโภคโดยตรง ในปัจจุบัน เมื่อสมาร์ทโฟนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย ทางเลือกมักมีจำกัดอยู่แค่การนำเข้าศูนย์บริการของแบรนด์ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน หรือเสี่ยงกับร้านซ่อมทั่วไปที่อาจใช้อะไหล่ที่ไม่มีคุณภาพเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงอะไหล่แท้ได้
เมื่อกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ผู้บริโภคจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สามารถนำอุปกรณ์ไปซ่อมที่ร้านซ่อมอิสระที่น่าเชื่อถือซึ่งสามารถเข้าถึงอะไหล่แท้และคู่มือการซ่อมจากผู้ผลิตได้โดยตรง การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลให้ราคาค่าบริการซ่อมโดยรวมลดลง นำไปสู่การ **ซ่อมมือถือราคาถูก** และมีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ยังหมายถึงการประหยัดเงินในระยะยาว เพราะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่บ่อยเท่าเดิม
โอกาสของร้านซ่อมอิสระ
ร้านซ่อมอิสระคืออีกหนึ่งกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล ที่ผ่านมา ร้านเหล่านี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงองค์ความรู้และชิ้นส่วนที่จำเป็น ทำให้ไม่สามารถให้บริการซ่อมที่ซับซ้อนบางอย่างได้ หรือต้องพึ่งพาอะไหล่จากแหล่งที่ไม่เป็นทางการซึ่งคุณภาพไม่แน่นอน กฎหมายสิทธิในการซ่อมจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้ร้านซ่อมอิสระสามารถ:
- เข้าถึงอะไหล่แท้: สามารถสั่งซื้อชิ้นส่วนจากผู้ผลิตได้โดยตรง เพิ่มความน่าเชื่อถือและคุณภาพของงานซ่อม
- เข้าถึงข้อมูลทางเทคนิค: การมีคู่มือและแผนผังวงจรจะช่วยให้การวินิจฉัยและแก้ไขปัญหามีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
- ขยายขอบเขตการบริการ: สามารถรับงานซ่อมที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ เช่น การซ่อมเมนบอร์ด หรือการเปลี่ยนชิ้นส่วนเฉพาะทาง
- แข่งขันอย่างเท่าเทียม: สามารถแข่งขันกับศูนย์บริการของแบรนด์ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทั้งในด้านคุณภาพและราคา
สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโต แต่ยังสร้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานในสายอาชีพช่างเทคนิคอีกด้วย
ความท้าทายของผู้ผลิตและแบรนด์
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตและบริษัทเจ้าของแบรนด์จะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ กฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาท้าทายโมเดลธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการขายอุปกรณ์ใหม่และการให้บริการซ่อมแบบผูกขาด ความท้าทายหลักประกอบด้วย:
- การปรับโครงสร้างซัพพลายเชน: ต้องสร้างระบบในการจัดเก็บและจำหน่ายอะไหล่ให้กับบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนด้านโลจิสติกส์
- การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์: การเปิดเผยคู่มือและข้อมูลทางเทคนิคอาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและความลับทางการค้า
- การเปลี่ยนแปลงโมเดลรายได้: รายได้จากศูนย์บริการอาจลดลง ทำให้บริษัทต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่ หรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปเน้นที่คุณภาพและความทนทานของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายสิทธิในการซ่อมอาจสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในฐานะองค์กรที่ใส่ใจผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจกลายเป็นจุดแข็งทางการตลาดที่สำคัญในอนาคต
สิทธิในการซ่อม: เครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม
นอกเหนือจากมิติด้านผู้บริโภคและเศรษฐกิจแล้ว หนึ่งในเป้าหมายหลักและเป็นผลกระทบที่สำคัญที่สุดของกฎหมายสิทธิในการซ่อมคือการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา **ขยะอิเล็กทรอนิกส์**
ลดภูเขาขยะอิเล็กทรอนิกส์
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-waste เป็นขยะที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดทั่วโลก ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งมักจะมีสารอันตรายปนเปื้อน เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม หากจัดการไม่ถูกวิธี สารพิษเหล่านี้สามารถรั่วไหลลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง
วัฒนธรรม “ใช้แล้วทิ้ง” ที่เกิดจากการซ่อมแซมที่ยากและมีราคาแพง เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาล กฎหมายสิทธิในการซ่อมเข้ามาจัดการปัญหานี้ที่ต้นเหตุ โดยการทำให้การซ่อมเป็นทางเลือกที่ง่ายและเข้าถึงได้ เมื่อผู้คนสามารถซ่อมอุปกรณ์ของตนเองได้ง่ายขึ้น ก็จะยืดอายุการใช้งานของมันออกไป ส่งผลให้ปริมาณอุปกรณ์ที่ถูกทิ้งเป็นขยะลดลงโดยตรง การใช้งานสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องต่อไปอีกหนึ่งปีแทนที่จะซื้อใหม่ สามารถลดคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
กฎหมายฉบับนี้ยังเป็นนโยบายภาครัฐที่สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด แทนที่โมเดลเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่เป็นแบบ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง”
ในบริบทของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เศรษฐกิจหมุนเวียนจะให้ความสำคัญกับ:
- การออกแบบเพื่อความทนทานและซ่อมง่าย: กระตุ้นให้ผู้ผลิตออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถถอดประกอบและซ่อมแซมได้ง่ายตั้งแต่แรก
- การใช้ซ้ำ (Reuse): การซ่อมแซมคือหัวใจของการใช้ซ้ำ ทำให้อุปกรณ์ยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานขึ้น
- การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle): เมื่ออุปกรณ์หมดอายุการใช้งานจริงๆ การออกแบบที่เอื้อต่อการซ่อมยังช่วยให้การแยกชิ้นส่วนเพื่อนำวัสดุมีค่ากลับมารีไซเคิลทำได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น สิทธิในการซ่อมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซ่อมมือถือ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่รูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้น
ทิศทางและสถานะปัจจุบันของกฎหมาย
การผลักดันกฎหมาย Right to Repair Thailand ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่หลายประเทศชั้นนำได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว
การเดินตามรอยมาตรฐานสากล
สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นผู้นำในการออกกฎหมายสิทธิในการซ่อม โดยได้เริ่มบังคับใช้กฎระเบียบสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภท เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ ตั้งแต่ปี 2021 โดยกำหนดให้ผู้ผลิตต้องจัดหาอะไหล่เป็นเวลา 7-10 ปี และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถซ่อมแซมได้ด้วยเครื่องมือทั่วไป นอกจากนี้ หลายรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์ก และแคลิฟอร์เนีย ก็ได้ผ่านกฎหมายในลักษณะเดียวกัน ซึ่งบังคับให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องเปิดเผยข้อมูลและจำหน่ายชิ้นส่วนสำหรับการซ่อม การที่ประเทศไทยกำลังจะเดินตามแนวทางนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
ความคืบหน้าในประเทศไทย
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาและรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งสภาผู้บริโภค นักวิชาการ และตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าข้อบังคับที่จะออกมามีความสมดุลและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง แม้ว่ารายละเอียดเชิงเทคนิคและบทลงโทษต่างๆ ยังรอการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่แนวโน้มที่ชัดเจนคือประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การมีกฎหมายสิทธิในการซ่อมเป็นของตนเองภายในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคทั่วประเทศ
สรุปสาระสำคัญของกฎหมายสิทธิในการซ่อม
| ประเด็น | รายละเอียดภายใต้กฎหมายใหม่ | ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น |
|---|---|---|
| สิทธิผู้บริโภค | สามารถเรียกร้องให้ซ่อม, เปลี่ยน, หรือคืนเงินสำหรับสินค้าชำรุดภายใน 6-12 เดือน | เพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้า และลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ |
| การเข้าถึงข้อมูลและอะไหล่ | ผู้ผลิตต้องเปิดเผยคู่มือซ่อมและจำหน่ายอะไหล่แท้เป็นเวลาอย่างน้อย 7 ปี | ร้านซ่อมอิสระแข่งขันได้ ผู้บริโภคมีทางเลือกซ่อมที่หลากหลายและราคาถูกลง |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | ส่งเสริมการซ่อมแซมเพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ | ลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน |
| ตลาดการซ่อม | ลดการผูกขาดโดยศูนย์บริการของผู้ผลิต | เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพบริการดีขึ้นและราคาลดลง |
บทสรุปและอนาคตของผู้บริโภคไทย
การมาถึงของกฎหมาย **สิทธิในการซ่อม: กฎใหม่ 2569 บังคับบริษัทเผยข้อมูลซ่อมมือถือ** ถือเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งในการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมความยั่งยืนในประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคในอุตสาหกรรมซ่อมแซม แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ที่คืนอำนาจให้กับเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง
ในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้บริโภคชาวไทยจะได้รับประโยชน์จากทางเลือกในการซ่อมที่หลากหลายขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ลดลง และความสามารถในการใช้งานอุปกรณ์ของตนเองได้ยาวนานกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ร้านซ่อมอิสระจะมีโอกาสเติบโตและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก และที่สำคัญที่สุด กฎหมายนี้จะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการต่อสู้กับวิกฤตขยะอิเล็กทรอนิกส์และผลักดันประเทศไปสู่เป้าหมายของเศรษฐกิจหมุนเวียน แม้ยังต้องรอการประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางที่ชัดเจนนี้ก็ได้สร้างความหวังถึงอนาคตที่ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมจะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น