Home » จบแล้วตกงาน? ‘Skills Passport’ ทักษะดิจิทัลแซงใบปริญญา

จบแล้วตกงาน? ‘Skills Passport’ ทักษะดิจิทัลแซงใบปริญญา

สารบัญ

ในยุคที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามที่ว่า จบแล้วตกงาน? ‘Skills Passport’ ทักษะดิจิทัลแซงใบปริญญา ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าขบคิดสำหรับบัณฑิตจบใหม่และคนทำงานในปัจจุบัน แนวคิดเรื่อง “พาสปอร์ตทักษะ” ซึ่งเป็นการรวบรวมทักษะดิจิทัลที่จับต้องได้และเป็นที่ยอมรับในภาคอุตสาหกรรม กำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดในการได้งานมากกว่าวุฒิการศึกษาแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว บทความนี้จะสำรวจแนวคิดดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพว่าเหตุใดทักษะที่วัดผลได้จริงจึงกลายเป็นสกุลเงินใหม่ในโลกแห่งการทำงาน

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • ‘Skills Passport’ ไม่ใช่เอกสารราชการ แต่เป็นคำเปรียบเปรยถึงแฟ้มสะสมผลงานและใบรับรองทักษะดิจิทัลที่จับต้องได้ เช่น Micro-Credentials, ใบรับรองจากคอร์สออนไลน์ หรือผลงานโปรเจกต์ต่างๆ
  • ทักษะดิจิทัลกำลังเป็นที่ต้องการสูง เนื่องจากระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมอาจผลิตบัณฑิตที่มีความรู้เชิงทฤษฎี แต่ขาดทักษะปฏิบัติที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในยุคดิจิทัล
  • หน่วยงานภาครัฐของไทยให้การสนับสนุน โดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ยอมรับมาตรฐานทักษะดิจิทัลสากลอย่าง ICDL และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) มีโครงการ Upskill Reskill เพื่อคนไทย
  • การสร้าง Skills Passport ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถเริ่มต้นได้จากการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานและต่อยอดสู่ทักษะเฉพาะทาง ผ่านโครงการที่ไม่มีค่าใช้จ่ายหรือได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน
  • ปริญญายังคงมีความสำคัญ แต่การมี Skills Passport ที่แข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้สมัครมีความพร้อมในการทำงานทันที

ปรากฏการณ์ จบแล้วตกงาน? ‘Skills Passport’ ทักษะดิจิทัลแซงใบปริญญา สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญในตลาดแรงงานไทยและทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับทักษะที่สามารถพิสูจน์และนำไปใช้ได้จริงมากกว่าคุณวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากต้องเผชิญกับความท้าทายในการหางาน แม้จะมีใบปริญญาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงก็ตาม เนื่องจากสิ่งที่นายจ้างในปัจจุบันมองหาคือ “ความสามารถในการทำงาน” ไม่ใช่แค่ “วุฒิการศึกษา” แนวคิดของ Skills Passport หรือพาสปอร์ตทักษะจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการนำเสนอความสามารถเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัลที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในแทบทุกสายอาชีพ

ความสำคัญของ Skills Passport ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย ซึ่งกำลังผลักดันนโยบายการจ้างงานที่อิงตามทักษะ (Skills-Based Hiring) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด และลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถาบันการศึกษาสอนกับสิ่งที่โลกการทำงานต้องการอย่างแท้จริง การทำความเข้าใจและเริ่มต้นสร้าง Skills Passport ของตนเองจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพยุคใหม่

‘Skills Passport’ คืออะไร: พลิกโฉมการสมัครงานยุคดิจิทัล

คำว่า ‘Skills Passport’ ไม่ได้หมายถึงเอกสารหรือหนังสือเดินทางที่ออกโดยหน่วยงานราชการ แต่เป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้ในแวดวงนโยบายและการทำงาน เพื่ออธิบายถึง “แฟ้มสะสมทักษะดิจิทัลและทักษะทางเทคนิคที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้” ซึ่งผู้หางานสามารถนำเสนอแก่นายจ้างเพื่อแสดงถึงความสามารถที่แท้จริงของตนเอง เปรียบเสมือนพาสปอร์ตที่ประทับตราวีซ่าทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเดินทางในโลกอาชีพ

โดยทั่วไปแล้ว องค์ประกอบของ Skills Passport มักจะประกอบด้วย:

  • ใบรับรองทักษะดิจิทัลที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล: เช่น ICDL, Microsoft Office Specialist (MOS), Google Career Certificates, AWS Certified Cloud Practitioner เป็นต้น
  • วุฒิบัตรจากการอบรมหลักสูตรระยะสั้น: โดยเฉพาะหลักสูตร Upskill หรือ Reskill ที่จัดโดยหน่วยงานภาครัฐหรือสถาบันเอกชนที่น่าเชื่อถือ
  • เหรียญตราดิจิทัล (Badges) หรือ Micro-Credentials: ใบรับรองหน่วยการเรียนรู้ขนาดเล็กที่เน้นทักษะเฉพาะทาง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การวิเคราะห์ข้อมูล, การเขียนโค้ด, หรือการตลาดดิจิทัล
  • แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) หรือตัวอย่างงานจริง: หลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงการนำทักษะไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน

Skills Passport จะมีความสำคัญและมีน้ำหนักมากกว่าใบปริญญาโดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้:

  • เมื่อวุฒิปริญญาไม่ได้อยู่ในสายงานด้านเทคนิคโดยตรง
  • เมื่อบัณฑิตจบใหม่ยังขาดทักษะเชิงปฏิบัติที่พร้อมสำหรับการทำงานจริง
  • เมื่อนายจ้างให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้สมัคร “ทำได้” มากกว่า “เรียนจบจากที่ไหน”

ทำไมทักษะดิจิทัลจึงสำคัญกว่าปริญญาในยุคปัจจุบัน

แนวโน้มที่ทักษะดิจิทัลมีความสำคัญแซงหน้าใบปริญญาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่มีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ในตลาดแรงงานไทย

ช่องว่างระหว่างการศึกษากับตลาดแรงงาน

ปัญหาหลักประการหนึ่งคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักสูตรการศึกษาและทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ บัณฑิตไทยจำนวนมากมีความรู้ทางทฤษฎีที่แข็งแกร่ง แต่กลับขาดความสามารถด้านดิจิทัลขั้นพื้นฐาน (Digital Literacy) ที่จำเป็นต่อการทำงานในปัจจุบัน เช่น การใช้โปรแกรมสเปรดชีตเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล, การสร้างงานนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ, หรือการใช้เครื่องมือสื่อสารและทำงานร่วมกันทางออนไลน์ (Online Collaboration Tools) นายจ้างจำนวนมากระบุว่า ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับทุกตำแหน่งงาน ไม่ใช่แค่เฉพาะในสายไอทีเท่านั้น

การเติบโตของ E-Workforce และ Gig Economy

รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปสู่การทำงานทางไกล (Remote Work), การทำงานอิสระ (Freelancing) และการจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ เช่น Upwork, Fiverr หรือแพลตฟอร์มในประเทศ ได้เปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกคนเข้าทำงานอย่างสิ้นเชิง ในโลกของ Gig Economy สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะที่พิสูจน์ได้และแฟ้มผลงานที่น่าสนใจ มากกว่าใบปริญญาจากสถาบันการศึกษา คนทำงานที่มีใบรับรองด้านการตลาดดิจิทัล, การออกแบบกราฟิก, การเขียนโค้ด หรือการใช้เครื่องมือ AI อาจมีรายได้สูงกว่าผู้ถือปริญญาในสายงานแบบดั้งเดิมบางสาขาเสียอีก

นโยบายภาครัฐและเอกชนที่มุ่งเน้นการจ้างงานตามทักษะ

หน่วยงานภาครัฐของไทยกำลังส่งเสริมคุณวุฒิที่อิงตามทักษะอย่างจริงจัง เพื่อทดแทนการพิจารณาจากวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ:

  • สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI: ได้ให้การยอมรับวุฒิบัตร ICDL เป็นมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและดิจิทัลคอนเทนต์ สำหรับการประเมินสมรรถนะด้านทักษะดิจิทัลในสถานที่ทำงาน
  • กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.): อนุญาตให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทุกแห่งสามารถเปิดสอนและมอบใบรับรอง ICDL ได้ เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลของนักเรียนนักศึกษา
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA): ดำเนินโครงการ Digital Skill Roadmap เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นต่อการทำงานให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ

เจาะลึกองค์ประกอบสำคัญของ Skills Passport ในประเทศไทย

ในบริบทของประเทศไทย มีโครงการและใบรับรองหลายอย่างที่สามารถนำมาประกอบกันเป็น Skills Passport ที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับ

ICDL Thailand: มาตรฐานทักษะดิจิทัลระดับชาติ

ICDL (International Computer Driving Licence) หรือวุฒิบัตรรับรองความสามารถด้านคอมพิวเตอร์สากล ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในฐานะมาตรฐานทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับกำลังคนของประเทศ วุฒิบัตรนี้ได้รับการรับรองจากหน่วยงานสำคัญทั้งกระทรวงศึกษาธิการและ TPQI และถูกนำไปใช้ในวงกว้าง ทั้งในสถานศึกษาภาครัฐและเอกชน, เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานคุณวุฒิข้าราชการบางตำแหน่ง และในโครงการสนับสนุนการพัฒนาทักษะ E-Workforce ของรัฐบาล

กรณีศึกษาที่น่าสนใจล่าสุดในปี 2568 คือการที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้กำหนดให้ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ต้องมีผลการทดสอบสมรรถนะทางด้านดิจิทัลตามมาตรฐาน ICDL อย่างน้อย 2 โมดูล และผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าใบรับรองทักษะดิจิทัลกำลังแซงหน้าปริญญา เพราะครูที่จบปริญญาโทแต่ไม่มีใบรับรอง ICDL อาจไม่ผ่านคุณสมบัติ ในขณะที่ผู้สมัครที่มี ICDL และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องสามารถผ่านการคัดเลือกได้

Digital Skill Roadmap โดย DEPA: แผนที่สู่ทักษะดิจิทัลสำหรับทุกคน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ได้จัดทำโครงการ Digital Skill Roadmap ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยมีทักษะดิจิทัลที่จำเป็น โครงการนี้แบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง:

  • Digital Skill for All: สำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลขั้นพื้นฐาน
  • Digital-driven Career: สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะเฉพาะทางเพื่อการประกอบอาชีพ
  • Digital Professional: สำหรับผู้ที่ต้องการทักษะขั้นสูงที่เน้นเฉพาะทางในภาคอุตสาหกรรม

จุดเด่นของโครงการนี้คือเป็นหลักสูตรที่ไม่มีค่าใช้จ่ายหรือได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย โดยจะเปิดรับสมัครเป็นรอบๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นโอกาสอันดีสำหรับบัณฑิตว่างงานและคนทำงานที่ต้องการ Upskill เพื่อเพิ่มทักษะที่นายจ้างให้คุณค่ามากกว่าวุฒิการศึกษาทั่วไป

ICT Knowledge Worker Certificate: ใบเบิกทางสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้าน ICT

สำหรับผู้ที่ทำงานในสายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ใบรับรอง ICT Knowledge Worker Certificate จากสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ DEPA ถือเป็นคุณวุฒิที่เป็นทางการที่ใช้สนับสนุนการยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน การพิจารณาจะอิงจากทักษะ ประสบการณ์ และลักษณะงานเป็นหลัก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงวุฒิการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่แรงงานต่างชาติที่มีทักษะ ICT สูง ก็ได้รับการยอมรับโดยอิงจากความสามารถเชิงปฏิบัติเป็นสำคัญ

โมเดล Skills Passport ระดับสากลที่น่าจับตาในไทย

นอกเหนือจากโครงการในประเทศแล้ว ประเทศไทยยังเปิดรับหลักสูตรและใบรับรองทักษะดิจิทัลระดับโลกอีกมากมาย ซึ่งสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Skills Passport ที่ทรงพลังได้

EY Microsoft AI Skills Passport: ก้าวสู่โลก AI อย่างมั่นใจ

นี่คือโครงการพัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออนไลน์ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง EY และ Microsoft โดยมีเป้าหมายคือนักเรียนและเยาวชนอายุ 16 ปีขึ้นไป หลักสูตรนี้ใช้เวลาเรียนรู้ด้วยตนเองประมาณ 6-10 ชั่วโมง เมื่อเรียนจบจะได้รับใบรับรองร่วมจากทั้ง EY และ Microsoft โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะ AI ที่เป็นที่ต้องการในอนาคต และมอบใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับซึ่งสามารถนำไปใส่ในเรซูเม่หรือแฟ้มผลงาน เพื่อแสดงให้นายจ้างเห็นว่าผู้สมัครมีทักษะที่ทันสมัยและใช้งานได้จริง แม้จะไม่ได้จบการศึกษาจากคณะด้านเทคโนโลยีโดยตรงก็ตาม

ใบรับรองทักษะดิจิทัลอื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด

ในตลาดงานของไทยปัจจุบัน นายจ้างให้ความสำคัญกับใบรับรองจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น:

  • Google Career Certificates: ในสาขาต่างๆ เช่น IT Support, Data Analytics, UX Design
  • Microsoft Office Specialist (MOS): พิสูจน์ความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรม Microsoft Office
  • ใบรับรองด้านคลาวด์: เช่น AWS, Google Cloud, หรือ Microsoft Azure Fundamentals
  • ใบรับรองด้านการตลาดดิจิทัล: เช่น Google Ads, Meta Blueprint, HubSpot

ใบรับรองเหล่านี้มักจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของนายจ้างมากกว่าวุฒิการศึกษาทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นหรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ

คู่มือสร้าง Skills Passport สำหรับบัณฑิตจบใหม่และผู้ที่กำลังหางาน

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ “จบแล้วตกงาน” การสร้าง Skills Passport ที่แข็งแกร่งสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ในการเริ่มต้น

ขั้นตอนที่ 1: สร้างรากฐานความรู้ดิจิทัล (Digital Literacy)

เริ่มต้นจากการสร้างทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกสายงาน ควรได้รับใบรับรองที่เป็นมาตรฐาน เช่น ICDL Workforce Essentials หรือเทียบเท่า เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel, PowerPoint, การใช้อีเมล, เครื่องมือทำงานร่วมกันออนไลน์ (Teams, Google Workspace) รวมถึงความเข้าใจพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

ขั้นตอนที่ 2: เพิ่มทักษะเฉพาะทางตามสายอาชีพ

เลือกเรียนรู้ทักษะที่สอดคล้องกับเป้าหมายในอาชีพของคุณ ตัวอย่างเช่น:

  • สายงานธุรการ/บุคคล: เรียนรู้ Excel ขั้นสูง, ซอฟต์แวร์บริหารงานบุคคล (HR software), เครื่องมือสื่อสารดิจิทัล
  • สายงานการตลาด/การขาย: มุ่งเน้นทักษะการตลาดดิจิทัล, การจัดการโซเชียลมีเดีย, เครื่องมือบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM)
  • สายงานไอที/เทคโนโลยี: เรียนรู้ภาษาโปรแกรมมิ่ง (Python, JavaScript), พื้นฐานระบบคลาวด์, เครื่องมือ AI
  • สายงานการศึกษา: ควรมีใบรับรอง ICDL, ความสามารถในการใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการการเรียนรู้ (LMS), และเครื่องมือ AI เพื่อการศึกษา

ขั้นตอนที่ 3: สะสมใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับ

ใช้ประโยชน์จากโครงการที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือมีต้นทุนต่ำที่มีอยู่มากมาย เช่น หลักสูตรต่างๆ ในโครงการ Digital Skill Roadmap ของ DEPA, โครงการ EY Microsoft AI Skills Passport หรือหลักสูตรฟรีจาก Google, Microsoft และ Meta การมีใบรับรองจากสถาบันเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับโปรไฟล์ของคุณได้อย่างมาก

ขั้นตอนที่ 4: นำเสนอ Skills Passport ของคุณอย่างมืออาชีพ

สร้างแฟ้มผลงานดิจิทัล อาจจะอยู่ในรูปแบบของ Google Drive, Notion หรือเว็บไซต์ส่วนตัวที่เรียบง่าย จากนั้นระบุรายการใบรับรอง, โครงงานที่เคยทำ และทักษะเชิงปฏิบัติทั้งหมดลงในโปรไฟล์ LinkedIn และเรซูเม่ของคุณอย่างชัดเจน อาจใช้ถ้อยคำ เช่น:

  • ICDL Certified – มาตรฐานทักษะดิจิทัลระดับชาติ
  • ผ่านการรับรอง AI Skills Passport – EY & Microsoft
  • สำเร็จหลักสูตร Digital Skill for All จาก DEPA

อนาคตและแนวโน้มนโยบาย: ประเทศไทยมุ่งสู่เศรษฐกิจฐานทักษะ

ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทักษะอย่างชัดเจน นโยบายของหน่วยงานภาครัฐ เช่น TPQI และกระทรวงศึกษาธิการ ที่พยายามเชื่อมโยงคุณวุฒิระดับชาติเข้ากับใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับในภาคอุตสาหกรรมอย่าง ICDL เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงนี้ ขณะที่โครงการ Digital Skill Roadmap ของ DEPA ก็มีเป้าหมายเพื่อสร้างกำลังคนที่มีความสามารถทางดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในอนาคตอันใกล้ เราคาดว่าจะได้เห็นแนวโน้มดังต่อไปนี้:

  • ประกาศรับสมัครงานจะระบุทักษะดิจิทัลหรือใบรับรองที่ต้องการอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แทนที่จะระบุเพียงวุฒิการศึกษา
  • มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยจะผนวกรวมหลักสูตรใบรับรองมาตรฐาน เช่น ICDL เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนปกติ
  • แนวคิด Skills Passport จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการพัฒนาอาชีพและการสมัครงานในประเทศไทย

สรุป: ปริญญาหรือ Skills Passport สิ่งไหนสำคัญกว่ากัน

ข้อความที่ว่า จบแล้วตกงาน? ‘Skills Passport’ ทักษะดิจิทัลแซงใบปริญญา ไม่ได้หมายความว่าใบปริญญาไม่มีคุณค่าอีกต่อไป แต่กำลังสื่อสารว่าในตลาดแรงงานปัจจุบัน ใบปริญญาที่ปราศจากทักษะดิจิทัลเชิงปฏิบัติมักจะไม่เพียงพออีกแล้ว

ในตลาดงานปัจจุบัน ปริญญาที่ไม่มีทักษะดิจิทัลที่ใช้งานได้จริงมักไม่เพียงพออีกต่อไป การมี ‘Skills Passport’ ที่แข็งแกร่ง พร้อมด้วยใบรับรองทักษะดิจิทัลที่เป็นที่ยอมรับ สามารถเป็นปัจจัยชี้ขาดระหว่างการได้รับการจ้างงานหรือการว่างงาน

สำหรับบัณฑิตและผู้หางานชาวไทย เส้นทางข้างหน้าจึงชัดเจน นั่นคือการเก็บรักษาคุณค่าของใบปริญญาไว้ แต่ต้องเสริมความแข็งแกร่งด้วยการสร้าง Skills Passport ที่ประกอบไปด้วย:

  • ใบรับรองความสามารถด้านดิจิทัลพื้นฐาน เช่น ICDL
  • ทักษะดิจิทัลเฉพาะทางตามสายงาน (Excel, AI, การตลาด, การเขียนโค้ด)
  • ใบรับรองจากโครงการที่เข้าถึงง่าย เช่น โครงการของ DEPA, EY, Microsoft, หรือ Google

ด้วยการทำเช่นนี้ พวกเขาสามารถโดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง และพิสูจน์ได้ว่าทักษะของพวกเขามีค่ามากกว่ากระดาษแผ่นเดียว และพร้อมที่จะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้ทันที