Home » ครม. เคาะ ‘SME สู้ต่อ’ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบใหม่

ครม. เคาะ ‘SME สู้ต่อ’ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบใหม่

สารบัญ

คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ครั้งสำคัญ เพื่อเสริมสภาพคล่องและสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหลายโครงการที่มุ่งเป้าให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ประเด็นสำคัญของมาตรการสินเชื่อ SME สู้ต่อ

  • อนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบใหม่: รัฐบาลเห็นชอบมาตรการสินเชื่อต้นทุนต่ำเพื่อช่วยเหลือ SME โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน
  • วงเงินสนับสนุนสูง: โครงการหลักอย่าง SME Green Productivity มีวงเงินรวมสูงถึง 15,000 ล้านบาท เพื่อให้การสนับสนุนเข้าถึงผู้ประกอบการในวงกว้าง
  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ: เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี และคงที่นานถึง 3 ปีแรก เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ
  • ส่งเสริมธุรกิจสีเขียว: มาตรการมุ่งเน้นการสนับสนุนให้ SME ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและบริการไปสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
  • เงื่อนไขผ่อนปรน: มีการผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ เช่น ระยะเวลาการกู้สูงสุด 10 ปี และการปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ

ภาพรวมมาตรการและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการทางการเงินครั้งสำคัญผ่านโครงการ ครม. เคาะ ‘SME สู้ต่อ’ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบใหม่ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือเชิงรุกในการพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ มาตรการนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ความสำคัญของมาตรการนี้อยู่ที่การช่วยให้ SME ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจ้างงานและสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูกิจการ ปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางธุรกิจในระยะยาว

กลุ่มเป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือผู้ประกอบการ SME ทุกขนาดและทุกประเภทอุตสาหกรรมที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนหรือเงินลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ต้องการยกระดับธุรกิจไปสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ “ธุรกิจสีเขียว” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกที่มุ่งเน้นความยั่งยืน การอนุมัติมาตรการในช่วงเวลานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างตรงจุด ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถฟื้นตัวและเติบโตต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ

เจาะลึกรายละเอียดโครงการ ครม. เคาะ ‘SME สู้ต่อ’ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบใหม่

มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบใหม่นี้ประกอบด้วยหลายโครงการย่อยที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพให้แก่ธุรกิจ SME ของไทย โดยมีโครงการที่น่าสนใจและเป็นหัวใจหลักของมาตรการดังต่อไปนี้

โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity: พลิกโฉมธุรกิจสู่ความยั่งยืน

โครงการ SME Green Productivity ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเรือธงที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของภาครัฐในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการปรับเปลี่ยนหรือยกระดับธุรกิจไปสู่การเป็น “ธุรกิจสีเขียว” ซึ่งหมายถึงธุรกิจที่ดำเนินงานโดยคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างคุณค่าเพิ่มจากแนวคิดความยั่งยืน

เงื่อนไขและวงเงินสินเชื่อ:

  • วงเงินรวมโครงการ: 15,000 ล้านบาท
  • วงเงินกู้ต่อราย: สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท
  • อัตราดอกเบี้ย: พิเศษเพียง 3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรกของการกู้ยืม
  • การชดเชยดอกเบี้ยจากภาครัฐ: รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้เต็มจำนวนในช่วง 3 ปีแรก ทำให้ภาระของผู้ประกอบการลดลงอย่างมาก
  • ระยะเวลาผ่อนชำระ: สูงสุดนานถึง 10 ปี เพื่อให้ธุรกิจมีเวลาเพียงพอในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน
  • ระยะเวลาปลอดชำระเงินต้น: สามารถปลอดชำระคืนเงินต้นได้สูงสุด 1 ปี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินในช่วงเริ่มต้นของการปรับปรุงกิจการ

การประยุกต์ใช้เงินทุนจากโครงการนี้สามารถทำได้หลากหลาย เช่น การลงทุนในเครื่องจักรที่ประหยัดพลังงาน, การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์, การปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสีย, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการขอการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าและบริการในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

บทบาทของ SME D Bank ในการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) มีบทบาทสำคัญในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือ SME ให้เข้าถึงผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรการ “SME สู้ต่อ” นี้ SME D Bank ได้ออกมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อความเปราะบางของธุรกิจ SME ในปัจจุบัน

SME D Bank เดินหน้ากลยุทธ์เสริมความแข็งแกร่งให้ SME ผ่านการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยรวม เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายไปได้

มาตรการสนับสนุนจาก SME D Bank:

  1. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% คงที่ 3 ปี: นอกเหนือจากโครงการ Green Productivity แล้ว SME D Bank ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่นที่เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่นาน 3 ปี พร้อมระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี จุดเด่นของสินเชื่อนี้คือการผ่อนปรนเงื่อนไขด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยผู้ประกอบการสามารถใช้การค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แทนได้ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
  2. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยรวม: เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในวงกว้าง SME D Bank ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยรวม (เช่น MLR, MOR, MRR) ลงสูงสุด 0.25% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป การปรับลดนี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าสินเชื่อเดิมและลูกค้าใหม่ ช่วยเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ SME D Bank ในการเป็นที่พึ่งให้กับผู้ประกอบการ ช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาการจ้างงานและดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ SME

ผลกระทบและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ SME

มาตรการ ‘SME สู้ต่อ’ ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกในมิติอื่นๆ และเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเสถียรภาพ

การอัดฉีดเงินทุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปยังกลุ่ม SME ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เปรียบเสมือนการเติมน้ำหล่อเลี้ยงให้กับเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง เมื่อผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถนำเงินไปใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เช่น การซื้อวัตถุดิบ การชำระค่าจ้างพนักงาน และการลงทุนขนาดย่อย สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ช่วยรักษาการจ้างงานและป้องกันปัญหาการว่างงานที่อาจบานปลาย นอกจากนี้ การที่ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้น

โอกาสในการปรับตัวและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ มาตรการสินเชื่อรอบใหม่นี้ โดยเฉพาะโครงการที่มุ่งเน้นธุรกิจสีเขียว เป็นการส่งสัญญาณและมอบเครื่องมือให้ผู้ประกอบการได้ใช้โอกาสนี้ในการทบทวนและปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของตนเอง การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวหรือกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน อาจดูเป็นต้นทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างมหาศาล ธุรกิจที่ปรับตัวได้ก่อนจะสามารถสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งในใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน สามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด และที่สำคัญคือสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานจากากรประหยัดพลังงานและลดของเสียได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับ SME ไทยในการยกระดับตัวเองให้ทัดเทียมนานาชาติและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

สรุปภาพรวมเงื่อนไขสินเชื่อหลัก

ตารางเปรียบเทียบสรุปเงื่อนไขสำคัญของโครงการสินเชื่อภายใต้มาตรการ ‘SME สู้ต่อ’ เพื่อให้เห็นภาพรวมและข้อแตกต่างที่ชัดเจน
คุณสมบัติ โครงการ SME Green Productivity สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ SME D Bank (ทั่วไป)
วงเงินสูงสุดต่อราย ไม่เกิน 10 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของธนาคาร
อัตราดอกเบี้ย (3 ปีแรก) 3% ต่อปี (รัฐชดเชยเต็มจำนวน) 3% ต่อปี (คงที่)
ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี 10 ปี
ระยะปลอดชำระเงินต้น สูงสุด 1 ปี ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของธนาคาร
การค้ำประกัน พิจารณาตามหลักเกณฑ์ (ใช้ บสย. ค้ำประกันได้) ไม่ใช้หลักทรัพย์ (ใช้ บสย. ค้ำประกัน)
เป้าหมายหลัก สนับสนุนการปรับธุรกิจสู่แนวทางสีเขียวและยั่งยืน เสริมสภาพคล่องและลดภาระทางการเงินโดยรวม

แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ

มาตรการ ครม. เคาะ ‘SME สู้ต่อ’ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบใหม่ นับเป็นข่าวดีและเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการฟื้นฟูและสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ การอนุมัติโครงการต่างๆ ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนและอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการช่วยเหลือ SME ให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นส่งเสริมธุรกิจสีเขียว ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ แต่ยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในเวทีโลก

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ควรเริ่มต้นจากการประเมินสถานะและทิศทางของธุรกิจตนเอง เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ หรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดเตรียมเอกสารทางการเงินและแผนธุรกิจที่มีความเป็นไปได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การศึกษาข้อมูลและติดต่อสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เช่น SME D Bank เพื่อขอรับคำปรึกษาและรายละเอียดเพิ่มเติม ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำพาธุรกิจให้เติบโตและสู้ต่อไปได้อย่างมั่นคง