Home » 15 ก.ย. วันศิลป์ พีระศรี: รำลึกบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ไทย

15 ก.ย. วันศิลป์ พีระศรี: รำลึกบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ไทย

สารบัญ

วันที่ 15 กันยายนของทุกปี คือวันสำคัญของวงการศิลปะไทย เป็นวันที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณูปการของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ชาวอิตาลีผู้มีหัวใจเป็นไทยอย่างเต็มเปี่ยม ท่านได้รับการยกย่องในฐานะ “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย” และเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันการศึกษาด้านศิลปะชั้นนำของประเทศ

  • วันที่ 15 กันยายน คือ “วันศิลป์ พีระศรี” ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ไทย
  • ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีชื่อเดิมว่า คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) เป็นประติมากรชาวอิตาลีที่เข้ามารับราชการในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6
  • ท่านเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ซึ่งต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร และดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกของคณะจิตรกรรมและประติมากรรม
  • คุณูปการสำคัญของท่านคือการวางรากฐานการศึกษาศิลปะตามหลักวิชาการแบบตะวันตก ผสมผสานกับเอกลักษณ์ความเป็นไทย สร้างศิลปินที่มีชื่อเสียงให้แก่วงการมากมาย
  • วาทะอันโด่งดังของท่าน “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” (Ars longa, vita brevis) ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินและผู้คนในแวดวงศิลปะมาจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของวันศิลป์ พีระศรี

ความสำคัญของวันศิลป์ พีระศรี

บทความนี้จะพาไปสำรวจเรื่องราวของ 15 ก.ย. วันศิลป์ พีระศรี: รำลึกบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ไทย ซึ่งเป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ศิลปะของชาติ วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการระลึกถึงวันคล้ายวันเกิดของบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง แต่ยังเป็นโอกาสในการทบทวนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการศิลปะไทย ที่มีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือนามเดิม Corrado Feroci เป็นผู้นำทาง ท่านคือศิลปินและนักการศึกษาผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี มาอุทิศทั้งชีวิตเพื่อวางรากฐานและยกระดับศิลปะในประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล การทำความเข้าใจเกี่ยวกับวันนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำของศิลปะไทยสมัยใหม่

วันศิลป์ พีระศรี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้คนในหลากหลายแวดวง ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาศิลปะ คณาจารย์ ศิลปิน หรือประชาชนทั่วไปที่สนใจในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติ สำหรับแวดวงการศึกษาศิลปะ วันนี้คือการแสดงความกตัญญูต่อปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยศิลปากร และสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนที่ยังคงเป็นต้นแบบมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับศิลปิน วันนี้คือการรำลึกถึงผู้บุกเบิกที่เปิดเส้นทางให้ศิลปินไทยได้แสดงออกอย่างเสรีตามแนวทางของตนเอง และสำหรับสังคมไทยโดยรวม การรำลึกถึงท่านคือการตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะในฐานะเครื่องมือจรรโลงสังคมและบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ การเฉลิมฉลองและจัดกิจกรรมในวันที่ 15 กันยายนของทุกปี จึงเป็นการสืบสานเจตนารมณ์ของท่านให้คงอยู่ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับงานสร้างสรรค์ต่อไป

ประวัติและเส้นทางของคอร์ราโด เฟโรชี สู่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

ประวัติและเส้นทางของคอร์ราโด เฟโรชี สู่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

เรื่องราวของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี คือมหากาพย์ของการเดินทาง การอุทิศตน และความรักในศิลปะที่ข้ามพ้นพรมแดนของเชื้อชาติและวัฒนธรรม จากเด็กหนุ่มชาวอิตาลีนาม คอร์ราโด เฟโรชี สู่การเป็นปูชนียบุคคลที่คนไทยทั้งประเทศเคารพรักในนาม “อาจารย์ฝรั่ง”

ชีวิตช่วงต้นในนครฟลอเรนซ์: แหล่งกำเนิดศิลปินเอก

คอร์ราโด เฟโรชี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี นครที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นแหล่งกำเนิดของยุคเรอเนสซองส์และเป็นบ้านของศิลปินระดับโลกอย่าง เลโอนาร์โด ดา วินชี และ มิเกลันเจโล สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมและประติมากรรมชั้นครูได้หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในศิลปะตั้งแต่เยาว์วัย เขาได้เข้าศึกษาในราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ (Accademia di Belle Arti di Firenze) สถาบันศิลปะที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ที่นี่เองที่เขาได้ซึมซับความรู้ทางด้านศิลปะอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาประติมากรรม จนได้รับปริญญาบัตรและมีดีกรีเป็นถึง “ศาสตราจารย์” ด้วยวัยเพียง 23 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพที่โดดเด่นเกินคนในรุ่นเดียวกัน

การเดินทางสู่สยามประเทศและบทบาทในราชการไทย

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของศาสตราจารย์เฟโรชีเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2466 เมื่อรัฐบาลสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีความประสงค์จะหาช่างปั้นฝีมือดีจากยุโรปเข้ามารับราชการ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมที่จะประดับประเทศให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ ราชทูตไทย ณ กรุงโรม ได้ติดต่อผ่านรัฐบาลอิตาลีและคัดเลือกศาสตราจารย์เฟโรชี ซึ่งมีคุณสมบัติและความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ให้เดินทางมารับตำแหน่งประติมากรของกรมศิลปากร กระทรวงวัง การเดินทางมายังดินแดนที่ไม่คุ้นเคยนี้คือจุดเริ่มต้นของภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างอนุสาวรีย์ แต่เป็นการปฏิวัติวงการศิลปะของประเทศ

การเปลี่ยนสัญชาติและนามอันเป็นมงคล “ศิลป์ พีระศรี”

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานการณ์ทางการเมืองได้บีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่ออิตาลีประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ ทำให้ชาวอิตาลีในประเทศไทยตกอยู่ในสถานะชนชาติศัตรูของฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมเป็นเชลยสงคราม หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ได้ดำเนินการขอโอนสัญชาติให้ศาสตราจารย์เฟโรชีเป็นสัญชาติไทยในปี พ.ศ. 2485 พร้อมกันนี้ ท่านได้รับพระราชทานชื่อและนามสกุลไทยจากหลวงวิจิตรวาทการว่า “ศิลป์ พีระศรี” ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลว่า “ผู้เป็นศรีแห่งศิลปะ” การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ท่านรอดพ้นจากภัยสงคราม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตนเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินไทยอย่างสมบูรณ์ นับแต่นั้นมา ชื่อของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ก็ได้จารึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยในฐานะผู้มีคุณูปการอันใหญ่หลวง

ตารางสรุปเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
ช่วงเวลา (พ.ศ.) เหตุการณ์สำคัญ ความสำคัญ
2435 ถือกำเนิดในนาม คอร์ราโด เฟโรชี ณ เมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี จุดเริ่มต้นของศิลปินเอกผู้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการศิลปะไทย
2466 เดินทางสู่สยามเพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งประติมากร กรมศิลปากร การเริ่มต้นภารกิจในประเทศไทย
2477 ก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย
2485 โอนสัญชาติเป็นไทยและได้รับนาม “ศิลป์ พีระศรี” การอุทิศตนเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินไทยอย่างสมบูรณ์
2486 โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รับการยกฐานะเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” สถาปนาสถาบันอุดมศึกษาด้านศิลปะแห่งแรกของไทย
2505 ถึงแก่อนิจกรรมในวัย 70 ปี การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการศิลปะไทย

คุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย

คุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 39 ปีในประเทศไทย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจสร้างสรรค์ผลงานและวางระบบการศึกษาศิลปะที่กลายเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาติ คุณูปการของท่านได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของวงการศิลปะไทยไปอย่างสิ้นเชิง

การก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร: ศูนย์กลางการศึกษาศิลปะ

ภารกิจที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของศาสตราจารย์ศิลป์คือการสร้างบุคลากรทางศิลปะที่มีคุณภาพ ท่านเล็งเห็นว่าการจะพัฒนาวงการศิลปะให้ยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องมีการจัดการศึกษาที่เป็นระบบและมีมาตรฐาน ท่านจึงได้ก่อตั้ง “โรงเรียนประณีตศิลปกรรม” ขึ้นในปี พ.ศ. 2477 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตช่างฝีมือและศิลปินที่มีความรู้ความสามารถในศิลปะแขนงต่างๆ ต่อมาด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่าน โรงเรียนแห่งนี้จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ. 2486 นับเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกของคณะจิตรกรรมและประติมากรรม (ปัจจุบันคือคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์) และได้วางหลักสูตรที่ผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์แบบตะวันตกเข้ากับความเป็นไทยได้อย่างลงตัว

การวางรากฐานศิลปะแบบตะวันตกในบริบทไทย

ก่อนที่ศาสตราจารย์ศิลป์จะเข้ามา ศิลปะไทยส่วนใหญ่ยังคงยึดโยงกับขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมที่เรียกว่า “ศิลปะแบบประเพณี” ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านได้นำความรู้ทาง ศิลปะสมัยใหม่ แบบตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นหลักกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) การใช้แสงเงา (Chiaroscuro) ทฤษฎีสี และหลักทัศนียวิทยา (Perspective) ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่สำหรับศิลปินไทยในยุคนั้น อย่างไรก็ตาม ท่านไม่ได้ต้องการให้ศิลปินไทยลอกเลียนแบบศิลปะตะวันตก แต่เน้นย้ำเสมอว่าให้ “ศึกษา” เพื่อนำมา “ประยุกต์ใช้” สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์และจิตวิญญาณความเป็นไทย การผสมผสานนี้เองที่ก่อให้เกิดศิลปะร่วมสมัยของไทยที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผลงานประติมากรรมชิ้นเอกที่จารึกในประวัติศาสตร์

นอกเหนือจากบทบาทด้านการศึกษาแล้ว ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ยังเป็นประติมากรผู้สร้างสรรค์อนุสาวรีย์สำคัญมากมายที่ยังคงปรากฏเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ผลงานของท่านสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย ผสมผสานกับสุนทรียศาสตร์แบบคลาสสิกของตะวันตก ผลงานชิ้นเอกที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่:

  • อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย: ท่านเป็นผู้ออกแบบและปั้นภาพนูนต่ำประดับฐานอนุสาวรีย์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
  • พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่: หนึ่งในประติมากรรมรูปม้าที่สง่างามที่สุดในประเทศไทย
  • อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ณ จังหวัดนครราชสีมา: อนุสาวรีย์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราชและคนไทยทั้งประเทศ
  • พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ เชิงสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์: ประติมากรรมที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถของปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความงดงามทางศิลปะ แต่ยังทำหน้าที่บันทึกและบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้สืบไป

ปรัชญาและคำสอนที่เป็นอมตะ

ปรัชญาและคำสอนที่เป็นอมตะ

สิ่งที่ทำให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคน ไม่ใช่เพียงผลงานหรือสถาบันที่ท่านสร้างขึ้น แต่คือปรัชญาและจิตวิญญาณความเป็นครูที่ท่านได้มอบไว้ให้แก่ลูกศิษย์และสังคมไทย

“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”: วาทะอันทรงพลัง

หนึ่งในวาทะที่ทรงพลังและเป็นที่จดจำมากที่สุดของศาสตราจารย์ศิลป์ คือ “Ars longa, vita brevis” หรือในภาษาไทยที่ท่านมักจะพูดกับลูกศิษย์ว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงปรัชญาการทำงานและการใช้ชีวิตของท่านอย่างแท้จริง ท่านเชื่อว่าชีวิตของมนุษย์นั้นสั้นและมีวันสิ้นสุด แต่ผลงานศิลปะที่ดีจะยังคงอยู่เพื่อสร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนต่อไปอีกนานเท่านาน วาทะนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ศิลปินอุทิศตนสร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มความสามารถในช่วงเวลาที่ตนยังมีชีวิตอยู่ เพื่อทิ้งมรดกอันล้ำค่าไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง

“พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว”

อีกหนึ่งคำสอนที่ท่านมักจะย้ำเตือนลูกศิษย์เสมอ คือ “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ลูกศิษย์ขยันหมั่นเพียร ไม่ผัดวันประกันพรุ่งในการทำงานศิลปะ เพราะการสร้างสรรค์ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง การรอคอยอาจทำให้แรงบันดาลใจและโอกาสที่ดีหลุดลอยไป

บทบาทความเป็น “ครู” และ “พ่อ” ของเหล่าศิษย์

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ แต่ท่านยังเป็น “พ่อ” ของลูกศิษย์ทุกคน ท่านให้ความรัก ความเมตตา และดูแลเอาใจใส่ลูกศิษย์เหมือนคนในครอบครัว บ่อยครั้งที่ท่านจะควักเงินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือลูกศิษย์ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือแม้กระทั่งแบ่งปันอาหารให้ลูกศิษย์ได้อิ่มท้อง ความทุ่มเทและความผูกพันที่ท่านมีต่อลูกศิษย์ ทำให้ท่านเป็นที่เคารพรักอย่างสูงสุด ศิลปินแห่งชาติหลายท่าน เช่น อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์, อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ, และอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ล้วนเป็นลูกศิษย์ที่ได้รับการหล่อหลอมจากท่านทั้งสิ้น ความเป็นครูในอุดมคติของท่านได้กลายเป็นแบบอย่างที่คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากรสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

“วันศิลป์ พีระศรี” กับการสืบสานมรดกทางศิลปะในปัจจุบัน

"วันศิลป์ พีระศรี" กับการสืบสานมรดกทางศิลปะในปัจจุบัน

การกำหนดให้วันที่ 15 กันยายนของทุกปีเป็น “วันศิลป์ พีระศรี” จึงมีความหมายมากกว่าการรำลึกถึงวันเกิดของบุคคลท่านหนึ่ง แต่เป็นการสืบสานเจตนารมณ์และมรดกทางปัญญาที่ท่านได้มอบไว้ให้แก่ประเทศไทย ในทุกๆ ปี มหาวิทยาลัยศิลปากรจะจัดกิจกรรมเพื่อเชิดชูเกียรติท่านอย่างสมเกียรติ ซึ่งประกอบด้วยพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ การจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะของคณาจารย์และนักศึกษา รวมถึงการจัดเสวนาทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัย กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญู แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ในการสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ศิลปินรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจศิลปะต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด วันศิลป์ พีระศรี จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า แม้ชีวิตของท่านจะสั้น แต่ศิลปะและคุณงามความดีที่ท่านสร้างไว้นั้นยืนยาวและจะคงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป

บทสรุป: มรดกที่ไม่เลือนหายของศิลป์ พีระศรี

บทสรุป: มรดกที่ไม่เลือนหายของศิลป์ พีระศรี

15 ก.ย. วันศิลป์ พีระศรี: รำลึกบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ไทย คือวันแห่งการจดจำและเชิดชูเกียรติประติมากรชาวอิตาลีผู้มีหัวใจไทยนาม คอร์ราโด เฟโรชี หรือ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ซึ่งอุทิศชีวิตเกือบสี่ทศวรรษเพื่อวางรากฐานและยกระดับวงการศิลปะและการศึกษาศิลปะของประเทศไทย จากการก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันศิลปะชั้นนำของประเทศ ไปจนถึงการสร้างสรรค์อนุสาวรีย์สำคัญมากมาย และที่สำคัญที่สุดคือการบ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความสามารถทัดเทียมนานาชาติ โดยยังคงรักษาซึ่งรากเหง้าความเป็นไทย

มรดกที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ทิ้งไว้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวัตถุหรือสถาบัน แต่เป็นมรดกทางความคิด ปรัชญา และจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของศิลปินและนักศึกษาศิลปะไทยทุกยุคทุกสมัย การรำลึกถึงท่านในวันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่สังคมไทยจะได้หันกลับมาทบทวนถึงคุณค่าของศิลปะที่มีต่อการพัฒนาชาติ และร่วมกันสืบสานเจตนารมณ์ของ “อาจารย์ฝรั่ง” ผู้นี้ เพื่อให้ศิลปะยังคงยืนยาวและสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมไทยสืบไป