น้ำท่วมกรุงเทพฯ! นาฬิกาอัจฉริยะเตือนภัยได้จริงหรือ?
ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองหลวง การเปิดตัวระบบเตือนภัยรูปแบบใหม่ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์สวมใส่ได้ (Wearable Devices) ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ! นาฬิกาอัจฉริยะเตือนภัยได้จริงหรือ? บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงศักยภาพที่แท้จริง ข้อจำกัด และกลไกการทำงานของเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงบทบาทของอุปกรณ์ใกล้ตัวในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง
- ระบบเตือนภัยน้ำท่วมหลักของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์และแจ้งเตือนผ่านช่องทางหลัก เช่น แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน, SMS, และป้ายจราจรอัจฉริยะ
- นาฬิกาอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทวอทช์ ยังไม่มีฟังก์ชันตรวจจับสถานการณ์น้ำท่วมได้โดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์รองรับการแจ้งเตือน (Notification) ที่ส่งมาจากสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกันอยู่
- การรับข้อมูลเตือนภัยที่แม่นยำและน่าเชื่อถือที่สุดควรมาจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมชลประทาน, และกรุงเทพมหานคร
- ประชาชนควรติดตั้งแอปพลิเคชันสำหรับติดตามสถานการณ์น้ำที่แนะนำโดยหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
คำถามที่ว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ! นาฬิกาอัจฉริยะเตือนภัยได้จริงหรือ? กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างสูง โดยเฉพาะเมื่อกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในหลายพื้นที่ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันและแจ้งเตือนภัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ล่าสุด การประกาศนำระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมมาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สวมใส่ได้ หรือ Wearable Devices อย่างสมาร์ทวอทช์ ได้จุดประกายความหวังว่าอุปกรณ์ใกล้ตัวเหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยชีวิตและทรัพย์สินของคนเมือง อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจถึงหลักการทำงาน ความสามารถ และข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและไม่เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้างต่อชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ การมีระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยง ประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในเขตเสี่ยง ควรให้ความสำคัญกับการติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทวอทช์ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ก็จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขีดความสามารถที่แท้จริงของมัน เพื่อให้การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลสูงสุด
กลไกการทำงานของระบบเตือนภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครได้พัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่มีความซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และพยากรณ์สถานการณ์ เพื่อให้การแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ระบบเหล่านี้ไม่ได้พึ่งพาอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่ง แต่เป็นการบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพรวมของสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันที่สุด
ระบบ AI และช่องทางการแจ้งเตือนหลัก
หัวใจสำคัญของระบบเตือนภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ คือการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ที่รวบรวมมาจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากสถานีวัดน้ำฝนทั่วกรุงเทพฯ, ข้อมูลระดับน้ำในคลองและแม่น้ำจากเซนเซอร์ตรวจวัด, ภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) บริเวณจุดเสี่ยง, รวมถึงข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและแบบจำลองสภาพอากาศจากดาวเทียม AI จะนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มและประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ต่างๆ แบบเรียลไทม์
เมื่อระบบ AI ตรวจพบความเสี่ยงหรือคาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ใด การแจ้งเตือนจะถูกส่งออกไปผ่านช่องทางดิจิทัลหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้างและรวดเร็วที่สุด ช่องทางหลักประกอบด้วย:
- แอปพลิเคชัน Bangkok Flood Watch: เป็นแอปพลิเคชันหลักที่ กทม. พัฒนาขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำได้อย่างใกล้ชิด โดยจะแสดงระดับน้ำในพื้นที่ต่างๆ และส่งการแจ้งเตือนเมื่อมีแนวโน้มเกิดน้ำท่วม
- ข้อความสั้น (SMS): ระบบจะส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย
- LINE Official Account ของ กทม.: เป็นอีกหนึ่งช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว โดยจะมีการส่งข้อมูลข่าวสารและคำเตือนต่างๆ ผ่านบัญชีทางการของกรุงเทพมหานคร
- ป้ายจราจรอัจฉริยะ (Smart Traffic Signs): บนถนนสายหลักหลายแห่ง มีการติดตั้งป้ายอัจฉริยะที่สามารถแสดงข้อความเตือนภัยน้ำท่วม แจ้งระดับน้ำบนผิวจราจร หรือแนะนำเส้นทางเลี่ยงได้
ระดับความรุนแรงของการแจ้งเตือน
เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม ระบบแจ้งเตือนของ กทม. ได้แบ่งระดับความรุนแรงของสถานการณ์ออกเป็นหลายระดับ ซึ่งโดยทั่วไปจะอ้างอิงตามสีเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เช่น
- ระดับเฝ้าระวัง (สีเขียว/สีเหลือง): เป็นการแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อมีพยากรณ์ว่าอาจมีฝนตกหนัก หรือระดับน้ำในคลองเริ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่ถึงจุดวิกฤต เป็นช่วงเวลาให้ประชาชนเริ่มติดตามข่าวสารและเตรียมความพร้อมเบื้องต้น
- ระดับเตือนภัย (สีส้ม): สถานการณ์มีความเสี่ยงสูงขึ้น ระดับน้ำใกล้ถึงจุดวิกฤต หรือมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่แล้ว ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและเตรียมพร้อมอพยพหากจำเป็น
- ระดับฉุกเฉิน (สีแดง): เกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงแล้ว ระดับน้ำสูงและอาจเป็นอันตราย ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด และอาจต้องอพยพออกจากพื้นที่ทันที
การแบ่งระดับความรุนแรงนี้ช่วยให้การสื่อสารมีความชัดเจนและทำให้ประชาชนสามารถตัดสินใจรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น
บทบาทของสมาร์ทวอทช์ในการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม
แม้ว่าสมาร์ทวอทช์จะเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมีฟังก์ชันหลากหลาย แต่ในบริบทของการเตือนภัยน้ำท่วม บทบาทของมันยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดการพึ่งพาเทคโนโลยีเกินกว่าความสามารถที่แท้จริงของมัน
การทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน: ข้อเท็จจริงและข้อจำกัด
ความสามารถหลักของสมาร์ทวอทช์ในการรับการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมนั้น ไม่ได้มาจากการที่ตัวนาฬิกาสามารถตรวจจับหรือวิเคราะห์สถานการณ์ได้เอง แต่มาจากการทำงานเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน กล่าวคือ สมาร์ทวอทช์ทำหน้าที่เป็น “หน้าจอที่สอง” (Second Screen) หรืออุปกรณ์สะท้อนการแจ้งเตือน (Notification Mirroring) จากโทรศัพท์มือถือที่จับคู่กันไว้
กระบวนการทำงานเป็นดังนี้:
- รับข้อมูลที่สมาร์ทโฟน: สมาร์ทโฟนของผู้ใช้ที่ติดตั้งแอปพลิเคชันเตือนภัยน้ำท่วม (เช่น Bangkok Flood Watch) หรือรับการแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือ LINE จะเป็นอุปกรณ์หลักที่รับข้อมูลจากศูนย์บัญชาการของ กทม.
- ส่งต่อการแจ้งเตือน: เมื่อสมาร์ทโฟนได้รับการแจ้งเตือน ระบบปฏิบัติการ (ทั้ง iOS และ Android) จะส่งต่อการแจ้งเตือนนั้นไปยังสมาร์ทวอทช์ที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ
- แสดงผลบนสมาร์ทวอทช์: สมาร์ทวอทช์จะแสดงข้อความเตือนภัยบนหน้าปัด พร้อมกับการสั่นหรือเสียงเตือน ทำให้ผู้ใช้รับทราบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ได้หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดู
ข้อดีของกลไกนี้คือความสะดวกและรวดเร็วในการรับรู้ข้อมูล โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจไม่สะดวกในการใช้โทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่สำคัญคือ หากสมาร์ทโฟนแบตเตอรี่หมด, ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, หรืออยู่นอกระยะบลูทูธ สมาร์ทวอทช์ก็จะไม่สามารถรับการแจ้งเตือนใดๆ ได้เลย
นาฬิกาอัจฉริยะในปัจจุบันยังไม่สามารถเตือนภัยน้ำท่วมได้ด้วยตัวเองโดยตรง แต่สามารถรับแจ้งเตือนผ่านการเชื่อมต่อแอปที่ติดตั้งในโทรศัพท์มือถือได้เท่านั้น ขณะที่ระบบหลักที่เชื่อถือได้ในการเตือนภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ คือแอปและช่องทางแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
สมาร์ทวอทช์สามารถตรวจจับน้ำท่วมโดยตรงได้หรือไม่?
คำตอบที่ชัดเจนในปัจจุบันคือ “ยังไม่ได้” สมาร์ทวอทช์ที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีเซนเซอร์สำหรับตรวจจับระดับน้ำภายนอกหรือวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเพื่อเตือนภัยน้ำท่วมโดยตรง เซนเซอร์ที่มีอยู่ในสมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจวัดข้อมูลสุขภาพและกิจกรรมของผู้สวมใส่ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ, ระดับออกซิเจนในเลือด, การนับก้าว, หรือ GPS สำหรับติดตามตำแหน่ง แต่ไม่มีเซนเซอร์วัดความดันน้ำหรือระดับความชื้นในระดับที่จะสามารถประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมได้
ดังนั้น ความคาดหวังว่าสมาร์ทวอทช์จะสามารถทำงานเป็นอุปกรณ์เตือนภัยน้ำท่วมแบบ độc lập (Standalone) ได้นั้น จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน บทบาทของมันจึงจำกัดอยู่เพียงการเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับข้อมูลเท่านั้น
| คุณสมบัติ | ระบบแจ้งเตือนหลัก (กทม.) | นาฬิกาอัจฉริยะ (Smartwatch) |
|---|---|---|
| แหล่งข้อมูล | ข้อมูลจากเซนเซอร์วัดระดับน้ำ, เรดาร์ตรวจอากาศ, และการวิเคราะห์โดย AI | รับข้อมูลที่ส่งต่อมาจากการแจ้งเตือนบนสมาร์ทโฟนเท่านั้น |
| กลไกการแจ้งเตือน | ส่งการแจ้งเตือนโดยตรงไปยังสมาร์ทโฟนผ่านแอป, SMS, LINE | แสดงผล (Mirroring) การแจ้งเตือนที่ได้รับจากสมาร์ทโฟน |
| การทำงานอิสระ | ระบบทำงานเป็นศูนย์กลาง สามารถส่งข้อมูลได้แม้ผู้รับจะไม่มีสมาร์ทวอทช์ | ไม่สามารถทำงานได้โดยอิสระ ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนตลอดเวลา |
| ความแม่นยำ | มีความแม่นยำสูง เนื่องจากใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลักโดยตรง | ความแม่นยำขึ้นอยู่กับข้อมูลที่สมาร์ทโฟนได้รับ ไม่มีการวิเคราะห์เอง |
แหล่งข้อมูลเตือนภัยที่น่าเชื่อถือ
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย การแยกแยะระหว่างข่าวจริงและข่าวปลอม (Fake News) กลายเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างการเตือนภัยพิบัติ การพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ความสำคัญของข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ
ข้อมูลการเตือนภัยน้ำท่วมที่แม่นยำและผ่านการตรวจสอบแล้ว จะต้องมาจากหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้มีเครื่องมือ, บุคลากร, และกระบวนการในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ แหล่งข้อมูลหลักที่ประชาชนควรติดตาม ได้แก่:
- กรมอุตุนิยมวิทยา: เป็นหน่วยงานหลักในการพยากรณ์อากาศ การประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก คลื่นลมแรง หรือพายุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาน้ำท่วม
- กรมชลประทาน และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน): รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศ รวมถึงการติดตามระดับน้ำในเขื่อนและแม่น้ำสายหลัก การแจ้งเตือนเรื่องการระบายน้ำจึงมีความสำคัญต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน
- กรุงเทพมหานคร (BMA): โดยสำนักการระบายน้ำ จะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งการติดตามระดับน้ำในคลอง, การทำงานของอุโมงค์ระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ รวมถึงการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
การติดตามประกาศจากหน่วยงานเหล่านี้โดยตรงผ่านเว็บไซต์ทางการ, แอปพลิเคชัน, หรือช่องทางโซเชียลมีเดียที่ได้รับการยืนยัน (Verified Account) จะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์
การรับมือกับข่าวปลอมและข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ
ข่าวปลอมเกี่ยวกับการเตือนภัยน้ำท่วมมักสร้างความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นคือการแชร์ข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมใหญ่โดยอ้างว่ามาจาก NASA ซึ่งในภายหลังได้รับการยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและไม่ได้มาจาก NASA โดยตรง ข่าวลือในลักษณะนี้มักถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วในแอปพลิเคชันสนทนาและโซเชียลมีเดีย
ดังนั้น ก่อนจะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวก่อนเสมอ หากเป็นข้อมูลที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานภาครัฐที่กล่าวถึงข้างต้น ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนและพยายามตรวจสอบกับแหล่งข่าวที่เป็นทางการ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันความตื่นตระหนกของตนเอง แต่ยังเป็นการช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของข่าวปลอมในสังคมอีกด้วย
แอปพลิเคชันแนะนำสำหรับติดตามสถานการณ์น้ำ
นอกเหนือจากแอปพลิเคชันหลักของ กทม. แล้ว ยังมีแอปพลิเคชันอื่น ๆ จากหน่วยงานภาครัฐที่ประชาชนสามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งบนสมาร์ทโฟนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยให้การเตรียมความพร้อมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แอปพลิเคชันเหล่านี้เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีการอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
- ThaiWater: พัฒนาโดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เป็นแอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำของทั้งประเทศไว้อย่างครบวงจร ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลสภาพอากาศ, ปริมาณฝน, ระดับน้ำในเขื่อนและแม่น้ำสำคัญ, รวมถึงคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้าได้
- DPM Reporter: เป็นแอปพลิเคชันของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ใช้สำหรับแจ้งข่าวสารและเตือนภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงน้ำท่วม วาตภัย และดินโคลนถล่ม เป็นช่องทางสื่อสารโดยตรงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจัดการภัยพิบัติ
- WMSC (Water Management System Center): แอปพลิเคชันจากกรมชลประทานที่เน้นให้ข้อมูลด้านสถานการณ์น้ำในเขตชลประทานเป็นหลัก เหมาะสำหรับเกษตรกรและประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือแม่น้ำสายหลัก เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำต่างๆ
การติดตั้งแอปพลิเคชันเหล่านี้ไว้ในสมาร์ทโฟน จะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายและมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปเหล่านี้ การแจ้งเตือนก็จะปรากฏบนหน้าจอสมาร์ทวอทช์ที่เชื่อมต่ออยู่ด้วยเช่นกัน
สรุป: สมาร์ทวอทช์กับการเตือนภัยน้ำท่วมในปัจจุบัน
โดยสรุปแล้ว ข้อสงสัยที่ว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ! นาฬิกาอัจฉริยะเตือนภัยได้จริงหรือ? สามารถให้คำตอบได้ว่า สมาร์ทวอทช์ “สามารถ” รับการแจ้งเตือนภัยได้ แต่ “ไม่สามารถ” ตรวจจับหรือพยากรณ์สถานการณ์น้ำท่วมได้ด้วยตัวเองโดยตรง บทบาทของมันเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมที่ช่วยสะท้อนการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้ใช้งานรับทราบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น
หัวใจสำคัญของระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพยังคงอยู่ที่ระบบของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายแหล่งและส่งการแจ้งเตือนผ่านช่องทางหลัก เช่น แอปพลิเคชันบนมือถือและ SMS ดังนั้น การพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการติดตั้งแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องจึงเป็นแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนในกรุงเทพมหานคร การทำความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของเทคโนโลยีแต่ละชนิด จะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย