กฎหมาย ‘สิทธิซ่อม’ มาแน่! มือถือพังซ่อมเองได้ ไม่ต้องง้อศูนย์
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในการซ่อม
- ทำความเข้าใจ ‘สิทธิในการซ่อม’ (Right to Repair) คืออะไร?
- หลักการและสาระสำคัญของร่างกฎหมายสิทธิซ่อม
- ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
- เปรียบเทียบการซ่อม: ก่อนและหลังกฎหมายสิทธิซ่อมมีผลบังคับใช้
- มุมมองจากทั่วโลกและทิศทางของประเทศไทย
- ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการบังคับใช้กฎหมาย
- บทสรุป: ก้าวต่อไปของสิทธิผู้บริโภคและความยั่งยืน
การผลักดันกฎหมาย ‘สิทธิในการซ่อม’ หรือ Right to Repair ในประเทศไทย กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้อำนาจแก่ผู้บริโภคในการซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของตนเองได้มากขึ้น แนวคิดนี้จะเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติเดิมที่การซ่อมแซมมักถูกจำกัดอยู่แค่ในศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตจากผู้ผลิตเท่านั้น
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในการซ่อม
- กฎหมาย ‘สิทธิในการซ่อม’ มุ่งเสริมสร้างอำนาจให้ผู้บริโภคสามารถซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตนเองหรือผ่านร้านซ่อมอิสระ เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดการผูกขาด
- ผู้ผลิตจะต้องจัดหาอะไหล่แท้, เครื่องมือ, และคู่มือการซ่อมที่จำเป็นให้แก่สาธารณะในราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้การซ่อมแซมสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
- เป้าหมายหลักคือการลดค่าใช้จ่ายในการซ่อม, ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์, และแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่กำลังเป็นวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม
- แนวทางนี้สอดคล้องกับเทรนด์ระดับโลกในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และยังสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ของประเทศไทย ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
กฎหมาย ‘สิทธิซ่อม’ มาแน่! มือถือพังซ่อมเองได้ ไม่ต้องง้อศูนย์ คือแนวคิดที่กำลังจะกลายเป็นความจริงในประเทศไทย ซึ่งจะปฏิวัติวงการซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสาระสำคัญของกฎหมายนี้ คือการบังคับให้บริษัทผู้ผลิตต้องเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการซ่อม เช่น คู่มือทางเทคนิค แผนผังวงจร และจำหน่ายอะไหล่แท้ให้กับบุคคลทั่วไปและร้านซ่อมอิสระ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงของผู้บริโภค แต่ยังมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเพิ่มขึ้นของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อุปกรณ์ถูกทิ้งเมื่อซ่อมไม่ได้หรือซ่อมไม่คุ้ม
ทำความเข้าใจ ‘สิทธิในการซ่อม’ (Right to Repair) คืออะไร?
สิทธิในการซ่อม หรือ Right to Repair คือหลักการที่ว่าด้วยสิทธิของผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ในการซ่อมแซมสินค้าที่ตนซื้อมาได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะซ่อมด้วยตนเองหรือเลือกร้านซ่อมที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็ตาม หลักการนี้เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านแนวปฏิบัติของผู้ผลิตบางรายที่จงใจออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ซ่อมแซมได้ยาก หรือจำกัดการเข้าถึงอะไหล่และข้อมูลที่จำเป็น ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลับไปใช้บริการซ่อมที่มีราคาแพงจากศูนย์บริการของแบรนด์เท่านั้น
เหตุใดกฎหมายนี้จึงมีความสำคัญในยุคดิจิทัล
ในปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เหล่านี้กลับสั้นลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ผลิตสร้างข้อจำกัดในการซ่อมแซม เช่น การใช้กาวแทนสกรู การออกแบบชิ้นส่วนให้เชื่อมติดกัน หรือการจับคู่ชิ้นส่วนด้วยซอฟต์แวร์ ทำให้เมื่อมีส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหาย อาจต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนยกชุดหรือซื้อเครื่องใหม่ทั้งหมด
กฎหมายสิทธิในการซ่อมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคืนอำนาจให้กับผู้บริโภค ช่วยให้สามารถยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดการซ่อมแซม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า แทนที่จะทิ้งแล้วซื้อใหม่อย่างง่ายดาย
ใครคือผู้ที่ได้รับผลกระทบและประโยชน์
การบังคับใช้กฎหมายนี้จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายภาคส่วน:
- ผู้บริโภค: เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงที่สุด โดยจะมีทางเลือกในการซ่อมที่หลากหลายขึ้น สามารถเข้าถึงบริการซ่อมในราคาที่ถูกลง และสามารถยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ที่มีอยู่ได้นานขึ้น
- ร้านซ่อมอิสระ: จะได้รับโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าถึงอะไหล่แท้และข้อมูลทางเทคนิค ทำให้สามารถให้บริการซ่อมที่มีคุณภาพและแข่งขันกับศูนย์บริการของแบรนด์ได้
- สิ่งแวดล้อม: การซ่อมเพื่อใช้งานต่อจะช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นขยะอันตรายที่จัดการได้ยากและมีสารพิษปนเปื้อน
- ผู้ผลิต: อาจต้องปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยต้องคำนึงถึงความง่ายในการซ่อมแซมมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม
หลักการและสาระสำคัญของร่างกฎหมายสิทธิซ่อม
ร่างกฎหมายสิทธิในการซ่อมของไทยมีหลักการสำคัญหลายประการที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้บริโภคและความรับผิดชอบของผู้ผลิต
การเข้าถึงอะไหล่และข้อมูลการซ่อม
หัวใจสำคัญของกฎหมายนี้คือการกำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต้องดำเนินการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่แท้, เครื่องมือพิเศษที่จำเป็นสำหรับการซ่อม, และเอกสารข้อมูลทางเทคนิค เช่น คู่มือการซ่อมและแผนผังวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ให้แก่ผู้บริโภคทั่วไปและผู้ประกอบการร้านซ่อมอิสระในราคาที่ยุติธรรม การเปิดกว้างนี้จะทำลายกำแพงที่เคยขัดขวางการซ่อมแซมจากบุคคลภายนอก ทำให้การซ่อมที่มีคุณภาพสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ใช่แค่ในศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น
นิยามใหม่ของ ‘การรับประกัน’ และสิทธิผู้บริโภค
กฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการรับประกันสินค้าที่มักจะสิ้นสุดลงทันทีหากผู้บริโภคนำเครื่องไปซ่อมกับร้านที่ไม่ใช่ตัวแทนอย่างเป็นทางการ โดยจะกำหนดให้การรับประกันยังคงมีผลต่อไป ตราบใดที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในภายหลังไม่ได้เกิดจากการซ่อมแซมที่ผิดพลาดของร้านซ่อมอิสระ กล่าวคือ หากผู้บริโภคนำมือถือไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ร้านนอก แล้วต่อมาหน้าจอเกิดปัญหาจากความบกพร่องในการผลิต ผู้ผลิตยังคงต้องรับผิดชอบในส่วนของหน้าจอตามเงื่อนไขการรับประกันเดิม หลักการนี้ให้ความเป็นธรรมและเสรีภาพแก่ผู้บริโภคในการเลือกใช้บริการซ่อม
การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เอื้อต่อการซ่อมแซม
ในระยะยาว กฎหมายนี้อาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design for Repair) โดยผู้ผลิตจะถูกกดดันให้สร้างสรรค์อุปกรณ์ที่ง่ายต่อการแกะซ่อมและเปลี่ยนชิ้นส่วนมากขึ้น เช่น การใช้สกรูมาตรฐานแทนกาว, การออกแบบให้สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือหน้าจอได้โดยไม่กระทบกระเทือนชิ้นส่วนอื่น, และการลดการใช้ชิ้นส่วนที่จับคู่กันด้วยซอฟต์แวร์ แนวทางนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ยังส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมและการใช้ซ้ำ
ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
การมาถึงของกฎหมายสิทธิในการซ่อมไม่ได้เป็นเพียงการคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เชื่อมโยงกันทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
การลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste)
ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของโลกและประเทศไทย จากข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นมากกว่า 450,000 ตันต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขยะเหล่านี้ประกอบด้วยสารอันตราย เช่น ตะกั่ว, ปรอท, และแคดเมียม ซึ่งหากจัดการไม่ถูกวิธีอาจปนเปื้อนสู่ดินและแหล่งน้ำ
การยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านการซ่อมแซม ถือเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุโดยตรง ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดได้อย่างมหาศาล
กฎหมายสิทธิในการซ่อมจะเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนจาก “พังแล้วทิ้ง” ไปสู่ “พังแล้วซ่อม” ซึ่งเป็นการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค
การเปิดเสรีตลาดการซ่อมแซมจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยและร้านซ่อมอิสระเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน เมื่อมีการแข่งขันมากขึ้น ราคาค่าบริการซ่อมแซมก็จะถูกลงตามกลไกตลาด ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้นและมีตัวเลือกที่หลากหลาย ไม่ถูกผูกขาดโดยผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย
สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG
โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน กฎหมายสิทธิในการซ่อมสอดคล้องกับหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างชัดเจน ซึ่งเน้นการยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์, การซ่อมบำรุง, และการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด การผลักดันกฎหมายนี้จึงไม่เพียงเป็นการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย
เปรียบเทียบการซ่อม: ก่อนและหลังกฎหมายสิทธิซ่อมมีผลบังคับใช้
| หัวข้อ | สถานการณ์ปัจจุบัน (ก่อนมีกฎหมาย) | สถานการณ์ในอนาคต (หลังมีกฎหมาย) |
|---|---|---|
| การเข้าถึงอะไหล่ | จำกัดเฉพาะศูนย์บริการของแบรนด์ หรือต้องหาอะไหล่เทียบเท่าซึ่งคุณภาพไม่แน่นอน | ผู้บริโภคและร้านซ่อมอิสระสามารถสั่งซื้ออะไหล่แท้จากผู้ผลิตได้โดยตรง |
| ค่าใช้จ่ายในการซ่อม | มีราคาสูง เนื่องจากขาดการแข่งขันและถูกกำหนดโดยผู้ผลิต | มีแนวโน้มลดลงจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และมีทางเลือกในการซ่อมที่หลากหลาย |
| ทางเลือกในการซ่อม | จำกัดอยู่แค่ศูนย์บริการของแบรนด์ หากต้องการรักษาสภาพการรับประกัน | มีอิสระในการเลือกร้านซ่อมหรือซ่อมด้วยตนเอง โดยไม่กระทบต่อการรับประกัน (ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง) |
| การเข้าถึงข้อมูล | คู่มือการซ่อมและข้อมูลทางเทคนิคเป็นความลับทางการค้า ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ | ผู้ผลิตต้องเปิดเผยคู่มือ, แผนผังวงจร, และข้อมูลที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยและซ่อมแซม |
| อายุการใช้งานอุปกรณ์ | สั้นลง เนื่องจากเมื่อเสียแล้วซ่อมไม่คุ้มค่า ทำให้ต้องซื้อใหม่ | มีแนวโน้มยาวนานขึ้น เพราะสามารถซ่อมแซมและบำรุงรักษาได้ง่ายในราคาที่สมเหตุสมผล |
| ผลกระทบต่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ | มีปริมาณสูง เนื่องจากวัฒนธรรม “ทิ้งแล้วซื้อใหม่” | มีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการส่งเสริมวัฒนธรรมการซ่อมแซมและใช้ซ้ำ |
มุมมองจากทั่วโลกและทิศทางของประเทศไทย
แนวคิดเรื่องสิทธิในการซ่อมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกระแสเคลื่อนไหวระดับโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีหลายประเทศชั้นนำได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้แล้ว
ความเคลื่อนไหวในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
ในสหรัฐอเมริกา หลายรัฐเช่น นิวยอร์ก และ แคลิฟอร์เนีย ได้ผ่านกฎหมายสิทธิในการซ่อมแล้ว โดยบังคับให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องจัดหาเครื่องมือ อะไหล่ และข้อมูลการซ่อมให้กับผู้บริโภคและร้านซ่อมอิสระ เช่นเดียวกันกับสหภาพยุโรป (EU) ที่ได้ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, และโทรทัศน์ ต้องรับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะสามารถซ่อมแซมได้นานถึง 10 ปี และต้องมีอะไหล่สำรองไว้ให้บริการ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น
ประเทศไทยในฐานะผู้นำอาเซียนด้านสิทธิผู้บริโภค
การที่ประเทศไทยกำลังผลักดันกฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญ รายงานจากสถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ว่า หากกฎหมายนี้สำเร็จลุล่วง จะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานและสร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศเพื่อนบ้านหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น
ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการบังคับใช้กฎหมาย
แม้ว่ากฎหมายสิทธิในการซ่อมจะมีประโยชน์มากมาย แต่การนำไปสู่การบังคับใช้จริงก็ยังคงมีความท้าทายและประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น
ความกังวลด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
หนึ่งในข้อโต้แย้งหลักจากฝั่งผู้ผลิตคือความกังวลเรื่องความปลอดภัย หากการซ่อมแซมโดยผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพออาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น การซ่อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดการลัดวงจรหรือไฟไหม้ได้ นอกจากนี้ การใช้อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของอุปกรณ์โดยรวม ดังนั้น ภาครัฐอาจต้องพิจารณาการออกมาตรฐานสำหรับร้านซ่อมอิสระ หรือจัดทำแคมเปญให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับการซ่อมแซมที่ปลอดภัย
การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ผลิต
การเปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคและแผนผังวงจรอาจนำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีที่เป็นความลับทางการค้า กฎหมายจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการให้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการซ่อมแซม กับการปกป้องนวัตกรรมของผู้ผลิต โดยอาจกำหนดขอบเขตของข้อมูลที่ต้องเปิดเผยให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัท
บทสรุป: ก้าวต่อไปของสิทธิผู้บริโภคและความยั่งยืน
การผลักดัน กฎหมาย ‘สิทธิซ่อม’ มาแน่! มือถือพังซ่อมเองได้ ไม่ต้องง้อศูนย์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับประเทศไทย เป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัยที่เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยมุ่งคืนอำนาจการควบคุมอุปกรณ์ให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือผู้บริโภค
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างทางเลือกและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม แต่ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก การส่งเสริมวัฒนธรรมการซ่อมแซมและยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ คือหัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แม้จะยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ทิศทางที่ชัดเจนนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ผู้บริโภคมีสิทธิเลือก และโลกมีโอกาสที่จะฟื้นตัวจากผลกระทบของลัทธิบริโภคนิยม การจับตาดูความคืบหน้าของกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ